"หากพวกเจ้าคิดว่ากระบี่ในมือของข้า เป็นเพียงเศษเหล็กไร้ค่าที่เก็บตกมาจากกองขยะ... ก็จงก้าวเข้ามาพิสูจน์ด้วยชีวิตของพวกเจ้าเองเถอะครับ"
น้ำเสียงของหลี่ชิงหยุนเรียบเฉย ทว่ากลับก้องกังวานเสียดแทงลึกลงไปในจิตวิญญาณของผู้ฟังทุกอณู แรงกดดันจากลมปราณที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายหนุ่มในยามนี้ ไม่ได้ให้ความรู้สึกของผู้บำเพ็ญเพียรระดับขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นต้นแม้แต่น้อย หากแต่เปรียบประดุจพญาอินทรีสวรรค์ที่กางปีกครอบงำนภากาศ ทำให้เหล่าศิษย์สายในสำนักกระบี่เมฆาที่ยืนล้อมรอบต่างพากันหน้าถอดสีโดยไม่รู้ตัว
ฝักกระบี่โบราณข้างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงคำรามต่ำทุ้มคล้ายเสียงฟ้าคำรามในฤดูร้อน มันสั่นระริกราวกับกระหายเลือดของเหล่าศัตรูที่บังอาจมารบกวนช่วงเวลาสำคัญของเขา!
"อวดดีนัก! แค่ศิษย์สวะที่ถูกขับไล่ไปอยู่ยอดเขาไร้ค่า กล้าดียังไงมาผยองต่อหน้าเหล่าศิษย์สายใน!"
หนานกงฮ่าว ศิษย์สายในอันดับต้นๆ ผู้ถือครองกระบี่วิญญาณวายุคำรามลั่นด้วยความขัดเคือง ความอัปยศที่เคยพ่ายแพ้ในอดีตและสายตาเย้ยหยันจากรอบด้านทำให้เส้นเลือดบนขมับของมันปูดโปน มันสะบัดมือวาดกระบี่ในมือออกไปอย่างไร้ความปรานี ประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าพุ่งแหวกอากาศเข้ามาดุจสายฟ้าฟาด หมายจะปลิดชีพหลี่ชิงหยุนให้สิ้นซากในกระบวนท่าเดียว
รอบบริเวณพลهدเงียบกริบลงในพริบตา ศิษย์หลายคนถึงกับหลับตาลงด้วยความหวาดกลัว เพราะพวกเขารู้จักอานุภาพของ 'กระบี่วายุคลั่ง' แขนงนี้ดี มันสามารถตัดศิลาผ่าภูเขาได้สบายๆ
ทว่า... หลี่ชิงหยุนกลับไม่แม้แต่จะชายตามอง
เขายืนไขว่ห้างอย่างเกียจคร้าน ร่างกายผ่อนคลายราวกับกำลังชมการแสดงงิ้วริมถนน สายตาคมกริบคู่นั้นทอดมองไปยังร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งที่ยืนสงบนิ่งอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่—ไป๋จื่อรั่ว ภรรยาผู้เย็นชาของเขา นางไม่ได้ส่งเสียงห้ามปรามแม้แต่น้อย ทว่าแววตาน้ำแข็งคู่นั้นกลับทอประกายความอบอุ่นล้ำลึกและเชื่อมั่นในตัวสามีอย่างไร้เงื่อนไข เคมีเงียบงันระหว่างคนทั้งสองเปรียบดั่งผืนน้ำนิ่งที่ซ่อนกระแสน้ำวนอันทรงพลังไว้ภายใน
*เคร้ง!*
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับอสุนีบาตผ่ากลางปฐพี
ไม่มีใครมองทันว่าเกิดอะไรขึ้น! รู้ตัวอีกที ปลายกระบี่โบราณที่ยังคงอยู่ในฝักของหลี่ชิงหยุน ก็ยกขึ้นมาขวางกั้นคมกระบี่วายุคลั่งของหนานกงฮ่าวไว้อย่างพอดิบพอดี แรงกระแทกมหาศาลสะท้อนกลับจนกระบี่ในมือหนานกงฮ่าวแทบหลุดร่วง แขนทั้งสองข้างของมันชาด้านจนไร้ความรู้สึก เลือดสดๆ ไหลรินซึมผ่านร่องนิ้ว
"กระบวนท่าเมื่อครู่... เจ้าใช้เพลงกระบี่อะไรกัน!" หนานกงฮ่าวเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดเหงื่อกาฬไหลโทรมกาย
หลี่ชิงหยุนแย้มยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นเปี่ยมด้วยความเย้ยหยันและอำนาจอันน่าสะพรึงกลัว "เพลงกระบี่ของสำนักพวกเจ้างั้นหรือ? น่าขันสิ้นดี... ในสายตาของข้า สิ่งที่พวกเจ้าฝึกฝนกันอยู่ทุกวัน ก็เป็นได้แค่การรำดาบของเด็กอมมือเท่านั้นแหละครับ"
สิ้นคำพูด ร่างของหลี่ชิงหยุนก็เลือนหายไปจากจุดเดิมราวกับภาพมายา!
"วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์..."
เสียงพึมพำแผ่วเบาดังก้องขึ้นในโสตประสาทของทุกคน ทันใดนั้น ท้องนภาก็พลพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น อักขระโบราณนับพันตัวปรากฏขึ้นกลางอากาศ ห่อหุ้มด้วยปราณกระบี่บริสุทธิ์ที่คมกริบเสียยิ่งกว่าสายลมแห่งความตาย มันไม่ใช่การชักกระบี่ออกมาฆ่าฟัน แต่มันคือการใช้ 'เจตจำนงแห่งกระบี่' ควบคุมทุกอณูอากาศรอบตัวให้กลายเป็นคมดาบที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่ง
เหล่าศิษย์สายในนับสิบคนที่ยืนอยู่โดยรอบต่างเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น แรงกดดันจากวิถีกระบี่นี้ทำให้ลมปราณในตันเถียนของพวกเขาปั่นป่วนจนแทบแตกซ่าน บางคนถึงกับกระอักเลือดคำโตออกมาด้วยความตื่นตระหนก
นี่มันความน่ากลัวระดับไหนกัน? แค่ปล่อยเจตจำนงออกมาโดยยังไม่ทันชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ ก็สามารถกดขี่เหล่าผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสูงให้กลายเป็นลูกไก่ในกำมือได้แล้ว!
"อสูรน้อย เจ้าอ้วนเปา ดูเหมือนพวกมันจะเริ่มเข้าใจแล้วนะว่าความต่างระหว่างฟ้ากับเหวร1มันเป็นเช่นไร" หลี่ชิงหยุนเอמהพึมพำเบาๆ
*โฮกกก—!*
เสียงคำรามต่ำทรงพลังดังขึ้นจากเงาไม้ เจ้าอ้วนเปา พยัคฆ์อัคคีบรรพกาล พรวดพราดก้าวออกมาด้วยท่าทีกวนประสาท ขนสีทองเพลิงสั่นไหว มันแกล้งอ้าปากหาวหวอดใหญ่ราวกับเบื่อหน่ายเต็มทน ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงที่มนุษย์ฟังรู้เรื่องผ่านกระแสจิตอย่างเย้ยหยัน "ฮ่าๆๆๆ เจ้านาย ท่านอย่าไปถือสาพวกมดปลวกเหล่านี้เลยครับ ข้าเห็นแล้วยังอายแทน บรรพบุรุษของพวกมันคงต้องลุกขึ้นมาเอาปี๊บคลุมหัวแน่ๆ หากรู้ว่าลูกหลานกากเดนถึงเพียงนี้!"
ความตลกขบขันที่ผสมผสานกับความน่าสะพรึงกลัวของสัตว์อสูรบรรพกาล ทำให้บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด
ไป๋จื่อรั่วก้าวเท้าแผ่วเบาเดินเข้ามาใกล้ ยื่นมือเรียวดั่งหยกขาวไปจับชายเสื้อของหลี่ชิงหยุนเบาๆ นางไม่ได้กล่าวสิ่งใด มีเพียงแววตาคู่สวยที่สะท้อนภาพใบหน้าของชายหนุ่ม ชัดเจนว่าในสายตาของเทพธิดาน้ำแข็งผู้นี้ โลกทั้งใบมีค่าไม่เท่ากับบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้าผู้นี้เลยแม้แต่น้อย
"จื่อรั่ว รอก่อนนะ... จัดการพวกสวะกลุ่มนี้เสร็จ ข้าจะพาเจ้าไปชมทิวทัศน์ยามสนธยาที่ยอดเขาเมฆาคล้อย" หลี่ชิงหยุนหันไปยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ความดุดันเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความคลั่งรักที่ทำเอาคนรอบข้างหมั่นไส้จนแทบกระอักเลือดซ้ำสอง
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะสงบลง ทันใดนั้นเอง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าแผ่นดินไหว!
ม่านฟ้าเบื้องบนฉีกขาดออกเป็นทางยาว เปลวเพลิงสีดำทมิฬพวยพุ่งทะลวงเมฆหมอกลงมาปกคลุมทั่วบริเวณ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องสะท้านฟ้าดินที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี—เสียงของเจ้าสำนักเทียนหลาง!
"หลี่ชิงหยุน... เจ้าคิดว่าเจ้าซ่อนตัวอยู่หลังเงาของสตรีเพศแล้วจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของข้าได้งั้นรึ?"
ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีทองปรากฏขึ้นกลางม่านเพลิง พร้อมกับกระบี่มารโลหิตในมือที่ปลดปล่อยกลิ่นอายสังหารรุนแรงจนท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... ข้างกายของมัน มีร่างของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหุบเขาเซียนกระบี่ที่ควรจะปิดด่านบำเพ็ญเพียร ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนมาร กำลังห้อยหัวลงมาอย่างไร้สติ!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดุเดือดนี้ร่วมกันนะครับ
เซียนหนุ่มสำนักสวะกับภรรยาเย็นชาผู้พลิกชะตาสวรรค์•ตอนที่ 5
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะกับภรรยาเย็นชาผู้พลิกชะตาสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!