“หลี่ชิงหยุน! เจ้าหนีความตายพ้นจากวัฏสงสารได้ แต่อย่าหวังว่าจะรอดพ้นจาก 'ทัณฑ์กระบี่สวรรค์' ในคืนนี้ไปได้เลย!”
เสียงคำรามของเจ้าสำนักเทียนหลางดังกึกก้องประหนึ่งอสนีบาตฟาดผ่านยอดเขาหิมะ แรงกดดันจากปราณสีเลือดมหาศาลแผ่ซ่านจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว ทว่าท่ามกลางพายุแห่งคมกระบี่ที่พร้อมจะปลิดชีพ หลี่ชิงหยุนกลับยืนนิ่งประหนึ่งขุนเขาที่ไม่หวั่นไหวต่อมรสุม เขาไม่ได้ชักกระบี่ ไม่ได้เร่งเร้าพลังปราณ เพียงแต่กางมือออกปกป้องสตรีชุดขาวผู้ยืนอยู่เบื้องหลัง
“ท่านอาจารย์... ท่านกำลังทำลายวิถีแห่งเซียนเพียงเพื่อความโลภในจิตใจตนเองหรือ?” หลี่ชิงหยุนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่ากังวานลึกเข้าถึงจิตวิญญาณของผู้ฟัง
ไป๋จื่อรั่วเบิกตากว้างเล็กน้อย ดวงตาที่เคยเรียบเฉยดั่งทะเลสาบในฤดูเหมันต์สั่นไหววูบ นางมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่เคยถูกตราหน้าว่าไร้ค่า แต่ในยามนี้กลับแผ่กลิ่นอายแห่งมหาปราชญ์ผู้ผ่านการเห็นแจ้งมานับพันปี
“เจ้าเพ้อเจ้ออะไร! ตายเสียเถอะ!” เทียนหลางไม่รอช้า เหวี่ยงกระบี่สังหารเข้าใส่ หมายจะตัดหัวศิษย์ทรยศให้ขาดสะบั้น
ทว่าในชั่วพริบตาที่คมกระบี่จวนจะถึงคอหอย หลี่ชิงหยุนกลับเพียงสะบัดนิ้วเบาๆ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ปะทะเข้ากับกระบี่สวรรค์ของเทียนหลางจนเกิดเสียงกัมปนาทสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกนั้นทำให้ร่างของเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว เลือดสดๆ ทะลักออกจากมุมปาก
“การบำเพ็ญเพียรมิใช่การช่วงชิงอำนาจ แต่คือการคืนกลับสู่ธรรมชาติ” หลี่ชิงหยุนกล่าวพลางหันกลับมาสบตากับไป๋จื่อรั่ว แววตาของเขาไม่ได้มีความโกรธแค้น มีเพียงความเมตตาที่เปี่ยมล้น “จื่อรั่ว... เจ้าเคยสงสัยหรือไม่ ว่าเหตุใดหิมะบนยอดเขานี้จึงไม่เคยละลาย? มิใช่เพราะมันเย็นชา แต่เพราะมันเลือกที่จะรักษาความบริสุทธิ์ของตนไว้ใต้ความโดดเดี่ยว... เช่นเดียวกับหัวใจของเจ้า”
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคเปรียบประดุจเข็มเงินที่ปักลงกลางใจของนางเซียนผู้สูงส่ง ไป๋จื่อรั่วชะงักงัน ลมหายใจของนางติดขัด ความเย็นชาที่เคยเป็นเกราะกำบังตนเองมาตลอดหลายสิบปีเริ่มร้าวรานราวกับน้ำแข็งที่ถูกเปลวเพลิงแห่งความเข้าใจแผดเผา
เจ้าอ้วนเปาที่แอบอยู่หลังโขดหินโผล่หัวออกมา พลางเคี้ยวสมุนไพรวิเศษในปากกุกกัก “ไอ้เจ้ามนุษย์นี่ก็เหลือเกินจริงๆ จะจีบหญิงทั้งทีต้องทำท่าทางให้ฟ้าถล่มดินทลายแบบนี้เลยเรอะ! แล้วดูสายตาแม่นางนั่นสิ... ถ้าไม่ติดว่าข้าหิวจนหน้ามืด ข้าคงคิดว่ากำลังดูละครน้ำเน่าในโรงเตี๊ยมนะเนี่ย!”
ไป๋จื่อรั่วไม่ได้สนใจคำจิกกัดของสัตว์อสูรตัวอ้วน นางก้าวเท้าเข้าหาหลี่ชิงหยุนช้าๆ ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “เหตุใด... เหตุใดเจ้าจึงรู้ความนัยในใจข้าได้กระจ่างแจ้งถึงเพียงนี้?”
หลี่ชิงหยุนยิ้มที่มุมปาก มือแกร่งเอื้อมไปแตะไหล่ของนางอย่างแผ่วเบา “เพราะข้าเห็นตัวข้าเองในตัวเจ้าอย่างไรเล่า เราต่างเป็นคนแปลกหน้าในโลกที่เต็มไปด้วยความหลอกลวง เพียงแต่ข้าเลือกที่จะสู้เพื่อเปลี่ยนมัน ส่วนเจ้า... เลือกที่จะปกป้องตนเองจากมัน”
บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดลงทันที กลิ่นอายสังหารของเทียนหลางดูจะเลือนหายไปเมื่อเทียบกับความอบอุ่นที่ก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งสอง ทว่าความเงียบนั้นถูกทำลายลงด้วยเสียงหัวเราะเยือกเย็นของเทียนหลางที่ลุกขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว
“ซึ้งใจกันพอหรือยัง!” เทียนหลางคำราม ร่างของเขาระเบิดพลังสีดำทมิฬออกมาจนกลายเป็นพายุหมุนขนาดยักษ์ “ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะเป็นนักปราชญ์ผู้เปี่ยมเมตตา ข้าก็จะส่งเจ้าไปเป็นวิญญาณในขุมนรกให้สมใจ! จื่อรั่ว! หากเจ้ายังปกป้องมัน ข้าจะทำลายยอดเขานี้ให้ราบคาบ!”
หลี่ชิงหยุนขยับกายไปเบื้องหน้าอีกครั้ง ครั้งนี้เขาไม่ได้เพียงแค่ป้องกัน แต่เขากำลังเริ่มรวบรวมปราณกระบี่ไว้ที่ปลายนิ้ว กระบี่ที่ว่างเปล่าในมือขวาเริ่มปรากฏรูปร่างเป็นอักขระโบราณที่ส่องแสงสีทองเจิดจ้า
“จื่อรั่ว ถอยไป” หลี่ชิงหยุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันขึ้น “วันนี้ ข้าจะแสดงให้มันเห็นว่า... สิ่งที่เรียกว่าศิษย์สวะ แท้จริงแล้วสามารถเด็ดดอกไม้บนยอดเขาเซียนเพื่อปลิดชีพมังกรที่ตกลงสู่อบายได้อย่างไร”
ไป๋จื่อรั่วไม่ได้ถอยหนี นางกลับเดินไปยืนเคียงข้างเขา ยื่นมือเรียวงามมาจับมือของเขาไว้แน่น พลังปราณเย็นจัดของนางผสานเข้ากับพลังปราณกระบี่อันร้อนแรงของเขาอย่างอัศจรรย์ ความรุนแรงของทั้งสองขั้วพลังปะทะกันจนเกิดเป็นคลื่นพลังสีม่วงทองแผ่ขยายออกไปไกลหลายลี้
“ข้า... จะอยู่เคียงข้างเจ้า” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย แต่มั่นคงดุจหินผา
ทว่าในจังหวะที่กระบี่ในมือของหลี่ชิงหยุนกำลังจะฟาดฟันออกไป พื้นดินใต้เท้าของพวกเขากลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงกรีดร้องของสัตว์อสูรที่อยู่ลึกลงไปใต้หุบเขาก็ดังขึ้นมาประหนึ่งโลกกำลังจะแตกสลาย และสิ่งที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของพวกเขามิใช่เจ้าสำนักเทียนหลางอีกต่อไป... แต่เป็นเงาดำมืดมหึมาที่โผล่ขึ้นมาจากรอยแยกของมิติ ซึ่งมีกลิ่นอายที่แม้แต่หลี่ชิงหยุนยังต้องขมวดคิ้วด้วยความตกใจ
เงาดำนั้นค่อยๆ เผยร่าง... มันมีใบหน้าเหมือนกับหลี่ชิงหยุนไม่มีผิดเพี้ยน!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาถึงตรงนี้ครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ! - ลั่วอสูรหมื่นภูผา
เซียนหนุ่มสำนักสวะกับภรรยาเย็นชาผู้พลิกชะตาสวรรค์•ตอนที่ 9
สายตาที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มสำนักสวะกับภรรยาเย็นชาผู้พลิกชะตาสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!