เซียนหนุ่มสำนักสวะกับภรรยาเย็นชาผู้พลิกชะตาสวรรค์•ตอนที่ 29

สะสางหนี้เลือดในอดีต

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
"เจ้าสำนักเทียนหลาง... หนี้เลือดที่มหาบรรพจาลล้างสำนักเมื่อร้อยปีก่อน ยังมิได้สะสาง เหตุใดวันนี้เจ้าจึงรีบร้อนส่งวิญญาณสุนัขรับใช้มาเป็นปุ๋ยใต้เท้าข้าเล่า?" น้ำเสียงกังวานดุจเสียงระฆังทองสัมฤทธิ์สะท้อนก้องกังวานไปทั่วหุบเขาหมื่นกระบี่ มิติเบื้องบนที่เพิ่งแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นเงาร่างลึกลับนับสิบที่ซ่อนอยู่หลังม่านฟ้า พลันเงียบสงบลงชั่วขณะ ราวกับความจริงที่ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจากปากของหลี่ชิงหยุน มีน้ำหนักมากพอที่จะกดทับสวรรค์ชั้นเก้าให้จมดิ่งลงสู่ปรโลก ความตกตะลึงแผ่ซ่านไปทั่วลานพิธี บรรดาผู้อาวุโสและศิษย์สายตรงของสำนักกระบี่สวรรค์ต่างอ้าปากค้าง ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก คำว่า 'มหาบรรพกาลล้างสำนักเมื่อร้อยปีก่อน' เป็นความลับดำมืดที่ถูกฝังกลบไว้ในหอคัมภีร์ต้องห้าม ไม่มีผู้ใดในยุคปัจจุบันล่วงรู้ว่าเหตุใดสำนักอันดับหนึ่งในอดีตจึงล่มสลายลงชั่วข้ามคืน จนกระทั่งเจ้าสำนักเทียนหลางรุ่นปัจจุบันก้าวขึ้นมาเรืองอำนาจบนซากปรักหักพังนั้น เจ้าสำนักเทียนหลางหน้าถอดสี เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก แม้ขอบเขตพลังของเขาจะก้าวสู่ขั้นจักรพรรดิเทวะครึ่งก้าวแล้ว แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นของหลี่ชิงหยุน ดวงตาที่ลุ่มลึกราวกับห้วงมหาสรรพสิ่งและผ่านกาลเวลามานับอนันต์ เขากลับรู้สึกราวกับตนเองเป็นเพียงมดปลวกตัวจิ๋วที่ยืนอยู่เบื้องหน้ามังกรบรรพกาล "เหลวไหล! เจ้า... เจ้าเป็นเพียงศิษย์สวะขั้นหลอมรวมลมปราณ กล้าดีอย่างไรมากล่าววาจาเพ้อเจ้อใส่ร้ายเจ้าสำนักเช่นข้า!" เทียนหลางคำรามลั่นเพื่อกลบเกลื่อนความหวาดกลัวในใจ ฝ่ามือหนาตบลงบนที่นั่งหยกจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง ปราณกระบี่สีชาดพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าหมายกดดันเด็กหนุ่มให้คุกเข่า ทว่า หลี่ชิงหยุนเพียงแค่แย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเวทนา ราวกับกำลังมองดูตัวตลกที่กำลังดิ้นรนอยู่บนลานประหาร "เพ้อเจ้ออย่างนั้นหรือ?" หลี่ชิงหยุนก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว พื้นศิลาใต้เท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ทว่าไม่มีเสียงอึกึกครึกโครม มีเพียงคลื่นพลังปราณบริสุทธิ์ที่แผ่ขยายออกไปสะกดข่มรัศมีของเจ้าสำนักเทียนหลางให้มลายหายไปในพริบตา "วิชากระบี่กลืนวิญญาณโลหิต ที่เจ้าใช้ลอบสังหารเจ้าสำนักคนก่อนเมื่อร้อยปีก่อน... มิใช่ตำราต้องห้ามที่เจ้าแอบขโมยมาจากหุบเขาอสูรโลหิตหรอกหรือ? หรือต้องให้ข้ากล่าวชื่อสตรีสามคนที่เจ้าสังหารเพื่อปิดปากในคืนนั้นด้วย เจ้าสำนักเทียนหลางผู้ทรงคุณธรรม?" สิ้นคำกล่าวนี้ ทั่วทั้งบริเวณพลันตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว ศิษย์หลายคนหันไปมองหน้ากันด้วยความหวาดระแวง ข่าวลือเรื่องการตายอย่างปริศนาของอดีตเจ้าสำนักและผู้อาวุโสรุ่นก่อนๆ เคยเป็นปริศนามานาน บัดนี้ความจริงถูกเปิดโปงออกราวกับเปลื้องผ้ากลางลานวัด ไป๋จื่อรั่วที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลัง ปรายตามองเจ้าสำนักเทียนหลางด้วยแววตาดุจน้ำแข็งพันปี นางไม่เอ่ยวาจาใดๆ ทว่ากระบี่เยือกแข็งในมือสั่นระริกเบาๆ ไอความเย็นยะเยือกแผ่ซ่ายออกจนหยาดน้ำค้างกลางอากาศกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน นางพร้อมที่จะชักกระบี่สังหารมารร้ายผู้นี้ทันทีหากเขามีท่าทีตอดตุก "ไอ้เด็กเวรนี่... ปากคอเราะร้ายยิ่งนัก ชักทำให้ข้าอยากลองชิมเนื้อย่างระดับจักรพรรดิเทวะดูสักครั้งแล้วสิว่ามันจะเหนียวเคี้ยวยากเหมือนหน้าตาของเจ้าสำนักสุนัขตัวนี้หรือไม่ หุๆๆ" เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นจากความว่างเปล่า เจ้าอ้วนเปา (พยัคฆ์อัคคีบรรพกาล) ปรากฏร่างขึ้นบนไหล่ของหลี่ชิงหยุน ขนสีทองเพลิงทั่วร่างลุกโชน ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นเสือโคร่งเพลิงขนาดมหึมา เขี้ยวสีนิลยาวโ과ออกมาพร้อมกับกลิ่นอายอสูรบรรพกาลที่กดทับจนผู้อาวุโสหลายคนถึงกับกระอักเลือด "เจ้าอสูรเดียรัจฉาน!" ผู้อาวุโสอาวุโสสูงสุดของสำนักกระบี่สวรรค์ทนดูไม่ไหว ชักกระบี่คู่กายพุ่งทะยานเข้ามาหมายปลิดชีพพยัคฆ์อัคคี หลี่ชิงหยุนมิได้ขยับกายแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นช้าๆ นิ้วชี้และนิ้วกลางประสานเข้าหากันเป็นกระบี่ปราณ "รวดเร็วจนเกินไป... เจ้ายังอ่อนหัดนัก" *ฉึบ!* ประกายแสงกระบี่สีครามสายหนึ่งพาดผ่านความมืดมิดราวกับสายฟ้าแลบ มันตัดผ่านมิติและห้วงเวลาอย่างแนบเนียน ผู้อาวุโสสูงสุดที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาพลันชะงักงาบ ร่างกายของเขายังคงพุ่งไปข้างหน้า ทว่าศีรษะกลับหลุดลอยออกจากบ่า โลหิตสีชาดพุ่งกระฉูดขึ้นสู่ท้องฟ้า ย้อมเมฆาให้กลายเป็นสีแดงฉานน่าสยดสยอง ความตื่นตระหนกพุ่งถึงขีดสุด บรรดาผู้อาวุโสที่เหลือต่างถอยหลังกรูเกลียวด้วยความหวาดกลัว พวกเขาไม่อาจเชื่อสายตาตนเองว่าเด็กหนุ่มอายุไม่ถึงยี่สิบปี จะสามารถสังหารยอดฝีมือขั้นจักรพรรดิเทวะได้ด้วยการสะบัดนิ้วเพียงครั้งเดียว! เจ้าสำนักเทียนหลางหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด ความมั่นใจทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา เขารู้ตัวแล้วว่าวันนี้หากไม่ใช้ไพ่ตายขั้นสุดท้าย ทั้งตัวเขาและสำนักกระบี่สวรรค์จะต้องดับสูญสิ้นอย่างแน่นอน "ฮ่าๆๆ... ดี! ดีมาก! หลี่ชิงหยุน เจ้าคิดว่าความจริงเพียงเท่านี้จะโค่นล้มข้าได้งั้นหรือ?" เจ้าสำนักเทียนหลางแผดเสียงหัวเราะคลุ้มคลั่ง มือไม้สั่นเทาหยิบป้ายหยกสีดำทมิฬลวดลายประหลาดออกมาจากอกเสื้อ ป้ายหยกนั้นส่งกลิ่นอายชั่วร้ายที่เชื่อมต่อกับมิติเบื้องบนที่เพิ่งแตกออก เงาร่างลึกลับนับสิบที่ซ่อนอยู่หลังม่านฟ้าเมื่อครู่ พลันขยับตัว! แรงกดดันระดับมหาเทพโบราณแผ่ซ่านลงมาจนพื้นดินยุบตัวลงเป็นหลุมลึกนับร้อยเมตร เสียงกระซิบจากความว่างเปล่าดังระงมราวกับเสียงคำรามของภูตผีปีศาจจากขุมนรก ไป๋จื่อรั่วขมวดคิ้วเล็กน้อย นางก้าวขึ้นมาขนาบข้างหลี่ชิงหยุน มือเรียวบางเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่แน่นขึ้น "ชิงหยุน... พวกมันไม่ใช่คนของโลกนี้" หลี่ชิงหยุนหันไปสบตากับภรรยาผู้เย็นชา แววตาที่เคยแข็งกร้าวต่อศัตรูพลันอ่อนละมุนลงทันที เขาส่งยิ้มอบอุ่นให้พรางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ภรรยาข้า... ไม่ต้องกังวล พวกมันก็แค่สุนัขรับใช้ที่เจ้านายเก่าของพวกมันเคยถูกข้าเตะตกบัลลังก์มาแล้วเมื่อหลายแสนปีก่อนเท่านั้นเอง" สิ้นคำกล่าวของเขา เจ้าสำนักเทียนหลางที่กำลังจะถ่ายปราณปลุกเงาลึกลับเหล่านั้น พลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดผวา เมื่อจู่ๆ เงาร่างลึกลับที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดร่างหนึ่งในหมู่พวกมัน กลับคุกเข่าลงกลางอากาศ หันหน้ามาทางหลี่ชิงหยุน แล้วเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือที่ก้องกังวานไปทั่วฟ้าดิน— "ท่าน... ท่านมหาเทพ... ท่านฟื้นคืนชีพแล้วจริงๆ หรือ?!" (ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสวรรค์ไปกับผม ลั่วอสูรหมื่นภูผา ณ ที่นี้นะครับ)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะกับภรรยาเย็นชาผู้พลิกชะตาสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%