บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 28

หิวโหยในเมืองใหญ่

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
“วิ่ง! ตะวัน อย่าหันหลังกลับไปมอง!” เสียงตะโกนของลูคัสกรีดผ่านอากาศท่ามกลางเสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นถนนหินปูนในตรอกแคบๆ ของเมืองหลวงแห่งนี้ รองเท้าผ้าใบของผมที่เริ่มเปื่อยยุ่ยกระแทกพื้นจนปวดแปลบไปถึงสันหลัง แรงกระชากจากมือของลูคัสทำให้ผมต้องละทิ้งความคิดที่จะหันไปเผชิญหน้ากับกลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังไล่ล่าเราด้วยความโกรธแค้น ปมที่ทิ้งไว้จากตอนที่แล้วยังคงสั่นประสาทผมไม่หยุด เรามุดเข้าใต้ซุ้มประตูเหล็กดัดเก่าคร่ำคร่า ลูคัสรีบปิดและล็อคกลอนอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะทรุดตัวลงพิงกำแพงอิฐที่มีคราบตะไคร่เกาะแน่น เสียงหอบหายใจของเราทั้งคู่แข่งกับเสียงสัญญาณไซเรนที่ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ลูคัสหันมามองผม ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นที่เคยฉายแววสนุกสนาน บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด “พวกมันไม่ได้ตามมาแล้ว” ลูคัสกระซิบ พลางใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตา “แต่ดูเหมือนว่ากระเป๋าเงินของนายจะหายไปแล้วนะ ตะวัน” ผมรีบควานมือไปที่กระเป๋ากางเกง ความว่างเปล่าที่สัมผัสได้ทำเอาหัวใจหล่นวูบ ไม่ใช่แค่เงิน แต่มันคือบัตรทุกอย่าง รวมไปถึงพาสปอร์ตเล่มที่ผมนอนกอดมาตลอดทาง ความหิวที่ถูกข่มไว้ด้วยความกลัวเมื่อครู่ เริ่มตีตื้นขึ้นมาจนรู้สึกคลื่นไส้ นี่คือจุดที่การผจญภัยที่เคยสวยหรู กลายเป็นเกมเอาตัวรอดที่แท้จริง “เราเหลือเท่าไหร่?” ผมถามเสียงแห้ง ลูคัสล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์ตัวเก่งของเขาออกมา หยิบเหรียญกษาปณ์ไม่กี่เหรียญกับธนบัตรใบยับๆ ออกมาวางบนพื้น “สิบยูโร” ลูคัสตอบสั้นๆ “สำหรับเราสองคน จนกว่าจะถึงพรุ่งนี้เย็น” ผมมองเหรียญเหล่านั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก เมืองที่เคยดูมีเสน่ห์ด้วยสถาปัตยกรรมคลาสสิกและกลิ่นอายของคาเฟ่ริมทาง บัดนี้กลับกลายเป็นป่าคอนกรีตที่ไร้ความเมตตา ความหิวโหยเริ่มกัดกินกระเพาะผมจนแสบร้อน มันไม่ใช่ความหิวแบบที่เคยเจอในออฟฟิศเวลาทำงานล่วงเวลา แต่มันคือความหิวที่เตือนให้รู้ว่า หากไม่มีเงิน เราก็ไม่มีที่ยืนในโลกใบนี้ “นายจำสิ่งที่ฉันเคยบอกได้ไหม ตะวัน?” ลูคัสทำลายความเงียบขึ้นมา “ในปารีส ถ้าไม่มีเงิน นายก็แค่ส่วนหนึ่งของทิวทัศน์ นายกลมกลืนไปกับกำแพง แต่ถ้ามีเงิน นายถึงจะเป็นคนจริงๆ” “คำสอนนี้ใช้ไม่ได้กับความหิวหรอก ลูคัส” ผมสวนกลับอย่างอดไม่ได้ “ชีวิตเดิมของฉันอาจจะน่าเบื่อ แต่มันไม่เคยทำให้ฉันต้องรู้สึกต่ำต้อยขนาดนี้ การต้องมานั่งคำนวณว่าขนมปังหนึ่งก้อนจะแบ่งกันอย่างไร มันทำลายความเป็นมนุษย์ไปช้าๆ” ลูคัสลุกขึ้นยืน เขาปัดฝุ่นที่กางเกงอย่างใจเย็นก่อนจะเดินไปที่หน้าต่างบานเล็กที่มองออกไปเห็นถนนใหญ่ “นั่นแหละคือสิ่งที่นายลาออกมาตามหาไม่ใช่เหรอ? ความรู้สึกที่นายไม่ได้เป็นแค่ฟันเฟืองในระบบ ที่นี่... ไม่มีใครสนใจหรอกว่านายคือใคร หรือเคยเป็นใคร นายก็แค่แบ็กแพ็กเกอร์ที่หิวโซคนหนึ่ง ซึ่งนั่นแหละคืออิสระที่แท้จริง” ผมพยักหน้าเงียบๆ ความเจ็บปวดในใจที่เกิดจากอดีตเริ่มถูกแทนที่ด้วยความกังวลในปัจจุบัน เราเดินเท้าไปตามถนนที่แสงไฟนีออนเริ่มกะพริบถี่ๆ ความหิวทำให้ผมมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวเปลี่ยนไป ทุกกลิ่นหอมจากร้านเบเกอรี่กลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจเมื่อเราไม่สามารถจ่ายได้ เราเลือกที่จะเดินอ้อมเข้าซอยเปลี่ยวเพื่อหลบสายตาผู้คน มิตรภาพของเราในตอนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการแบ่งปันความสุข แต่คือการรอดชีวิต เราหยุดที่ร้านขายของชำเล็กๆ มุมถนน ลูคัสตัดสินใจใช้เงินก้อนสุดท้ายซื้อขนมปังฝรั่งเศสแข็งๆ หนึ่งก้อนกับน้ำเปล่าขวดเล็ก เรานั่งลงบนบันไดหินหน้าโบสถ์เก่าที่เงียบสงัด ความมืดทำให้เรากลายเป็นเพียงเงาสองเงา “กินเถอะ” ลูคัสยื่นขนมปังให้ผม “นี่อาจจะเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดเท่าที่นายเคยทานมา เพราะมันคือการแบ่งปันที่ไม่มีเงื่อนไขใดๆ” ผมกัดขนมปังคำแรก รสชาติของมันทั้งฝืดคอและจืดชืด แต่ในวินาทีนั้น ผมกลับสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ มันคือความเรียบง่ายที่ผมถวิลหามาตลอด ผมมองไปที่ลูคัส เขาไม่ได้ดูทุกข์ร้อนกับสถานการณ์เลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งนี้ทำให้ผมฉุกคิดได้ว่า บางทีชีวิตที่ผ่านมา ผมอาจจะให้ความสำคัญกับ 'ความมั่นคง' มากเกินไป จนลืมไปว่ารสชาติของการมีชีวิตอยู่จริงๆ คือการกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความอดอยากไปพร้อมกับมิตรแท้ “ตะวัน...” ลูคัสเรียกผมเบาๆ พร้อมกับมองไปที่ปลายถนน “คนที่ตามเรามาเมื่อกี้... ฉันจำรอยสักที่ข้อมือพวกมันได้” ผมชะงัก ขนมปังที่ถืออยู่หยุดนิ่งสนิท “หมายความว่ายังไง?” ลูคัสขยับเข้ามาใกล้ผม ลมหายใจของเขาดูติดขัด “พวกมันไม่ได้มาเพื่อปล้นเงินหรอก แต่มันกำลังตามหาใครบางคนที่ถือ 'กระเป๋าใบนั้น' และฉันเพิ่งนึกได้ว่า ก่อนที่เราจะเจอกันที่สถานีรถไฟ ฉันเผลอหยิบกระเป๋าผิดใบมา... กระเป๋าที่เต็มไปด้วยเอกสารลับที่ฉันไม่ควรจะเห็น” เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนเริ่มดังขึ้นจากหัวมุมถนนอีกด้านหนึ่ง แสงไฟจากไฟฉายส่องกราดผ่านกำแพงเข้ามาใกล้จุดที่เราซ่อนตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ลูคัสหันมามองผมด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่แววตาของเพื่อนร่วมทางที่มองโลกในแง่ดีอีกต่อไป แต่มันคือแววตาของคนที่กำลังเผชิญกับความตาย กระเป๋าใบที่ผมวางพิงไว้ข้างตัวถูกลูคัสเปิดออกอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่ผมเห็นข้างในไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่มันคือรหัสลับบางอย่างที่ทำให้ผมต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ หวังว่าตอนหน้าเราคงจะได้คำตอบนะครับว่า การลาออกเพื่อมาตามหาชีวิตใหม่ของผมครั้งนี้ มันได้พาผมมาพัวพันกับอะไรกันแน่ ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความหิวโหยไปพร้อมกับผมในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%