"ถอยไป ลูคัส... ผมต้องการคำอธิบาย ไม่ใช่แค่รอยยิ้มปลอบใจแบบเดิมๆ ของคุณ"
ผมพูดพลางก้าวถอยหลัง สายตาจดจ้องไปยังชายชาวฝรั่งเศสที่ยืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงโฮสเทลเก่าคร่ำคร่าในเมืองเล็กๆ ชายแดนตะเข็บเขา คำพูดของหญิงสาวปริศนาเมื่อครู่ยังคงดังก้องอยู่ในหัว ราวกับเสียงกระซิบจากปีศาจที่กำลังกัดกินความเชื่อใจที่ผมเพียรสะสมมาตลอดการเดินทางสามสิบสองวัน
ลูคัสไม่ตอบทันที เขาเพียงแต่วางเป้ใบใหญ่ลงบนพื้นไม้กระดานที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้อง มีเพียงเสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาแขวนผนังที่ดูเหมือนจะตอกย้ำจังหวะหัวใจของผมที่เต้นรัวด้วยความสับสน
"ตะวัน... นายจำวันที่เรานั่งดูพระอาทิตย์ตกที่ยอดเขาในเนปาลได้ไหม" เขาถามน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับไม่ได้ยินคำถามเมื่อครู่ "วันที่นายบอกว่านายอยากเป็น 'อิสระ' จากทุกสิ่งที่เคยผูกมัดชีวิตนายไว้ที่กรุงเทพฯ"
"อย่าเปลี่ยนเรื่อง" ผมสวนกลับ มือข้างหนึ่งกำสายสะพายเป้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด "ผู้หญิงคนนั้น... เธอไม่ได้พูดเล่น ลูคัส คนที่รออยู่ข้างหน้าคือใคร? ทำไมคุณถึงทำท่าเหมือนรู้จักเขาดีนัก ทั้งที่บอกว่านี่คือการเดินทางครั้งแรกของคุณในเส้นทางนี้"
ลูคัสถอนหายใจยาว แววตาที่เคยเป็นประกายด้วยความสนุกสนานในทุกย่างก้าวบัดนี้กลับหม่นแสงลง เขาไม่ได้เดินเข้ามาหาอย่างที่ผมคาดไว้ แต่กลับหยิบแผนที่เก่าๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้ววางมันลงบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ย
"การเดินทางที่แท้จริง ไม่ได้มีไว้เพื่อตามหาจุดหมายปลายทางที่สวยงามเสมอไปหรอกครับตะวัน แต่มันมีไว้เพื่อ 'เผชิญหน้า' กับสิ่งที่เราพยายามวิ่งหนีมาตลอดชีวิตต่างหาก" เขาเงยหน้าขึ้นสบตาผม ตรงๆ "ถ้าผมบอกนายตอนนี้ นายจะไม่มีวันก้าวผ่านบทเรียนนี้ได้ นายต้องไปเอง... ด้วยเท้าของนายเอง"
"คุณกำลังจะบอกให้ผมเดินไปเสี่ยงตายโดยไม่รู้อะไรเลยเนี่ยนะ?"
"ผมกำลังบอกให้คุณแยกทางกับผม" ลูคัสพูดตัดบทน้ำเสียงเด็ดขาด แววตาของเขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาสงบนิ่งและเย็นชาอย่างน่าใจหาย "เราเดินมาด้วยกันนานเกินไปจนคุณเริ่มมองเห็นผมเป็นเข็มทิศ แทนที่จะมองหาทางเดินของตัวเอง ต่อจากนี้ไป... ทางใครทางมันชั่วคราว จนกว่าคุณจะพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับคำถามที่ว่า 'คุณคือใคร' เมื่อไม่มีผมคอยปกป้อง"
คำพูดของเขาราวกับถูกตบหน้าอย่างจัง ความโกรธปนความน้อยใจถาโถมเข้ามา ผมเคยคิดว่าเราคือคู่หูที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา แต่ในวินาทีนี้ ผมกลับรู้สึกเหมือนเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ลูคัสถูกจ้างมาให้คอยสังเกตการณ์
ผมไม่รอช้า คว้าเป้ของตัวเองขึ้นสะพาย เดินตรงไปที่ประตูไม้เก่าๆ นั้นโดยไม่หันกลับไปมอง
"ลูคัส" ผมหยุดอยู่ที่หน้าประตู "ถ้าผมรอดไปได้... ผมจะหาคำตอบให้ได้ว่าคุณคือใครกันแน่"
ผมเดินออกมาสู่ถนนที่เต็มไปด้วยหมอกยามเย็น อากาศหนาวเหน็บเริ่มแทรกซึมเข้าใต้เสื้อแจ็กเก็ต ความสับสนกัดกินใจ แต่ความมุ่งมั่นที่ได้รับจากการถูกทอดทิ้งกลับผลักดันให้ผมก้าวเดินต่อไปในทิศทางที่ป้ายบอกทางเขียนว่า 'หุบเขาลับแล' เส้นทางที่ลูคัสเคยห้ามไม่ให้ผมไปมาตลอดทาง
ผมเดินไปได้เพียงไม่กี่กิโลเมตร เสียงฝีเท้าฝีเท้าหนักๆ จากด้านหลังก็ดังขึ้นเป็นระยะ ผมหยุดเดิน ใจเต้นแรงพลางนึกในใจว่าลูคัสอาจจะเปลี่ยนใจเดินตามมา แต่เมื่อผมหันกลับไป ร่างที่ยืนอยู่ในเงามืดของพุ่มไม้ข้างทางกลับไม่ใช่ชายชาวฝรั่งเศสคนเดิม
นั่นคือชายในชุดสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปิดบังด้วยผ้าพันคอ เขายืนพิงโขดหิน มือข้างหนึ่งถือซองจดหมายสีขาวนวลที่คุ้นตา มันคือซองจดหมายแบบเดียวกับที่ผมได้รับก่อนตัดสินใจลาออกเมื่อเดือนก่อนเป๊ะไม่มีผิดเพี้ยน
"เขาบอกให้คุณมาที่นี่สินะ" ชายคนนั้นกล่าวเสียงเย็น "ยินดีต้อนรับสู่ความจริงที่นายกลัวที่สุด ตะวัน... นายพร้อมจะอ่านจดหมายฉบับสุดท้ายของคนที่นายแอบทิ้งไว้ข้างหลังหรือยัง?"
มือของผมสั่นระริกขณะยื่นออกไปรับซองจดหมายนั้น หัวใจเหมือนจะหยุดเต้นเมื่อเห็นชื่อผู้ส่งที่จ่าหน้าอยู่บนมุมซอง
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของตะวันมาจนถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดนี้ครับ หากพรุ่งนี้ผมต้องเลือกระหว่างความจริงที่เจ็บปวดกับความลวงที่แสนสุข คุณจะเลือกทางไหนครับ? แล้วพบกันตอนหน้าครับ
แบกเป้ท่องโลก
บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 32
ทางใครทางมันชั่วคราว
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!