"ถ้ามึงจะยืนแข็งเป็นหินแบบนั้น อีกห้านาทีตำรวจอิตาลีคงได้มาล้อมจับพวกเราฐานยืนขวางทางเข้าแน่ ขยับตัวหน่อยตะวัน!"
เสียงกระซิบแหบพร่าของลูคัสเรียกสติผมให้กลับคืนมา มือของเขาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนแล้วดึงผมหลบเข้าซอกตึกแคบๆ ของกรุงโรมทันที หัวใจของผมยังคงเต้นรัวเหมือนกลองรบ ผมหันไปมองผ่านช่องว่างของกำแพงหินโบราณ ชายคนนั้น... เขายังยืนอยู่ที่เดิมในชุดโค้ทสีเข้ม สายตาที่เย็นชาเหมือนน้ำแข็งขั้วโลกคู่นั้นยังคงกวาดมองไปรอบฟอรัม ราวกับกำลังตามล่าวิญญาณดวงหนึ่งที่ควรจะดับสูญไปแล้ว
"มึงเห็นเขาใช่ไหม ลูคัส..." ผมเค้นเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผาก
ลูคัสหันมามองผม ดวงตาสีฟ้าอ่อนของเขาที่เคยมีแต่ความสดใสยามนี้กลับฉายแววเคร่งขรึม "กูเห็นตะวัน แต่ตอนนี้เราต้องไปจากที่นี่ก่อน เดี๋ยวนี้!"
เราตัดสินใจละทิ้งเส้นทางท่องเที่ยวหลัก ลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยที่ขรุขระและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ที่จางหายไป ความวุ่นวายของโรมในยามเย็นทำให้ผมรู้สึกเหมือนคนหลงทางในเขาวงกตที่ไร้ทางออก ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกินใจ ผมไม่รู้ว่าภาพที่เห็นเป็นเพียงความเพ้อฝันจากอาการหมดไฟ หรือเป็นความจริงที่ตามหลอกหลอนจากอดีตที่ผมพยายามหนีมาไกลถึงครึ่งค่อนโลก
เราเดินลัดเลาะมาจนถึงย่านที่พักอาศัยอันเงียบสงบห่างไกลจากความเจริญ บรรยากาศรอบข้างเงียบสนิทจนได้ยินเสียงรองเท้ากระทบพื้นหินดังก้องไปทั่ว ลูคัสหยุดกึกอยู่หน้าบ้านเก่าแก่หลังหนึ่งที่มีเถาวัลย์ปกคลุมหน้าต่างไม้สีซีด มันเป็นบ้านของคุณยายมาเรีย หญิงชราอิตาลีใจดีที่เราเช่าห้องพักอยู่ระหว่างที่ปักหลักในเมืองนี้
ประตูไม้หนักๆ เปิดออกพร้อมกับกลิ่นหอมของมะเขือเทศเคี่ยวและสมุนไพรสดโชยมาปะทะจมูก คุณยายมาเรียยืนรออยู่ตรงนั้น เธอสวมผ้ากันเปื้อนสีขาวสะอาดตา รอยย่นบนใบหน้าของเธอประดับไปด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ความหนาวเหน็บในใจผมเบาบางลงไปชั่วขณะ
"เข้ามาสิเจ้าหนุ่มทั้งสอง... มื้อค่ำกำลังรออยู่" เธอเอ่ยเป็นภาษาอิตาลีสำเนียงท้องถิ่น แม้ผมจะฟังออกไม่หมด แต่ความอบอุ่นในน้ำเสียงนั้นสื่อสารได้ชัดเจนกว่าภาษาใดๆ
ภายในบ้าน อบอวลไปด้วยไออุ่นจากเตาผิงโต๊ะไม้ตัวยาวถูกจัดวางด้วยพาสต้าโฮมเมดและไวน์แดงรสเลิศ เรานั่งลงบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ขยับตัว คุณยายมาเรียไม่ได้ถามถึงความวุ่นวายบนใบหน้าผม เธอเพียงแค่ตักพาสต้าใส่จานให้ผมพูนๆ แล้ววางมือเหี่ยวย่นลงบนหลังมือของผมเบาๆ
"ในโลกที่หมุนเร็วเกินไป บางครั้งเราก็แค่ต้องการที่นั่งพักและอาหารร้อนๆ สักจาน" เธอพูดผ่านลูคัสที่ช่วยแปลให้ "อย่าแบกโลกไว้คนเดียวเลยนะ ตะวัน... เพราะต่อให้เธอแบกมันไว้จนหลังหัก โลกก็ไม่เคยขอบคุณเธอหรอก"
คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่แทงทะลุเข้าไปในความรู้สึก ผมมองไปที่จานพาสต้า สายตาพร่ามัวลงชั่วขณะ ความโดดเดี่ยวที่ผมสั่งสมมาตลอดสามปีดูเหมือนจะถูกตักออกไปพร้อมกับคำของยายมาเรีย ความเป็นห่วงที่ไม่มีเงื่อนไขจากคนแปลกหน้า ทำให้คนอย่างผมที่เคยชินกับการปั้นหน้ายิ้มในออฟฟิศต้องพังทลายลงเงียบๆ
"ขอบคุณครับคุณยาย..." ผมเอ่ยเสียงสั่น
มื้อค่ำดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ลูคัสพยายามชวนคุยเรื่องตลกในวัยเด็กของเขาเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ส่วนผมก็ได้แต่ฝืนยิ้มและพยายามทานอาหารให้ลงคอ ความห่วงใยของคุณยายทำให้ผมรู้สึกผิดที่เก็บความลับเรื่องชายคนนั้นไว้ แต่ถ้าผมบอกออกไป ชีวิตที่สงบสุขตรงนี้อาจจะพังทลายลงทันที
เมื่อมื้อค่ำจบลง ลูคัสอาสาช่วยคุณยายล้างจาน ส่วนผมขอตัวออกมานั่งพักที่ระเบียงหลังบ้าน สายลมยามค่ำคืนของโรมพัดผ่านผิวหน้า แสงดาวระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้าดุจประกายเพชร ผมสูดหายใจลึก พยายามรวบรวมสติและปะติดปะต่อเรื่องราว ชายคนนั้น... ทำไมเขาต้องมีชีวิตอยู่? หรือว่าที่ผ่านมาทั้งหมด ผมแค่ทำผิดพลาดในการจดจำ?
ขณะที่ผมกำลังจะหมุนตัวกลับเข้าข้างใน สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มๆ ที่ขยับไหวอยู่หลังพุ่มไม้ตรงกำแพงรั้วบ้าน มันไม่ใช่แมวหรือสุนัขจรจัด แต่เป็นรูปร่างของชายร่างสูงที่คุ้นตาที่สุด
แสงไฟจากในบ้านส่องลอดหน้าต่างออกมาเพียงเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าครึ่งหนึ่งของคนที่กำลังยืนจ้องมองมาทางผม... เขาไม่ได้ถืออาวุธ ไม่ได้มีท่าทีคุกคามเหมือนที่ฟอรัม แต่เขากลับยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดส่งข้อความบางอย่าง
วินาทีถัดมา โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของผมก็สั่นครืดแรงๆ มันเป็นเสียงแจ้งเตือนข้อความเข้า ผมหยิบมันออกมาด้วยมือที่สั่นเทา หน้าจอสว่างวาบเผยให้เห็นข้อความสั้นๆ จากเบอร์แปลกหน้าที่ไม่มีชื่อบันทึกไว้
'คืนนี้ อย่าเพิ่งนอนหลับ... เพราะในบ้านที่เธอคิดว่าปลอดภัยที่สุด มีงูพิษที่รอคอยเวลาจะแว้งกัดเธออยู่'
ผมรีบหันขวับไปมองที่หน้าต่างห้องครัว เห็นลูคัสกำลังหัวเราะร่าเริงกับคุณยายมาเรีย แต่แล้ว... สายตาผมก็ไปหยุดอยู่ที่มุมห้อง ที่ซึ่งกระเป๋าเดินทางของลูคัสวางอยู่ มันถูกเปิดอ้าไว้เพียงครึ่งเดียว และสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นคือวัตถุสีดำเงาวาวที่ผมไม่มีวันลืม... มันคือปืนกระบอกเดียวกับที่ชายคนนั้นเคยถือเมื่อสามปีก่อน!
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกผ่านตัวอักษรไปกับผมนะครับ
บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 35
มื้อค่ำกับคุณยายชาวอิตาลี
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!