บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 41

บทเรียนจากมิจฉาชีพ

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"ไอ้ขี้ขโมย! หยุดนะเว้ย!" เสียงตะโกนของผมดังกึกก้องไปทั่วจัตุรัสกลางเมืองบาร์เซโลนา แต่มันก็ไร้ความหมายเมื่อร่างในชุดฮู้ดสีเทามุดหายเข้าไปในฝูงชนที่พลุกพล่านราวกับสายน้ำที่ไร้ตัวตน ผมก้มลงมองกระเป๋าสะพายข้างที่ถูกกรีดเป็นทางยาวด้วยใบมีดคมกริบ ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านสันหลังไม่ใช่เพราะลมหนาว แต่เป็นเพราะความว่างเปล่าภายในกระเป๋าที่ควรจะมีพาสปอร์ต บัตรเครดิตทุกใบ และเงินสดก้อนสุดท้ายสำหรับการเดินทางที่เหลืออีกเกือบสองเดือน ผมทรุดตัวลงนั่งบนขอบฟุตบาท ลมหายใจหอบถี่ มือที่สั่นเทาสัมผัสได้ถึงเศษผ้าที่ขาดวิ่น โลกที่เคยดูสดใสจากการเดินทางตลอด 41 วัน กลับมืดดับลงในเสี้ยววินาที ความเงียบงันในใจผมมันดังยิ่งกว่าเสียงโวยวายรอบข้าง "ตะวัน ใจเย็นๆ หายใจลึกๆ ครับ" เสียงที่คุ้นเคยของลูคัสแทรกเข้ามาพร้อมกับสัมผัสหนักแน่นที่บ่า เขาไม่ได้พูดปลอบใจด้วยคำหวานที่ไร้ความหมาย แต่เขากำลังมองสำรวจความเสียหายด้วยแววตาที่นิ่งสงบผิดกับผม "พาสปอร์ต... ลูคัส ผมไม่มีอะไรเหลือแล้ว" ผมเค้นเสียงออกมา ลำคอแห้งผากเหมือนมีทรายอุดอยู่ "ผมควรจะระวังกว่านี้ ผมมันประมาทเอง" ลูคัสนั่งยองๆ ลงข้างๆ เขาหยิบขวดน้ำในกระเป๋าออกมาส่งให้ผม ก่อนจะสบตาด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสมเพชปนอยู่เลย "เพื่อนเอ๋ย ในโลกของการเดินทาง บางครั้งบทเรียนที่ราคาแพงที่สุด คือบทเรียนที่เราจำได้แม่นยำที่สุด นายกำลังแบกความคาดหวังว่าโลกนี้ต้องใจดีกับนายตลอดเวลา แต่นี่คือโลกแห่งความเป็นจริงครับ มันมีทั้งแสงสีและเงามืดที่พร้อมจะกลืนกินคนที่ไม่ทันระวัง" "แต่นี่มันไม่ใช่แค่เงิน แต่มันคือตัวตนของผมที่อยู่ในนั้น" ผมพึมพำ นึกถึงบันทึกที่เพิ่งได้รับคืนมาจากการตามหาในตอนก่อนหน้านี้ มันยังปลอดภัยอยู่ในกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่ผมฝากไว้ที่ล็อกเกอร์สถานีรถไฟ แต่ความรู้สึกพ่ายแพ้ต่อสถานการณ์ตรงหน้ามันทำให้ผมอยากจะโยนทุกอย่างทิ้งแล้วนั่งเครื่องบินกลับบ้านไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด "นายบอกว่านายออกมาตามหาตัวเองใช่ไหม?" ลูคัสถามขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองที่ดำเนินต่อไปโดยไม่สนใจความโชคร้ายของคนแปลกหน้า "นายคิดว่าตัวเองที่นายตามหาคือคนที่จะยอมแพ้เพียงเพราะถูกขโมยเงินหรือ?" ผมเงียบไป สายตาจ้องมองไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมาด้วยท่าทางระแวดระวังกว่าผมหลายเท่า ความโกรธแค้นค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความอับอาย ผมพึ่งพาความมั่นใจที่ลมๆ แล้งๆ มานานเกินไปจนละเลยสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ในการเอาตัวรอด "เราต้องไปสถานีตำรวจ" ลูคัสลุกขึ้นยืนแล้วดึงแขนผม "จากนั้นเราจะติดต่อสถานทูต แล้วเราจะหาทางไปต่อ การเดินทางไม่เคยจบลงเพราะเหตุการณ์เดียว แต่มันจบลงเมื่อนายตัดสินใจเลิกเดินต่างหาก" เราเดินเท้าผ่านตรอกซอกซอยที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์ของสเปน ในขณะที่ผมกำลังจะก้าวเท้าเข้าสู่สถานีตำรวจ สายตาผมเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งที่ยืนพิงกำแพงหินอยู่อีกฝั่งของถนน เขาคนนั้นสวมเสื้อฮู้ดสีเทาตัวเดิม... และในมือนั้น เขากำลังถือกระเป๋าสตางค์หนังสีน้ำตาลใบหนึ่งที่ดูคุ้นตายิ่งกว่าสิ่งใดในโลก ผมชะงักฝีเท้า หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ เขากำลังหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากในนั้น—กระดาษแผ่นเดียวกับที่ผมเก็บไว้ในช่องลับของกระเป๋าเสมอมา มันคือรูปถ่ายใบเก่าที่ผมไม่เคยบอกใคร และข้อความที่เขียนด้วยลายมือสั่นๆ ในวันที่ผมตัดสินใจลาออกจากงาน ชายคนนั้นไม่ได้หนีไปไหน เขากลับค่อยๆ คลี่กระดาษแผ่นนั้นออก อ่านมันช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม... และในวินาทีนั้นเอง ผมก็ได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงภายใต้ฮู้ด ใบหน้าที่ทำให้ผมต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่โจรที่ไหน แต่เป็นคนที่ผมรู้จักดีที่สุด... คนที่ควรจะอยู่ที่เมืองไทย และเป็นคนที่ผมพยายามหนีมาตลอดสี่สิบเอ็ดวันเต็มๆ "ตะวัน... นายไม่ได้เป็นคนเดียวที่กำลังตามหาใครบางคนอยู่นะ" ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผมไม่ได้ยินมานานนับปี แบกเป้ท่องโลกขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรมาจนถึงวินาทีที่ความจริงเริ่มเผยตัวนะครับ
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%