"ถ้าคำขอโทษของนายมันมีค่าเท่ากับตั๋วรถไฟเที่ยวเดียวที่นายทิ้งไว้ให้ฉันเมื่อห้าปีก่อน ป่านนี้มันคงกลายเป็นเศษกระดาษที่ถูกทิ้งถังขยะไปนานแล้วครับ ลูคัส"
ผมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น แผ่นหลังของหญิงสาวเจ้าของดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่ดูราวกับมหาสมุทรในคืนพายุคลั่งยังคงสั่นไหวเล็กน้อย เธอคือ 'เอเลน่า' ความทรงจำที่ลูคัสไม่เคยเอ่ยถึงตลอดการเดินทางของเราในปารีส บรรยากาศในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ย่านเลอ มาเรส์ (Le Marais) ดูจะกดทับลงจนอากาศแทบหายใจไม่ออก
ลูคัสที่เคยเป็นคนร่าเริงและมีรอยยิ้มประดับใบหน้าเสมอ กลับยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหิน เขาก้มหน้าลง ดวงตาที่เคยเป็นประกายกลับดูหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด "ฉันไม่ได้กลับมาเพื่อรื้อฟื้นเรื่องเก่าหรอกเอเลน่า แต่ฉันแค่... อยากให้ตะวันเห็นปารีสในมุมที่คนทั่วไปไม่เคยมองเห็น"
เอเลน่าหันกลับมา แววตาของเธอดุจใบมีดที่กรีดลงบนความเงียบ "มุมที่นายคิดว่ามันสวยงามน่ะเหรอ? ปารีสของนายมันก็แค่ภาพลวงตา ลูคัส มันไม่มีอยู่จริงตั้งแต่วันที่นายเดินจากไป"
ผมตัดสินใจก้าวถอยหลังออกมาอย่างเงียบเชียบ รู้ดีว่าตนเองเป็นเพียงคนนอกที่บังเอิญเดินเข้ามาในวงโคจรที่แตกสลายนี้ ผมคว้าแจ็กเก็ตแล้วเปิดประตูออกสู่ท้องถนนเบื้องล่างทันทีโดยไม่หันกลับไปมอง
ปารีสในยามบ่ายไม่ได้ดูโรแมนติกเหมือนในโปสต์การ์ดสำหรับผมในวินาทีนี้ กลิ่นอายของขนมปังอบสดใหม่จากร้านเบเกอรี่ข้างทางกลับกลายเป็นความขมขื่นที่ตลบอบอวลอยู่ในอก ผมเดินทอดน่องไปอย่างไร้จุดหมาย ปล่อยให้ตัวเองหลงเข้าไปในตรอกซอกซอยที่ปูด้วยหินกรวดขรุขระ นี่คือสิ่งที่ลูคัสเคยบอกผม ‘ปารีสไม่ได้มีแค่หอไอเฟล’ แต่มันคือปารีสที่ซ่อนอยู่หลังม่านของความฟุ้งเฟ้อ
ตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อ 'Passage de l'Ancre' ดึงดูดความสนใจของผม มันคือทางเดินแคบๆ ที่เงียบสงัดราวกับตัดขาดจากความวุ่นวายของมหานคร ด้านข้างเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจีที่เลื้อยพันตามผนังอิฐเก่าแก่ แทนที่จะเป็นร้านขายของที่ระลึกที่เนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว ที่นี่กลับเป็นที่ตั้งของเวิร์กช็อปซ่อมร่มโบราณและร้านหนังสือเก่าที่กลิ่นกระดาษสาจางๆ หอมอบอวล
ผมทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้หน้าเวิร์กช็อป มองดูชายชราคนหนึ่งกำลังบรรจงซ่อมแซมโครงร่มเหล็กด้วยความประณีต เขามองเห็นผมที่นั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น จึงพยักหน้าให้เล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มที่ดูใจดี "นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่กลัวหลงทางจนมองไม่เห็นความงามที่ซ่อนอยู่ในเงาของตึกสูงหรอกนะ พ่อหนุ่ม"
"บางทีการหลงทางอาจเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เราเจอตัวเองก็ได้นะครับ" ผมตอบกลับเป็นภาษาฝรั่งเศสสำเนียงแปร่งๆ เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะส่งจุกไม้ชิ้นหนึ่งให้ผม "ลองสังเกตดูสิ สิ่งที่ดูพังทลายไม่ได้แปลว่ามันไร้ค่า บางครั้งมันแค่รอคนที่มีความอดทนมากพอจะหยิบมันมาประกอบใหม่"
คำพูดนั้นจี้ใจดำผมอย่างจัง ผมลาออกจากงานเพราะคิดว่าตัวเอง 'พังทลาย' จนเกินจะซ่อมแซม แต่ชีวิตที่ผ่านมาใน 27 วันของการเดินทาง มันคือการพยายามกอบกู้เศษเสี้ยวของตัวเองที่กระจัดกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ ผมหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเขียนสิ่งที่พบเจอในตรอกนี้ ลืมเรื่องความขัดแย้งของลูคัสและเอเลน่าไปชั่วขณะ
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ กระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยเดินเข้ามาใกล้ ผมเงยหน้าขึ้นเห็นลูคัสยืนหอบเล็กน้อย ใบหน้าของเขาดูซีดเซียว แต่แววตาดูสงบลงกว่าก่อนหน้า
"นายหนีออกมาแบบนั้น มันไม่ใช่วิสัยของนักเดินทางเลยนะ ตะวัน" เขาพูดพลางทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผมบนม้านั่งไม้
"ฉันแค่ไม่อยากเป็นพยานในสมรภูมิที่ฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องครับ" ผมตอบสั้นๆ "ลูคัส นายปิดบังอะไรฉันไว้อีกหรือเปล่า?"
ลูคัสนิ่งไปครู่ใหญ่ เขาสอดมือเข้าในกระเป๋าแจ็กเก็ตแล้วหยิบซองจดหมายเก่าๆ สีเหลืองซีดออกมา "เอเลน่าไม่ใช่แค่แฟนเก่าของฉัน ตะวัน ในช่วงที่ฉันออกเดินทางเพื่อหนีความผิดพลาดของตัวเอง... ฉันไม่ได้ทิ้งแค่หัวใจไว้ที่นี่ แต่ฉันทิ้งความลับที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตของพวกเราทุกคนไปตลอดกาล"
เขายื่นซองจดหมายนั้นให้ผม มือของเขาที่สั่นเทาทำให้ผมรับมันมาด้วยความรู้สึกประหม่า ทันทีที่เปิดออก สิ่งที่อยู่ข้างในไม่ใช่รูปถ่ายหรือจดหมายรัก แต่มันคือใบรายงานผลทางกฎหมายที่ระบุชื่อของคนสองคน หนึ่งในนั้นคือชื่อของผมเอง... ตะวัน ธนโชติ!
โลกทั้งใบของผมหมุนคว้างเมื่ออ่านรายละเอียดในนั้นจบ มันคือหลักฐานการโอนทรัพย์สินมหาศาลที่ถูกทิ้งไว้ให้กับคนแปลกหน้าภายใต้พินัยกรรมที่ไม่มีวันเป็นไปได้ และชื่อของผู้มอบมรดกที่อยู่ในนั้น คือคนเดียวกับคนที่เพิ่งจะตวาดใส่ลูคัสในอพาร์ตเมนต์เมื่อครู่นี้
"นี่มันหมายความว่ายังไง ลูคัส?" ผมถามเสียงสั่น
ลูคัสมองไปที่ปลายถนนที่มืดมิดพลางกระซิบตอบ "เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับแค่การค้นหาตัวเองหรอกนะตะวัน แต่มันคือการกลับมาเพื่อทวงคืนสิ่งที่นายถูกพรากไป... ตั้งแต่ก่อนที่นายจะเกิดเสียอีก"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของใครบางคนที่กำลังวิ่งตรงมายังตรอกแห่งนี้ก็ดังขึ้น พร้อมกับแสงไฟจากรถตำรวจที่ส่องสว่างวาบไปทั่วผนังตึกเก่าแก่ เสียงตะโกนสั่งหยุดดังขึ้นในความมืด แต่ที่น่าตกใจที่สุดคือเสียงนั้น... มันคือเสียงของพ่อผม คนที่ควรจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่ที่นี่
"นั่นไง! จับตัวพวกมันไว้ อย่าให้มันหนีไปได้!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของผมและตะวันมาจนถึงตรงนี้ แล้วพบกันในตอนหน้าครับ
บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 27
ปารีสไม่ได้มีแค่หอไอเฟล
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!