บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 36

พบกันใหม่ที่เวนิส

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"นั่นไม่ใช่ของประกอบฉากในหนังสายลับที่คุณชอบดูใช่ไหม ลูคัส" ผมเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของผมสั่นพร่าแต่หนักแน่นราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงในบ่อน้ำนิ่งสนิท ลูคัสที่กำลังหัวเราะร่าเริงกับคุณยายมาเรียชะงักกึก รอยยิ้มที่สดใสประดุจแสงอาทิตย์ยามบ่ายบนผิวน้ำในคลองเวนิสค่อยๆ เลือนหายไปจากใบหน้าของเขา เขาวางจานขนมในมือลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงกระทบกันของเซรามิกฟังดูบาดหูอย่างประหลาดในความเงียบที่จู่โจมเข้ามาแทนที่ เขาหันกลับมามองผม แววตาที่เคยมีแต่ความอิสระและไร้กังวลกลับเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าที่ลึกสุดหยั่ง เหมือนมหาสมุทรที่รอเวลาพายุพัดผ่าน เขาไม่ปฏิเสธ เขาไม่แก้ตัว แต่มองตรงมาที่ผมด้วยสายตาที่บอกว่า 'ในที่สุด ความจริงก็ไล่ตามเราทันจนได้' "ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้คุณเห็นมันที่นี่ ตะวัน" เขาพูดด้วยสำเนียงฝรั่งเศสที่ราบเรียบเกินไป แต่มือของเขากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ผมก้าวฉับเข้าไปในห้องครัว กลิ่นหอมของอบเชยที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ กลายเป็นกลิ่นที่น่าสะอิดสะเอียนเมื่อความหวาดระแวงเข้าครอบงำ ผมก้าวผ่านเขาไปที่มุมห้องนั้น หยิบวัตถุสีดำเงาวาวนั่นขึ้นมา น้ำหนักของมันเย็นเยียบและหนักอึ้ง เหมือนความทรงจำที่ผมพยายามหนีมาตลอดสามปี "นี่คือเหตุผลที่คุณมากับผมตั้งแต่โรม จนถึงที่นี่ใช่ไหมลูคัส? คุณไม่ได้ต้องการมาตามหาแรงบันดาลใจในการถ่ายภาพ แต่คุณได้รับมอบหมายให้มาตามดูใครบางคน... หรือบางที อาจจะเป็นผม" ลูคัสถอนหายใจยาว เสียงนั้นแหบพร่าและสั่นเครือ เขาก้าวเข้าใกล้ผมอีกก้าวหนึ่ง ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นคลอไปด้วยน้ำใสๆ ของความจริงใจที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นในสถานการณ์แบบนี้ "ฟังผมนะตะวัน" เขาขยับเข้าใกล้จนผมได้กลิ่นยาสูบจางๆ จากเสื้อแจ็กเก็ตของเขา "สามปีก่อน ผมแค่คนรับจ้างที่ทำผิดพลาดมหันต์ ผมไม่ได้มาเพื่อทำร้ายคุณ แต่มันเป็นความผิดพลาดที่กัดกินใจผมมาตลอด จนกระทั่งผมเจอคุณที่สถานีรถไฟในอิตาลี วันนั้น... ผมไม่ได้บังเอิญเดินไปชนคุณ ผมตั้งใจจะจบเรื่องราวที่ค้างคา แต่รอยยิ้มเหนื่อยล้าของคุณในตอนนั้น มันทำให้ผมตัดสินใจทิ้งปืนกระบอกนี้ทิ้งไปตั้งแต่วันแรกที่ออกเดินทาง" "แล้วทำไมมันยังอยู่ในกระเป๋าของคุณ!" ผมตะคอก เสียงของผมก้องอยู่ในครัวเล็กๆ ของคุณยายมาเรีย "ถ้าคุณทิ้งมันไปแล้ว คุณจะเก็บมันไว้ทำไม!" เขานิ่งเงียบไปนาน จังหวะเวลาในห้องนี้ดูเหมือนจะถูกยืดออกไปจนตึงเปรี๊ยะ เขาก้าวเข้ามาใกล้จนเกือบจะชิดตัวผม ก่อนจะหยิบปืนกระบอกนั้นไปจากมือผมอย่างแผ่วเบา เขาไม่ได้เล็งไปที่ใคร แต่วางมันลงบนโต๊ะด้วยอาการมือสั่น "ผมเก็บมันไว้เพื่อเตือนใจตัวเองว่า ความตายที่ผมเกือบหยิบยื่นให้คนอื่น มันเป็นสิ่งที่ผมต้องแบกรับไว้ตลอดไป ตะวัน... ผมอยากสารภาพทุกอย่าง อยากขอโทษจากใจจริง แต่ผมกลัวเหลือเกินว่าถ้าคุณรู้ว่าผมคือใคร คุณจะไม่มีทางให้อภัยเพื่อนร่วมทางคนนี้" ผมมองใบหน้าของลูคัส เขาไม่ใช่ลูคัสคนเดิมที่ผมรู้จัก คนที่สอนให้ผมดูพระอาทิตย์ตกดิน คนที่สอนให้ผมปล่อยวางอดีต แต่เขาคือมนุษย์คนหนึ่งที่มีบาดแผลลึกไม่ต่างจากผม เราต่างก็เป็นนักโทษในเรือนจำที่ตัวเองสร้างขึ้นมาตลอดการเดินทางครั้งนี้ "คุณรู้จักชายคนนั้นใช่ไหม" ผมถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ลูคัสพยักหน้าช้าๆ "เขาไม่ใช่แค่คนรู้จัก แต่เขาคือคนที่ผมพยายามหนีมาตลอดการเดินทางนี้ และเหตุผลที่ผมพาคุณมาเวนิส ไม่ใช่แค่เพราะมันสวยงาม แต่นี่คือจุดที่ผมสัญญาไว้กับตัวเองว่าจะหยุดวิ่งหนี... ผมจะหยุดคุณไว้ที่นี่ เพื่อให้คุณปลอดภัย ไม่ใช่เพื่อให้คุณตกอยู่ในอันตราย" บรรยากาศในห้องครัวเงียบสนิทลงอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงฝีเท้าของผู้คนที่เดินผ่านไปมาที่ระเบียงริมน้ำด้านนอกเวนิส ลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาปะทะใบหน้า ความรู้สึกของผมในตอนนี้มันพัวพันจนยากจะแยกแยะ ระหว่างความโกรธที่ถูกหลอก กับความเห็นใจที่ได้เห็นแววตาแตกสลายของชายตรงหน้า "เราจะทำยังไงต่อ" ผมถาม เขาไม่ได้ตอบ แต่กลับหยิบสมุดบันทึกที่เขามักจะพกติดตัวมาวางลงบนโต๊ะข้างๆ ปืนกระบอกนั้น "ตะวัน ผมทำลายชีวิตตัวเองไปแล้วหนึ่งครั้ง" ลูคัสกล่าวพลางมองออกไปที่ผืนน้ำผ่านหน้าต่าง "และผมสัญญาว่าจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นกับคุณอีก... แต่บางอย่างกำลังไล่ตามเรามา และมันน่าจะถึงที่นี่ในอีกไม่กี่ชั่วโมง" ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูด้านหน้าก็ดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงเคาะที่สุภาพจากคุณยายมาเรีย แต่เป็นเสียงเคาะที่หนักแน่นและจังหวะที่เด็ดขาดเหมือนการประกาศก้าวของใครบางคน ลูคัสขมวดคิ้วแน่น เขารีบคว้าปืนนั้นซ่อนไว้ใต้โต๊ะ ก่อนจะมองมาที่ผมด้วยสายตาที่ตื่นตระหนกที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา "อย่าเปิดประตู" ลูคัสกระซิบเสียงต่ำ "และไม่ว่าเขาจะพูดอะไร หรือคุณจะได้ยินอะไรข้างนอกนั่น... อย่าออกไปจากที่นี่จนกว่าผมจะบอกให้คุณไป" เขาถอยหลังไปชิดมุมมืดของห้อง เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะพุ่งเข้ามาทางประตูบานนั้น ผมยืนนิ่งอยู่กลางห้อง หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมาข้างนอก เสียงลูกบิดประตูถูกบิดช้าๆ จากฝีมือของคนแปลกหน้าด้านนอก และเมื่อประตูแง้มเปิดออก สิ่งที่ปรากฏให้เห็นไม่ใช่ใบหน้าของศัตรูที่ผมคาดเดา แต่เป็นรอยยิ้มที่คุ้นเคยจนทำให้ผมแทบหยุดหายใจ... มันคือใบหน้าของตัวผมเองที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยันในชุดสูทสีดำ! ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกผ่านตัวอักษรไปกับผมนะครับ แบกเป้ท่องโลก
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%