บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 20

บทเรียนจากเชอร์ปา

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"หยุดก่อนครับตะวัน... ถ้าคุณยังเดินด้วยจังหวะเดิมแบบนั้น ไม่เกินอีกสองชั่วโมง ปอดของคุณจะพังก่อนถึงยอดเขาแน่นอน" เสียงของ 'เทนซิง' เชอร์ปาวัยกลางคนที่มีรอยย่นลึกรอบดวงตาเหมือนเส้นทางบนเทือกเขาหิมาลัยดังขึ้นแทรกความเงียบ เขาไม่ได้ตะโกน แต่น้ำเสียงที่ราบเรียบนั้นกลับทรงพลังพอที่จะทำให้ผมหยุดชะงัก รองเท้าบูทที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดินหยุดนิ่ง ผมหอบหายใจจนตัวโยน อากาศเบาบางที่ระดับความสูงสี่พันเมตรเริ่มกดทับหน้าอกราวกับมีใครเอาก้อนหินหนักๆ มาวางทับไว้ "ผมแค่... อยากให้ถึงเร็วๆ" ผมตอบพลางหอบถี่ เหงื่อเม็ดโตไหลเข้าตาจนแสบพร่า ลูคัสที่เดินตามหลังมาติดๆ วางเป้ใบยักษ์ลงข้างตัว เขาถอดหมวกไหมพรมออกเผยให้เห็นผมสีบลอนด์ที่ยุ่งเหยิง "ฟังเขาสิเพื่อน" ลูคัสพูดพลางยิ้มมุมปาก "ในฝรั่งเศสเรามีคำกล่าวว่า ถ้าอยากดื่มด่ำกับวิวทิวทัศน์ อย่าวิ่งเข้าหามันด้วยความเร็วแสง" เทนซิงเดินเข้ามาใกล้ เขาไม่ได้แสดงท่าทีรำคาญใจแม้แต่น้อย เขาก้มลงหยิบหินก้อนหนึ่งขึ้นมาวางไว้บนก้อนหินอีกก้อนอย่างบรรจงจนเกิดเป็นสัญลักษณ์สมดุลที่เรียกว่า 'มานิ' (Mani) ก่อนจะเงยหน้ามองผมด้วยสายตาที่สงบเยือกเย็น "คนเมืองมักจะรีบเร่งเสมอครับคุณตะวัน" เทนซิงเอ่ยพลางชี้นิ้วไปยังเส้นทางชันเบื้องหน้าที่ทอดตัวยาวสู่หมอกหนา "พวกคุณพยายามวิ่งแข่งกับเวลา ทั้งที่เวลาไม่เคยวิ่งแข่งกับใคร คุณเดินเหมือนกำลังไล่ล่าอดีตที่ตามไม่ทัน แต่บนภูเขาแห่งนี้ อดีตตามคุณมาด้วยไม่ได้หรอกครับ เพราะพื้นที่ตรงนี้มันแคบเกินไปสำหรับความทรงจำหนักๆ ของคุณ" ผมชะงัก ประโยคนั้นเหมือนเข็มที่ทิ่มลงกลางใจ เหตุผลที่ผมทิ้งงานที่มั่นคง ทิ้งชีวิตในกรุงเทพฯ มาที่นี่ ก็เพราะต้องการวิ่งหนีความล้มเหลวในความสัมพันธ์ที่ผมพังมันลงมากับมือ ผมวิ่งหนีมันมาไกลถึงเนปาล แต่เทนซิงกำลังบอกว่า ผมแค่แบกความเร็วของชีวิตเดิมติดตัวมาด้วย "ทำยังไงครับ" ผมถามเสียงเครือ "ผมรู้สึกเหมือนถ้าผมหยุด ผมจะไม่มีวันกล้าเริ่มใหม่" เทนซิงหัวเราะเบาๆ เขาขยับตัวไปข้างหน้าแล้วเริ่มเดินช้าๆ... ช้าเสียจนแทบจะเรียกได้ว่าย่ำอยู่กับที่ "ก้าวเล็กๆ ครับ ไม่ต้องมองไปถึงยอดเขา มองแค่ปลายเท้าของตัวเอง จังหวะการหายใจสำคัญกว่าจุดหมายปลายทาง ถ้าคุณเดินให้ช้าจนรู้สึกถึงน้ำหนักตัวที่ถ่ายลงสู่พื้นดินได้ คุณจะพบว่าความเหนื่อยล้ามันไม่ได้มาจากทางเดิน แต่มันมาจาก 'ความกลัว' ที่จะถึงช้าเกินไปต่างหาก" เราเริ่มออกเดินอีกครั้ง แต่คราวนี้เทนซิงบังคับให้ผมเดินตามจังหวะของเขา ก้าวที่สั้นและมั่นคง การเดินแบบนี้ทำให้หัวใจที่เต้นรัวเริ่มกลับมาเป็นจังหวะที่ปกติขึ้น ผมเริ่มสังเกตเห็นรายละเอียดรอบข้างมากขึ้น ไม่ใช่แค่หินหรือดิน แต่เป็นสีของมอสส์บนโขดหิน เป็นเสียงลมที่กระทบยอดสน เป็นมิตรสหายอย่างลูคัสที่เดินเคียงข้างโดยไม่รีบร้อน "คุณรู้ไหม" ลูคัสกระซิบข้างหูผมในขณะที่เราพักจิบน้ำชาจากกระติกในอีกชั่วโมงถัดมา "ที่บ้านเกิดผม พ่อเคยบอกว่าการเดินเขาคือการฝึกฝนจิตวิญญาณ เราไม่ได้พิชิตภูเขาหรอกนะ เราแค่ได้รับอนุญาตให้ไปเหยียบยอดเขาสักพัก แล้วเขาก็จะส่งเรากลับลงมาเพื่อเรียนรู้ที่จะถ่อมตัว" ผมพยักหน้า พลางมองดูมือตัวเองที่สั่นเทาเล็กน้อยจากการออกแรงหนัก ความเงียบของเทือกเขาทำให้ผมได้ยินเสียงความคิดตัวเองชัดขึ้น มันไม่ใช่เสียงของการโหยหาอดีต แต่มันเริ่มกลายเป็นเสียงของการยอมรับ "ขอบคุณครับเทนซิง" ผมเอ่ยขึ้นเมื่อเรามาถึงจุดพักค้างแรมระหว่างทาง เป็นกระท่อมไม้เก่าๆ ที่ปกคลุมด้วยกลิ่นไอหมอก เทนซิงพยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้ม "คืนนี้ลองมองท้องฟ้าดูนะครับคุณตะวัน บางครั้งการเงยหน้ามองสิ่งที่กว้างใหญ่กว่าตัวเรา จะช่วยให้เราเข้าใจว่า 'ปัญหาที่เล็กที่สุด' คือความยุ่งเหยิงในใจเราเอง" ผมแยกตัวออกมานั่งหน้ากระท่อมในยามโพล้เพล้ แสงสีส้มสุดท้ายของวันฉาบลงบนยอดเขาหิมาลัยเป็นสีทองอร่าม บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นอย่างแผ่วเบา ผมหยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าออกมา กะว่าจะเขียนถึงความรู้สึกวันนี้ แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ จากเส้นทางเบื้องหลังที่มืดสนิทก็ดังขึ้น นั่นไม่ใช่ฝีเท้าของคนที่เดินเขาแบบนักท่องเที่ยว มันเป็นจังหวะการเดินที่มั่นคง กระชับ และเต็มไปด้วยความเร่งรีบอย่างผิดวิสัยของคนในพื้นที่ แสงไฟฉายจากตะเกียงของผมส่องไปกระทบเงาร่างหนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นจากหมอกหนา ร่างนั้นสวมชุดกันหนาวสีเข้มปิดบังใบหน้ามิดชิด แต่มีบางอย่างที่ทำให้ผมต้องลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ—นั่นคือสร้อยข้อมือลูกปัดหินสีน้ำเงินที่หลุดหายไปจากข้อมือผมตั้งแต่วันที่ผมเริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สร้อยเส้นนั้น... แขวนอยู่ที่คอของชายปริศนาคนนั้น และเขากำลังส่งยิ้มที่ทำให้ผมรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกสันหลัง "พบกันอีกครั้งนะ ตะวัน... นึกว่าจะหนีพ้นแล้วเสียอีก" เส้นทางที่ผมคิดว่าเป็นการตามหาตัวเอง แท้จริงแล้วอาจเป็นเส้นทางที่ผมกำลังเดินเข้าไปหาคำตอบที่ผมพยายามฝังกลบมันไว้ตลอดกาล ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและอดทนรอคอยคำตอบไปพร้อมกับผมในเส้นทางที่ยากลำบากนี้นะครับ แบกเป้ท่องโลกครับ
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%