"ถ้าพวกคุณจะเอาเงิน ก็เอาไปให้หมด แล้วปล่อยพวกเราไปเถอะครับ"
ผมเค้นเสียงลอดไรฟันออกไป ในขณะที่แผ่นหลังเริ่มชื้นเหงื่อ ความเงียบในซอยแคบที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นของขยะและน้ำขังนั้นน่าอึดอัดเสียจนผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัว ลูคัสที่ยืนอยู่ข้างผมไม่ได้ขยับหนี เขายืดตัวตรง มือล้วงกระเป๋ากางเกงอย่างใจเย็นจนผมอดหมั่นไส้ไม่ได้ ท่ามกลางชายฉกรรจ์ร่างกำยำสี่คนที่ปิดตายเส้นทางข้างหน้าและข้างหลัง
"เงินน่ะเราอยากได้อยู่แล้ว" ชายคนหนึ่งที่มีรอยบากพาดผ่านคิ้วขวาขยับยิ้มมุมปาก เขาไม่ได้ถืออาวุธ แต่แววตาที่มองมานั้นเหมือนกำลังประเมินราคาสินค้า "แต่สิ่งที่เจ้านายเราอยากได้มากกว่า คือคำตอบว่าพวกคุณมาทำอะไรที่ซอยหลังร้าน 'ลุงเอ็ดดี้' ในเวลาแบบนี้"
ลูคัสหันไปมองหน้าผมครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะหึในลำคอ "เราแค่หิวครับ ความหิวเป็นเรื่องใหญ่พอที่จะทำให้คนหลงทางมาถึงที่นี่ได้ จริงไหมครับคุณตะวัน?"
ผมมองลูคัสอย่างงุนงง แต่ก็พอจะเดาออกว่าเพื่อนร่วมทางกำลังเล่นเกมจิตวิทยา เราเดินตามชายเหล่านั้นไปตามคำสั่งโดยไร้ทางเลือก ผ่านตรอกซอกซอยที่ซับซ้อนราวกับเขาวงกต ก่อนจะหยุดลงที่ร้านอาหารเล็กๆ ที่ไม่มีป้ายชื่อ ร้านที่ดูเหมือนจะเป็นที่รวมตัวของ 'คนนอกกฎหมาย' มากกว่านักท่องเที่ยว
เราถูกผลักเข้าไปในร้าน กลิ่นหอมฟุ้งของสตูเนื้อและเครื่องเทศเผ็ดร้อนตีเข้าจมูกจนผมท้องร้องออกมาโดยไม่ตั้งใจ ชายคนเดิมพยักพริบตาให้โต๊ะตัวในสุด เราสองคนนั่งลงตามสั่ง ท่ามกลางสายตาของคนในร้านที่จ้องเขม็งราวกับเราเป็นสิ่งแปลกปลอม
"หิวใช่ไหม?" ชายรอยบากเอ่ยขึ้น พร้อมกับวางจานสตูร้อนๆ สองจานลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ "กินซะ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารมื้อสุดท้าย"
ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง กลิ่นอาหารช่างหอมหวนจนความกลัวลดทอนลงไปบ้าง ลูคัสไม่รอช้า เขาหยิบช้อนขึ้นมาตักกินหน้าตาเฉย ราวกับว่านี่คือการรับประทานมื้อค่ำที่บ้านเพื่อน ไม่ใช่การนั่งอยู่ท่ามกลางดงนักเลงที่พร้อมจะจัดการเราได้ทุกเมื่อ
"คุณไม่กลัวเลยหรือไง?" ผมกระซิบถามขณะที่มือสั่นเล็กน้อยตอนตักเข้าปาก
"ตะวันครับ" ลูคัสวางช้อนลงแล้วจ้องหน้าผมด้วยแววตาที่จริงจังกว่าทุกครั้ง "ในโลกนี้มีคนสองประเภท ประเภทแรกคือคนที่กลัวจนตายไปก่อนที่ความตายจะมาถึง กับประเภทที่สอง คือคนที่ยอมรับว่าทุกมื้ออาจเป็นมื้อสุดท้าย และเพราะอย่างนั้น... รสชาติของมันถึงได้พิเศษที่สุดยังไงล่ะครับ"
คนแปลกหน้าที่นั่งโต๊ะข้างๆ เริ่มขยับเข้ามาใกล้ คนหนึ่งเป็นชายสูงวัยท่าทางใจดีมีรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า เขาหยิบขวดเหล้าพื้นเมืองรินใส่แก้วแล้วเลื่อนมาทางเรา
"พวกคุณเป็นนักเดินทางใช่ไหม?" ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลัง "ผมเห็นรองเท้าของพวกคุณ มันสึกกร่อนมากพอที่จะบอกว่าพวกคุณไม่ได้เดินเที่ยวเล่นเพื่อหาที่ถ่ายรูปสวยๆ ลงโซเชียลหรอกนะ"
"เราตามหารอยเท้าตัวเองครับ" ผมตอบไปโดยไม่รู้ตัว บางทีฤทธิ์ของเหล้าแรงๆ ที่เพิ่งดื่มเข้าไปอาจจะเริ่มทำงาน "ในชีวิตที่ผ่านมา ผมพยายามเดินตามรอยเท้าของคนอื่นจนลืมไปว่าปลายทางที่ผมอยากไปจริงๆ คือที่ไหน"
ชายชราหัวเราะเสียงต่ำ "คำตอบของคำถามนั้น มักจะซ่อนอยู่หลังความกลัวเสมอ ถ้าคุณไม่กล้าแลกด้วยชีวิต คุณก็ไม่มีวันได้เห็นสิ่งที่อยู่หลังบานประตูที่ปิดตาย"
บทสนทนาบนโต๊ะอาหารเล็กๆ นั้นดำเนินไปท่ามกลางบรรยากาศที่แปรเปลี่ยนจากความตึงเครียดเป็นความลุ่มลึก ชายฉกรรจ์ที่เคยล้อมเราไว้เริ่มวางตัวเป็นกันเองมากขึ้น พวกเขาไม่ได้เป็นอาชญากรอย่างที่ผมจินตนาการ แต่เป็นเพียงกลุ่มคนที่มีบาดแผลชีวิตไม่ต่างจากผม เพียงแต่พวกเขาเลือกที่จะเยียวยามันด้วยการอยู่รวมกันในตรอกมืดมิดนี้
"คุณตะวัน" ลูคัสขยับเข้ามาใกล้ขณะที่เราเริ่มอิ่ม "พรุ่งนี้เช้า ผมมีเรื่องสำคัญต้องบอกคุณ บางทีการเดินทางครั้งนี้อาจไม่ได้จบลงที่การกลับไปใช้ชีวิตเดิมอย่างที่คุณเคยคิดไว้"
ผมชะงัก ช้อนในมือร่วงลงกระทบจานเสียงดังเคร้ง "หมายความว่ายังไง ลูคัส?"
ลูคัสไม่ตอบ เขาเพียงแค่ยิ้ม—ยิ้มที่ทำให้ผมรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง เขาหยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าของผมขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วเปิดหน้าสุดท้ายที่ผมจำได้แม่นว่าผมยังไม่ได้เขียนอะไรลงไปเลย แต่ทว่า... มีข้อความสีแดงฉานเขียนทับลงบนหน้ากระดาษว่างเปล่าด้วยลายมือที่ผมคุ้นเคยที่สุด
'อย่าหันหลังกลับ เพราะคนที่ตามคุณมา ไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้คุณรอดไปได้ง่ายๆ'
เสียงประตูหน้าร้านถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับชายในชุดสูทสีดำสนิทสามคนที่ก้าวเข้ามาในร้าน สายตาทุกคู่ในร้านจ้องเขม็งไปที่ชายเหล่านั้น และความกดอากาศในร้านก็หนักอึ้งขึ้นจนผมแทบหายใจไม่ออก ชายชราที่นั่งข้างๆ ผมค่อยๆ วางแก้วเหล้าลง แล้วหยิบปืนพกขึ้นมาวางบนโต๊ะอย่างใจเย็น
"ดูเหมือนว่า 'แขกไม่ได้รับเชิญ' จะตามเรามาเร็วกว่าที่คิดนะตะวัน" ลูคัสกระซิบเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พร้อมกับจ้องมองไปที่ชายชุดสูทคนกลางที่กำลังก้าวตรงมายังโต๊ะของเรา
"และดูเหมือนว่า... สิ่งที่ผมซ่อนไว้ในกระเป๋าเป้ของคุณ จะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราต้องตัดสินใจเลือกทางเดินในคืนนี้ครับ"
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเฝ้าดูการเติบโตของตะวันไปพร้อมกับผมนะครับ
บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 30
คนแปลกหน้าที่กลายเป็นเพื่อน
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!