"อย่าเพิ่งหลับตาตะวัน ถ้ามึงหลับตอนนี้ มึงอาจไม่ได้ตื่นมาเห็นยอดเขาพวกนี้อีกเลย"
เสียงของลูคัสแหบพร่าและสั่นเครือ มันไม่ใช่คำขู่ แต่มันคือคำสั่งที่แฝงด้วยความกังวลอย่างที่สุด ผมพยายามลืมตาขึ้น แต่ความเจ็บปวดจากการถูกเข็มหมื่นเล่มทิ่มแทงในโพรงจมูกและขมับนั้นรุนแรงเกินกว่าจะต้านทาน อากาศที่นี่เบาบางจนแทบจะคว้ามาหายใจไม่ได้ ทุกจังหวะที่ปอดขยายตัว มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังพยายามสูดไอระเหยของแก๊สพิษเข้าไปมากกว่าออกซิเจน
ผมพิงหลังกับก้อนหินที่เย็นเฉียบจนทะลุผ่านเสื้อดาวน์แจ็กเก็ตตัวหนาเข้ามา เลือดกำเดาหยดหนึ่งไหลซึมออกมาจากรูจมูกซ้าย หยดลงบนหิมะสีขาวสะอาดจนกลายเป็นสีแดงฉานราวกับรอยเปื้อนบนผืนผ้าใบที่ไม่มีวันลบออกได้
"ลูคัส... ผมว่าผมพอแล้ว" ผมเค้นเสียงออกมาแทบไม่เป็นภาษา ลิ้นของผมแห้งผากจนติดเพดานปาก "กลับกันเถอะ ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ ร่างกายมัน... มันกำลังบอกให้ผมหยุด"
ลูคัสไม่ได้ตอบโต้ในทันที เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ผม มือหนาหยาบกร้านของเขาวางลงบนไหล่ผมแน่น ราวกับจะถ่ายทอดพลังงานที่เขามีอยู่เพียงน้อยนิดให้ผมได้ยึดเหนี่ยว สายตาของเขามองไปเบื้องหน้า ที่ซึ่งยอดเขาหิมะสูงตระหง่านเสียดฟ้าดูคล้ายกับฟันยักษ์ที่พร้อมจะบดขยี้มนุษย์ตัวจ้อยอย่างเราให้แหลกลาญ
"มึงจำได้ไหมตอนมึงลาออกที่ออฟฟิศนั่น?" ลูคัสถามขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวปะทะโขดหิน "มึงบอกกูว่า มึงเบื่อเหลือเกินกับการต้องสวมหน้ากากเป็นคนอื่น มึงบอกว่ามึงอยากเป็นตัวเองที่ไม่มีเงื่อนไข... นี่ไงตะวัน นี่แหละคือเงื่อนไขที่ชีวิตกำลังถามมึง ว่ามึงพร้อมจะทิ้งหน้ากากนั่นไปจริงๆ หรือแค่หนีปัญหานึงไปสู่อีกปัญหานึง"
ประโยคของเขาเหมือนแส้ที่ฟาดลงบนกลางหลังผม ผมไม่ได้โกรธ แต่ความเหนื่อยล้าในระดับจิตวิญญาณมันทำให้น้ำตาที่เอ่อล้นออกมากลับกลายเป็นน้ำแข็งในชั่วพริบตา ความทรมานจากอาการแพ้ความสูง (Altitude Sickness) ไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกาย มันคือการที่ออกซิเจนในสมองลดต่ำลงจนทำให้ความหวาดกลัวที่ผมพยายามฝังกลบไว้ตลอด 19 วันที่ผ่านมามันผุดพรายขึ้นมาเหมือนผีร้าย
ภาพเหตุการณ์ในอดีตฉายชัดขึ้นมาในมโนภาพ—ห้องทำงานที่เย็นเยียบ เสียงเจ้านายที่ตะคอกใส่หน้าในวันสุดท้ายที่ผมตัดสินใจเดินออกมา และความว่างเปล่าที่ผมทิ้งไว้ให้คนข้างหลังที่ผมไม่เคยแม้แต่จะหันกลับไปร่ำลา ผมมาที่นี่เพื่อตามหาตัวเอง หรือผมแค่มาเพื่อหลบซ่อนในสถานที่ที่ไม่มีใครรู้จักตัวตนที่ขี้แพ้ของผมกันแน่?
"ถ้าผมตายที่นี่..." ผมพูดพลางไอโขลกจนตัวงอ "มันก็แค่คนขี้แพ้คนนึงที่ตายไกลบ้าน ไม่มีใครสนใจหรอก"
ลูคัสคว้าคอเสื้อผมดึงเข้ามาใกล้ สายตาของเขาสะท้อนความดุดันที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน "มึงไม่ใช่คนขี้แพ้ ตะวัน! คนขี้แพ้มันไม่มีปัญญาพาตัวเองมาถึงความสูงระดับสี่พันเมตรแบบนี้หรอก แต่มึงกำลังทำตัวเป็นคนขี้ขลาด! ความกลัวของมึงมันไม่ใช่เพราะอากาศหรอก แต่มันคือความกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับความจริงว่า มึงนั่นแหละที่เป็นคนพังทุกอย่างในชีวิตมึงเอง ไม่ใช่ใครที่ไหน!"
ผมชะงักไป คำพูดของเขาแทงทะลุหัวใจเหมือนลิ่มเหล็ก หัวใจผมเต้นรัวจนแทบระเบิดออกมานอกอก ความโกรธแค้นประดังเข้ามาแทนที่ความเจ็บปวด แต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกมีแรงผลักดันขึ้นมาอย่างประหลาด ผมหายใจเข้าลึกๆ แม้ปอดจะประท้วงด้วยความแสบร้อน
"ลูคัส..." ผมเรียกชื่อเขาเบาๆ เมื่อลมหายใจเริ่มคงที่ขึ้นเล็กน้อย "นายทำแบบนี้ทำไม เราเป็นแค่คนแปลกหน้าที่เจอกันในโฮสเทล นายไม่จำเป็นต้องแบกฉันขึ้นมาที่นี่เลยสักนิด"
เขายิ้ม ยิ้มที่มุมปากอย่างอ่อนโยนจนริ้วรอยรอบดวงตาปรากฏชัด "เพราะในวันที่กูหลงทางในเทือกเขาแอลป์สเมื่อห้าปีก่อน มีคนนึงที่หยุดรอและลากกูออกมาจากความตายโดยไม่ถามชื่อแซ่ วันนี้กูแค่ทำหน้าที่แทนคนคนนั้น เพื่อให้มึงมีโอกาสไปต่อ... ตะวัน ลุกขึ้นเถอะ เราเหลืออีกแค่ห้าร้อยเมตรจะถึงจุดพักคืนนี้ ถ้ามึงไม่ไป มึงก็จะติดอยู่ในลมหายใจสุดท้ายที่นี่ตลอดกาล"
ผมพยุงตัวขึ้นช้าๆ มือเกาะขอบหินที่เย็นเฉียบจนมือเกือบชาด้าน แผ่นหลังของลูคัสที่เดินนำหน้าไปสามก้าวนั้นดูมั่นคงเหลือเกิน ผมก้าวตามเขาไปทีละก้าว ทีละก้าว... ความเจ็บปวดในหัวยังคงอยู่ แต่มันเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะการเดิน ผมไม่ได้สู้กับภูเขา ผมกำลังสู้กับตัวเอง และสำหรับครั้งแรกในรอบหลายปี ผมเริ่มรู้สึกว่าผมน่าจะชนะ
ทว่าในขณะที่เรากำลังจะเลี้ยวพ้นแนวโขดหินเพื่อเข้าสู่ที่ราบกว้างใหญ่ที่ควรจะเป็นจุดพักแรม ลูคัสกลับหยุดกะทันหันจนผมเกือบเดินชนแผ่นหลังของเขา เขาไม่ได้พูดอะไร แต่ร่างกายของเขากลับเกร็งจนเห็นเส้นเลือดที่คอเด่นชัด
"ตะวัน... หยุด" เสียงของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความเหนื่อยหอบ แต่มันคือความระแวดระวัง
ผมชะโงกหน้าออกไปมองตามสายตาของเขา สิ่งที่เห็นทำให้หัวใจของผมหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่ใช่เพราะพายุหิมะที่กำลังก่อตัว หรือเส้นทางที่ขาดสะบั้น แต่เป็นเพราะเต็นท์ที่ควรจะตั้งอยู่ตรงจุดพักแรมนั้นกลับถูกรื้อทำลายจนยับเยิน และท่ามกลางซากปรักหักพังของอุปกรณ์เดินป่า มีใครบางคนยืนรอเราอยู่ตรงนั้น
ร่างสูงโปรดิวในชุดสีเข้มที่ดูขัดกับสภาพอากาศหฤโหดนี้ยืนหันหลังให้เรา มือข้างหนึ่งถือสมุดบันทึกเล่มหนึ่งที่ผมจำได้แม่นยำ มันคือบันทึกเล่มที่ผมทำหายไปเมื่อสามวันก่อน... เล่มที่ผมจดความลับทั้งหมดของชีวิตผมไว้
"ตามหามานานเลยนะ ตะวัน" เสียงทุ้มต่ำนั่นเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง "การหนีจากความจริงมาไกลถึงยอดเขานี่... ไม่เห็นจะช่วยให้รอยเท้าที่นายพยายามทิ้งไว้มันจางหายไปเลยสักนิด"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและไขปริศนาไปพร้อมกับผมในเส้นทางที่ยากลำบากนี้นะครับ
แบกเป้ท่องโลกครับ
บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 19
ลมหายใจบนที่ราบสูง
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!