"ไอ้ขี้ขโมย! หยุดนะเว้ย!"
เสียงตะโกนของผมดังกึกก้องไปทั่วจัตุรัสกลางเมืองบาร์เซโลนา แต่มันก็ไร้ความหมายเมื่อร่างในชุดฮู้ดสีเทามุดหายเข้าไปในฝูงชนที่พลุกพล่านราวกับสายน้ำที่ไร้ตัวตน ผมก้มลงมองกระเป๋าสะพายข้างที่ถูกกรีดเป็นทางยาวด้วยใบมีดคมกริบ ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านสันหลังไม่ใช่เพราะลมหนาว แต่เป็นเพราะความว่างเปล่าภายในกระเป๋าที่ควรจะมีพาสปอร์ต บัตรเครดิตทุกใบ และเงินสดก้อนสุดท้ายสำหรับการเดินทางที่เหลืออีกเกือบสองเดือน
ผมทรุดตัวลงนั่งบนขอบฟุตบาท ลมหายใจหอบถี่ มือที่สั่นเทาสัมผัสได้ถึงเศษผ้าที่ขาดวิ่น โลกที่เคยดูสดใสจากการเดินทางตลอด 41 วัน กลับมืดดับลงในเสี้ยววินาที ความเงียบงันในใจผมมันดังยิ่งกว่าเสียงโวยวายรอบข้าง
"ตะวัน ใจเย็นๆ หายใจลึกๆ ครับ"
เสียงที่คุ้นเคยของลูคัสแทรกเข้ามาพร้อมกับสัมผัสหนักแน่นที่บ่า เขาไม่ได้พูดปลอบใจด้วยคำหวานที่ไร้ความหมาย แต่เขากำลังมองสำรวจความเสียหายด้วยแววตาที่นิ่งสงบผิดกับผม
"พาสปอร์ต... ลูคัส ผมไม่มีอะไรเหลือแล้ว" ผมเค้นเสียงออกมา ลำคอแห้งผากเหมือนมีทรายอุดอยู่ "ผมควรจะระวังกว่านี้ ผมมันประมาทเอง"
ลูคัสนั่งยองๆ ลงข้างๆ เขาหยิบขวดน้ำในกระเป๋าออกมาส่งให้ผม ก่อนจะสบตาด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสมเพชปนอยู่เลย "เพื่อนเอ๋ย ในโลกของการเดินทาง บางครั้งบทเรียนที่ราคาแพงที่สุด คือบทเรียนที่เราจำได้แม่นยำที่สุด นายกำลังแบกความคาดหวังว่าโลกนี้ต้องใจดีกับนายตลอดเวลา แต่นี่คือโลกแห่งความเป็นจริงครับ มันมีทั้งแสงสีและเงามืดที่พร้อมจะกลืนกินคนที่ไม่ทันระวัง"
"แต่นี่มันไม่ใช่แค่เงิน แต่มันคือตัวตนของผมที่อยู่ในนั้น" ผมพึมพำ นึกถึงบันทึกที่เพิ่งได้รับคืนมาจากการตามหาในตอนก่อนหน้านี้ มันยังปลอดภัยอยู่ในกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่ผมฝากไว้ที่ล็อกเกอร์สถานีรถไฟ แต่ความรู้สึกพ่ายแพ้ต่อสถานการณ์ตรงหน้ามันทำให้ผมอยากจะโยนทุกอย่างทิ้งแล้วนั่งเครื่องบินกลับบ้านไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
"นายบอกว่านายออกมาตามหาตัวเองใช่ไหม?" ลูคัสถามขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองที่ดำเนินต่อไปโดยไม่สนใจความโชคร้ายของคนแปลกหน้า "นายคิดว่าตัวเองที่นายตามหาคือคนที่จะยอมแพ้เพียงเพราะถูกขโมยเงินหรือ?"
ผมเงียบไป สายตาจ้องมองไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมาด้วยท่าทางระแวดระวังกว่าผมหลายเท่า ความโกรธแค้นค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความอับอาย ผมพึ่งพาความมั่นใจที่ลมๆ แล้งๆ มานานเกินไปจนละเลยสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ในการเอาตัวรอด
"เราต้องไปสถานีตำรวจ" ลูคัสลุกขึ้นยืนแล้วดึงแขนผม "จากนั้นเราจะติดต่อสถานทูต แล้วเราจะหาทางไปต่อ การเดินทางไม่เคยจบลงเพราะเหตุการณ์เดียว แต่มันจบลงเมื่อนายตัดสินใจเลิกเดินต่างหาก"
เราเดินเท้าผ่านตรอกซอกซอยที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์ของสเปน ในขณะที่ผมกำลังจะก้าวเท้าเข้าสู่สถานีตำรวจ สายตาผมเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งที่ยืนพิงกำแพงหินอยู่อีกฝั่งของถนน เขาคนนั้นสวมเสื้อฮู้ดสีเทาตัวเดิม... และในมือนั้น เขากำลังถือกระเป๋าสตางค์หนังสีน้ำตาลใบหนึ่งที่ดูคุ้นตายิ่งกว่าสิ่งใดในโลก
ผมชะงักฝีเท้า หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ เขากำลังหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากในนั้น—กระดาษแผ่นเดียวกับที่ผมเก็บไว้ในช่องลับของกระเป๋าเสมอมา มันคือรูปถ่ายใบเก่าที่ผมไม่เคยบอกใคร และข้อความที่เขียนด้วยลายมือสั่นๆ ในวันที่ผมตัดสินใจลาออกจากงาน
ชายคนนั้นไม่ได้หนีไปไหน เขากลับค่อยๆ คลี่กระดาษแผ่นนั้นออก อ่านมันช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม... และในวินาทีนั้นเอง ผมก็ได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงภายใต้ฮู้ด ใบหน้าที่ทำให้ผมต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ
เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่โจรที่ไหน แต่เป็นคนที่ผมรู้จักดีที่สุด... คนที่ควรจะอยู่ที่เมืองไทย และเป็นคนที่ผมพยายามหนีมาตลอดสี่สิบเอ็ดวันเต็มๆ
"ตะวัน... นายไม่ได้เป็นคนเดียวที่กำลังตามหาใครบางคนอยู่นะ" ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผมไม่ได้ยินมานานนับปี
แบกเป้ท่องโลกขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรมาจนถึงวินาทีที่ความจริงเริ่มเผยตัวนะครับ
บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 41
บทเรียนจากมิจฉาชีพ
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!