บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 40

แสงแดดที่บาร์เซโลนา

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"อย่าขยับ!" เสียงของลูคัสกร้าวขึ้นจนเกือบเป็นคำสั่ง มือของเขากดลงบนไหล่ผมแน่นจนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากฝ่ามือเขา ผมหยุดกึก ลมหายใจติดขัดเหมือนมีก้อนหินมาจุกอยู่ที่ลำคอ ดวงตาของผมเบิกโพลง จ้องมองร่างในชุดเดรสสีน้ำเงินเข้มที่กำลังก้าวผ่านแสงไฟสลัวของบาร์แห่งนี้มาอย่างช้าๆ ใบหน้านั้น... ดวงตาคู่ที่ผมเคยจ้องมองในความฝันที่กลายเป็นฝันร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า โครงหน้าเดิมที่เคยไร้สีเลือดในกองซากเหล็กเมื่อห้าปีก่อน บัดนี้กลับมีเลือดฝาดจางๆ แต่งแต้ม ดูราวกับภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นจากเศษเสี้ยวความรู้สึกผิดของผมเอง "ตะวัน... นายเห็นเหมือนที่ฉันเห็นใช่ไหม" ลูคัสกระซิบ น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความร่าเริงอย่างที่เคยเป็น ความเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาตลอดการเดินทางทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวผม ผมไม่ได้ตอบ มือที่ถือแก้วไวน์สั่นระริกจนน้ำสีแดงฉานกระฉอกเปื้อนนิ้ว ความเงียบในบาร์ที่เคยเป็นความรื่นเริงของค่ำคืนบาร์เซโลนาบัดนี้ดูเหมือนจะห่างไกลออกไป ผู้คนรอบข้างกลายเป็นเพียงเงาจางๆ เสียงดนตรีฟลาเมงโกที่เร่งเร้าจังหวะกลับฟังดูเหมือนเสียงเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะในอกผมเอง หญิงสาวคนนั้นหยุดฝีเท้าลง ห่างออกไปไม่ถึงสามก้าว เธอไม่ได้มองมาที่ผม เธอหันไปสั่งเครื่องดื่มกับบาร์เทนเดอร์ด้วยภาษาสเปนที่คล่องแคล่ว ท่วงท่าการหยิบกระเป๋าสตางค์ ความอ่อนช้อยตอนที่เธอเสยผมขึ้นไปทัดหู... ทุกอย่าง มันคือ ‘ริน’ คนเดิมไม่ผิดเพี้ยน "ริน..." ผมพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว "ถ้าเธอคือผี นายต้องหนี ถ้าเธอคือคน นายต้องพิสูจน์" ลูคัสขยับตัวเข้าใกล้ผมมากขึ้นอีกนิด "แต่อย่าเพิ่งตัดสินใจด้วยความกลัว สูดหายใจลึกๆ เพื่อนเอ๋ย นี่คือบาร์เซโลนา เมืองที่ความตายอาจจะแค่เดินหลงทางมา หรือไม่... บางทีมันอาจจะเป็นแค่นรกที่สร้างขึ้นในใจนายเอง" ผมตัดสินใจรวบรวมความกล้าที่หลงเหลืออยู่ก้าวเดินเข้าไปหาแผ่นหลังนั้น มือของผมสั่นเทาขณะที่เอื้อมไปแตะไหล่เธอ ความร้อนจากไออุ่นของร่างกายมนุษย์ที่สัมผัสผ่านเนื้อผ้าทำให้ผมแทบจะทรุดลงกับพื้น เธอไม่ได้กลายเป็นควันหรือเงาหายไป แต่มันคือเนื้อหนังจริงๆ หญิงสาวหันกลับมา ดวงตาของเธอไม่ได้มีความโศกเศร้าเหมือนที่ผมจดจำได้ แต่มันกลับเปล่งประกายด้วยความฉงนสงสัย เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมา... รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจผมเต้นผิดจังหวะรุนแรงกว่าเดิม "ขอโทษนะคะ คุณทักคนผิดหรือเปล่าคะ?" เธอพูดด้วยสำเนียงที่ไม่ใช่คนไทย และไม่ใช่คนสเปน แต่มันเป็นน้ำเสียงที่ผมไม่คุ้นเคย ผมชะงัก ลมหายใจเหมือนถูกสูบออกจากปอด "ริน... นี่รินใช่ไหม ผม... เราเคยรู้จักกันที่เชียงใหม่ ห้าปีก่อน..." เธอหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ดูเป็นธรรมชาติจนน่าใจหาย เธอวางแก้วลงแล้วจ้องมองผมด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูแบบคนแปลกหน้า "ฉันชื่อ เอเลน่า ค่ะ และฉันไม่เคยไปเชียงใหม่มาก่อนในชีวิต ขอตัวนะคะ" เธอก้าวเดินจากไป ทิ้งให้ผมยืนเคว้งอยู่กลางบาร์ ท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงแก้วกระทบกันของนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ลูคัสเดินเข้ามาตบไหล่ผมเบาๆ แต่สัมผัสนั้นไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกสับสนในใจผมลดน้อยลงเลย "ไปกันเถอะตะวัน คืนนี้มันยังไม่จบหรอก" ลูคัสเอ่ยขึ้นในขณะที่เราเดินออกมาสู่ถนนที่เต็มไปด้วยแสงไฟของบาร์เซโลนา ลมยามค่ำคืนพัดพาเอาความชื้นจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาปะทะหน้า มันสดชื่นแต่กลับทำให้ผมรู้สึกหนาวเหน็บข้างใน เราเดินทอดน่องไปตามทางเดินหินเก่าแก่ของย่านโกธิค แสงไฟสลัวจากร้านค้าสองข้างทางไม่ได้ทำให้ความมืดมิดในใจผมจางลง ผมยังคงเห็นใบหน้านั้นซ้อนทับกับภาพของเอเลน่าอยู่ตลอดเวลา มันเป็นไปได้อย่างไรที่คนสองคนจะมีทุกอย่างเหมือนกันขนาดนั้น? หรือความทรงจำของผมมันพังทลายจนไม่อาจแยกแยะความจริงได้อีกต่อไป? "นายรู้ไหมตะวัน" ลูคัสเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ "ความทุกข์ที่เราแบกมา ไม่ใช่เพราะเราลืมอดีตไม่ได้หรอก แต่มันเป็นเพราะเรากลัวว่าถ้าเราลืมมันไปแล้ว เราจะไม่มีตัวตนอยู่เลย" ผมหันไปมองหน้าเพื่อนร่วมทางชาวฝรั่งเศสคนนี้ เขาดูสงบและมีความสุขกับทุกย่างก้าว "นายหมายความว่ายังไง?" "ถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่รินจริงๆ นายจะทำยังไง?" ลูคัสหยุดเดินแล้วหันมาเผชิญหน้ากับผม "นายจะกลับไปใช้ชีวิตเดิมที่เต็มไปด้วยคำถาม หรือจะเดินต่อไปข้างหน้าพร้อมกับคำถามที่ไม่มีคำตอบนี้ตลอดไป?" ผมอ้าปากจะตอบ แต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ในเสี้ยววินาทีนั้น ผมเห็นเงาร่างหนึ่งเดินตัดผ่านหัวมุมถนนไป มันคือเอเลน่า... หรือใครก็ตามที่เหมือนเธอ คนนั้นกำลังก้มลงหยิบอะไรบางอย่างที่ทำตกไว้บนพื้น แล้วเดินตรงไปยังตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ดูเก่าคร่ำครึ ผมรีบสาวเท้าตามไปโดยไม่สนเสียงเรียกของลูคัส ผมเห็นเธอหยิบสมุดเล่มเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋า มันไม่ใช่สมุดจดธรรมดา แต่เป็นสมุดบันทึกเล่มสีน้ำตาลที่คุ้นตาจนผมแทบหยุดหายใจ ผมเร่งฝีเท้าขึ้นอีกจนเกือบจะเป็นการวิ่ง เธอวางสมุดเล่มนั้นทิ้งไว้ที่ชั้นวางของตู้โทรศัพท์แล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ผมพุ่งเข้าไปคว้าสมุดเล่มนั้นทันทีที่เธอพ้นไปจากสายตา มือของผมสั่นเทาขณะเปิดหน้าแรกออก ลายมือภาษาไทยที่คุ้นเคยปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษเหลืองเก่า... มันเป็นลายมือของผมเอง เมื่อห้าปีก่อน 'ถึงตะวัน... ถ้าวันหนึ่งนายได้อ่านข้อความนี้ แสดงว่าการหลบหนีของฉันมันล้มเหลว' ผมอ่านบรรทัดนั้นซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งเสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นที่ด้านหลังตู้โทรศัพท์ ผมหันกลับไปตามสัญชาตญาณ และสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็ทำให้ทุกความจริงที่ผมเคยเชื่อพังทลายลงในพริบตา หญิงสาวคนนั้น... ไม่ใช่เอเลน่า และไม่ใช่ริน แต่เธอคือคนที่ยืนอยู่ในกระจกเงาของอดีตที่ผมพยายามลบภาพทิ้งมาตลอดห้าปี "ในที่สุด นายก็หาบันทึกเล่มนี้เจอสักทีนะ... ตะวัน" ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและค้นหาคำตอบไปพร้อมกันนะครับ แบกเป้ท่องโลก
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%