“นั่นอะไร”
ผมถามออกไปโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงสั่นพร่าขณะจ้องมองแผ่นกระดาษพับม้วนเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นเสื้อยีนส์หนาหนักในกระเป๋าเป้ของลูคัส กระดาษแผ่นนั้นไม่ได้ถูกม้วนธรรมดา แต่มันถูกประทับตราครั่งสีแดงสด—สัญลักษณ์ที่ผมเคยเห็นเพียงในภาพถ่ายแฟ้มคดีเก่าๆ ของพ่อสมัยที่เขายังทำงานเป็นทูตวัฒนธรรม
ลูคัสไม่ได้รีบเก็บมันเข้าที่ เขาไม่ได้ดูตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ชายหนุ่มชาวฝรั่งเศสคนนี้เพียงแค่เงยหน้าขึ้น สบตาผมด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก มันเป็นสายตาแบบเดียวกับที่เขาใช้มองภาพวาดกราฟฟิตี้ตามตรอกซอกซอยในเบอร์ลิน คือสายตาของคนที่ไม่สนกฎเกณฑ์ แต่ในวินาทีนี้ มันดูอันตรายอย่างประหลาด
“มันคือ ‘ตั๋วผ่านทาง’ ที่ไม่มีวันหมดอายุ ตะวัน” ลูคัสตอบเรียบๆ ก่อนจะหยิบกระดาษนั้นขึ้นมาหมุนเล่นระหว่างนิ้ว “นายอยากรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงเลือกเดินร่วมทางกับคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยอย่างนายตั้งแต่วันแรกที่โฮสเทลในปราก?”
ผมกลืนน้ำลายลงคอ ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปตามสันหลัง คำถามที่ค้างคาใจมาตลอดยี่สิบเก้าวันพรั่งพรูออกมา “นายเป็นใครกันแน่ ลูคัส?”
เขายิ้ม บางเบาจนเกือบจะเป็นการเยาะเย้ย แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนเรื่องกะทันหัน “วางกระเป๋านั่นลงก่อนเถอะ วันนี้มีงานศิลปะที่สวยที่สุดในเมืองกำลังรอให้เราไปสัมผัส... ศิลปะที่ไม่ใช่ในพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นศิลปะที่ข้างถนน ถ้าเราไม่รีบไปดูตอนนี้ พรุ่งนี้เช้ามันอาจจะถูกลบหายไปตลอดกาล เหมือนกับความทรงจำที่นายพยายามหนีมาตลอดนั่นแหละ”
ผมยืนนิ่ง ความโกรธปนความกลัวตีรวนอยู่ในอก แต่ด้วยความที่อยู่กับคนคนนี้มานาน ผมรู้ดีว่าถ้าลูคัสไม่อยากพูด ต่อให้เอาปืนจ่อหัว เขาก็ไม่มีวันคายความลับออกมา ผมจึงเลือกที่จะหยิบเป้ของตัวเองขึ้นสะพาย เดินตามหลังเขาออกไปจากห้องพักแคบๆ ท่ามกลางเสียงเมืองที่เริ่มคึกคักขึ้นเรื่อยๆ ในยามบ่าย
เราเดินลัดเลาะผ่านย่านอุตสาหกรรมเก่าแก่ของเบอร์ลิน ที่นี่เต็มไปด้วยตึกอิฐแดงที่ถูกทาสีทับด้วยสเปรย์จนจำสภาพเดิมไม่ได้ ลูคัสพาผมเดินลึกเข้าไปในซอยที่ดูเหมือนทางตัน ก่อนจะหยุดลงตรงหน้ากำแพงขนาดใหญ่ที่มีงานศิลปะแนว Abstract วาดทับซ้อนกันนับสิบชั้น
“ดูนี่สิ” เขาชี้ไปที่มุมหนึ่งของกำแพง ตรงนั้นมีลายเส้นสีดำสนิท วาดเป็นรูปเงาของชายสองคนที่ยืนหันหลังให้กัน บนมือของพวกเขามีรอยสักรูปนกพิราบที่ถูกกรงขังเอาไว้
“นายเห็นอะไรในนี้?” เขาถาม
ผมจ้องมองลายเส้นนั้น หัวใจเต้นผิดจังหวะ “มันดูเหมือนความอัดอั้น ความต้องการอิสระแต่ก็กลัวที่จะบินออกไป”
“ผิดแล้ว” ลูคัสหัวเราะเบาๆ เขาเอื้อมมือไปสัมผัสพื้นผิวที่ขรุขระของกำแพง “มันคือภาพสะท้อนของคนที่ ‘กล้า’ จะทิ้งชีวิตเดิมมาเพื่อค้นหาเศษเสี้ยวของตัวเองที่ทำหายไป แต่น่าเศร้าที่คนส่วนใหญ่มักจะลืมไปว่า การค้นหาตัวเองไม่ได้หมายความว่าเราจะได้เจอในสิ่งที่สวยงามเสมอไป บางครั้ง... สิ่งที่เราพบอาจเป็นสิ่งที่ทำลายตัวตนเดิมของเราจนไม่มีวันกลับไปเป็นคนเดิมได้อีกเลย”
เขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วหันมาสบตาผมอย่างจริงจัง “ตะวัน นายลาออกจากงานที่มั่นคง นายทิ้งทุกอย่างมาเพื่อหาคำตอบ... แต่นายถามตัวเองหรือยังว่า ถ้าคำตอบที่นายเจอ มันเป็นคำตอบที่นายไม่ได้ต้องการล่ะ?”
ผมรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าด้วยคำพูด ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ได้ยินเพียงเสียงรถไฟใต้ดินที่วิ่งผ่านอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเราเบาๆ ความสับสนในจิตใจผมพุ่งสูงขึ้น ผมมาที่นี่เพื่อหนีความเจ็บปวดจากความสัมพันธ์เก่าๆ หนีจากความคาดหวังของสังคม แต่สิ่งที่ลูคัสพูดกลับทำให้ผมรู้สึกว่า ผมกำลังเดินเข้าสู่อีกกับดักหนึ่งที่ซับซ้อนกว่าเดิม
“นายพาฉันมาที่นี่เพื่อเตือนสติ หรือเพื่อขู่ฉันกันแน่?” ผมถาม น้ำเสียงแข็งกระด้างขึ้น
ลูคัสไม่ตอบ เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบซองจดหมายสีขาวที่ดูเก่าแก่ออกมาอีกซองหนึ่ง คราวนี้เขาไม่ได้ซ่อนมันไว้ แต่เขายื่นมันมาตรงหน้าผม “จดหมายฉบับนี้ไม่ได้จ่าหน้าซองถึงฉัน แต่หน้าซองเขียนชื่อคนสำคัญของนายไว้ ตะวัน... คนที่นายบอกว่าเขาตายจากชีวิตนายไปนานแล้ว”
ผมชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นลายมือที่คุ้นตาบนหน้าซอง ลายมือของพ่อผม—คนที่เสียชีวิตไปเมื่อห้าปีก่อนพร้อมกับความลับทั้งหมดที่เขาทิ้งไว้ให้ผมในฐานะมรดกที่ผมพยายามปฏิเสธมาตลอด
มือผมสั่นขณะเอื้อมไปรับซองจดหมายนั้น ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามา ทั้งความโหยหา ความโกรธ และความสงสัยว่าชายตรงหน้าไปเอาของสิ่งนี้มาจากไหน
“เปิดดูสิ” ลูคัสกระซิบ “ศิลปะที่ข้างถนนแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ฉันพามา แต่มันคือฉากหลังที่เหมาะสมที่สุด สำหรับการยอมรับความจริงที่นายพยายามปิดตายมันมาตลอดชีวิต”
ผมฉีกซองจดหมายอย่างร้อนรน กระดาษแผ่นนั้นร่วงหล่นลงสู่พื้นปูน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ผมตัวแข็งทื่อ... สิ่งที่ทำให้ผมต้องหยุดหายใจคือภาพถ่ายใบเล็กที่แนบมาด้วย มันเป็นภาพของผมในวัยเด็กกำลังยืนอยู่ในสวนหลังบ้าน แต่คนที่ถ่ายรูปนี้กลับเป็นลูคัส... ลูคัสที่ดูแก่กว่าในปัจจุบันเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ภาพนั้นถูกถ่ายไว้เมื่อกว่ายี่สิบปีก่อน!
ก่อนที่ผมจะทันได้เอ่ยถามคำถามใดๆ จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนเดินเข้ามาปิดล้อมซอยตันแห่งนี้ไว้จากทั้งสองฝั่ง
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและค้นหาความจริงไปกับผมนะครับ แบกเป้ท่องโลก... ครับ
บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 29
ศิลปะที่ข้างถนน
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!