บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 42

ความอดทนในวันลำบาก

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
กระเป๋าเงินใบเก่าที่ผ่านการใช้งานมาแรมปีถูกคว่ำลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง กองเหรียญสกุลท้องถิ่นจำนวนหนึ่งกลิ้งคลุกคลิก ตกลงไปกองรวมกันกับเศษใบเสร็จยับยู่ยี่และตั๋วรถไฟที่หมดอายุ ปราศจากธนบัตรแม้แต่ใบเดียว เช่นเดียวกับบัญชีธนาคารในโทรศัพท์มือถือหน้าจอแตก ที่ตัวเลขศูนย์บาทกำลังกระพริบเตือนสติผมอย่างเยียบเย็น "นายแน่ใจนะว่าไม่อยากให้ฉันช่วยเรื่องเงินก่อน?" เสียงของลูคัสลอยข้ามโต๊ะกาแฟตัวเล็กมาพร้อมกับกลิ่นไอฟรุ้งของกาแฟดำราคาถูก เพื่อนร่วมทางชาวฝรั่งเศสผู้เคยมีรอยยิ้มสดใสเสมอ บัดนี้กลับมีรอยย่นระหว่างคิ้วที่เกิดจากการขบคิดอย่างหนักหน่วง เขานั่งกอดอก แววตาสีฟ้าคู่นั้นไม่ได้มองมาที่กองเงินตรงหน้า แต่มันจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของผมอย่างพยายามค้นหาความเข้มแข็งที่หลงเหลืออยู่ ผมส่ายหัวช้าๆ ดึงลมเข้าปอดลึกเพื่อระงับความสั่นเทาที่ปลายนิ้ว "ไม่เป็นไร ลูคัส... นายช่วยฉันมามากพอแล้ว การเดินทางของฉัน ฉันต้องรับผิดชอบมันเอง" ผมตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้มั่นคงที่สุด แม้จะรู้ดีว่าความจริงในกระเป๋าเสื้อตอนนี้ช่างสวนทางกับความอวดดีของตัวเองสิ้นดี "ความรับผิดชอบกับความดื้อรั้นมันมีเส้นบางๆ กั้นอยู่นะตะวัน" ลูคัสถอนหายใจยาวนาน เขาหยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบก่อนจะวางมันลงแรงกว่าปกตินิดหน่อย "นายจำประโยคที่ผู้ชายคนนั้นทิ้งไว้เมื่อคืนก่อนได้ไหมล่ะ? *'ตะวัน... นายไม่ได้เป็นคนเดียวที่กำลังตามหาใครบางคนอยู่นะ'*... นายยังไม่ได้แม้แต่จะเริ่มตามหาเขาด้วยซ้ำ ถ้าตอนนี้เอาแต่เอาตัวไม่รอดในต่างแดนแบบนี้" คำพูดของลูคัสเหมือนคมมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า เหตุการณ์เมื่อคืนยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ชายแปลกหน้าคนนั้น—คนที่ทิ้งประโยคปริศนาไว้ก่อนจะหายลับไปในความมืดของตรอกแคบๆ เมืองโบราณแห่งนี้ เขารู้จักชื่อผมได้อย่างไร? และใครคือคนที่เขากำลังหมายถึง? ปมในอดีตที่ผมพยายามหนีห่างมันมาตลอดหลายเดือน กำลังไล่ล่าผมกลับมาในรูปแบบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ตอนนี้ ปัญหาเฉพาะหน้ามีความสำคัญยิ่งกว่าการไขปริศนา วีซ่าที่เหลือเวลาอีกไม่ถึงสัปดาห์ พาสปอร์ตที่เกือบจะสูญหายในเหตุการณ์ชุลมุนเมื่อสองวันก่อน และกระเป๋าเป้ที่ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อขนมปังประทังชีวิตในวันพรุ่งนี้ ทำให้ผมไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว ความอีโก้ ความเกรงใจ หรือความกลัวที่จะต้องยอมรับความพ่ายแพ้ ถูกพับเก็บใส่ลิ้นชักความทรงจำ สถานเอกอัครราชทัวร์ไทย คือเป้าหมายเดียวที่เหลืออยู่ การเดินทางท่ามกลางสายฝนปรอยปรายในมหานครที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องสถาปัตยกรรมตะวันตกช่างดูเคว้งคว้าง รองเท้าผ้าใบที่สึกกร่อนจนน้ำซึมเข้าด้านในทำให้ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความยากลำบาก ผมยืนอยู่เบื้องหน้าอาคารกระจกสูงตระหง่านที่มีตราสัญลักษณ์ครุฑพ่าห์สีทองอร่ามประดับอยู่เหนือประตูทางเข้า หัวใจเต้นระส่ำด้วยความรู้สึกผสมปนเป ระหว่างความโล่งอกที่รู้ว่าตนเองกำลังจะได้เจอ "แผ่นดินบ้านเกิด" บนผืนแผ่นดินอื่น กับความละอายใจลึกๆ ที่ต้องมาขอความช่วยเหลือในยามที่ชีวิตตกต่ำถึงขีดสุด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าอาคารมองสำรวจผมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่ไม่ได้รังเกียจ แต่เต็มไปด้วยความสงสัยในสภาพอันมอมแมผม ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ยืดอกขึ้นเล็กน้อยเพื่อรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่ ก่อนจะเอ่ยปากขออนุญาตเข้าไปด้านในด้วยภาษาไทยที่ไม่ได้ยินมานานหลายเดือน ภายในห้องโถงรับรอง กลิ่นอายของความเป็นไทยที่ลอยอบอวลอยู่รอบตัว—ทั้งสำเนียงการพูดคุยของเจ้าหน้าที่ ภาพถ่ายพระราชกรณียอง และเครื่องเรือนไม้สัก—ให้ความรู้สึกราวกับปาฏิหาริย์ มันคือเกาะกลางมหาสมุทรอันเชี่ยวกรากที่ผมสามารถเกาะไว้เพื่อพักหายใจ "เชิญนั่งก่อนครับคุณตะวัน" เสียงนุ่มนวลแต่จริงจังของ "คุณอนันต์" เจ้าหน้าที่ฝ่ายกงสุลดังขึ้น หลังจากที่เราใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการตรวจสอบเอกสาร เล่าเรื่องราวความซวยทั้งหมดที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต ตั้งแต่การถูกล้วงกระเป๋า การสูญหายของบัตรเครดิต ไปจนถึงภาวะหมดไฟที่ทำให้ผมตัดสินใจบินข้ามโลกมาไกลขนาดนี้ คุณอนันต์ไม่ได้แสดงท่าทีตัดสินหรือตำหนิ เขารับฟังด้วยความเข้าใจในแบบของคนที่พบเจอเรื่องราวทำนองนี้มานับครั้งไม่ถ้วนในต่างแดน "การเดินทางคนเดียวมันโดดเดี่ยวเสมอใช่ไหมครับคุณตะวัน?" คุณอนันต์เอ่ยขึ้นเบาๆ ระหว่างที่กำลังเซ็นเอกสารรับรองตัวชั่วคราวให้ผม "หลายคนคิดว่าการลาออกจากงานแล้วมาแบกเป้เที่ยวคือการหนีปัญหา แต่จากประสบการณ์ที่ผมเห็น... คนส่วนใหญ่ไม่ได้มาเพื่อหนีหรอกครับ พวกเขาแค่อยากหาที่ปลอดภัยสักที่ เพื่อจะยอมรับความจริงที่เจ็บปวดต่างหาก" ประโยคเหล่านั้นกระแทกใจผมอย่างจัง จนเกือบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ความอ่อนแอที่สะสมมานานนับร้อยวันพรั่งพรูขึ้นมาจุกที่ลำคอ ผมก้มหน้ามองมือตัวเองที่ประสานกันแน่นบนตัก ความเงียบงันระหว่างเรามีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำพูดใดมาอธิบาย ท้ายที่สุด กระบวนการออกเอกสารเดินทางฉุกเฉินและการประสานงานเพื่อส่งตัวผมกลับ หรือการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นก็เสร็จสิ้นลง พร้อมกับเงินกู้ยืมฉุกเฉินจำนวนหนึ่งจากกองทุนช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน ซึ่งผมต้องทำเรื่องชดใช้คืนภายหลัง ผมเดินออกจากสถานทูตด้วยความรู้สึกที่เบาขึ้นกว่าตอนขาเข้าครึ่งหนึ่ง ทว่าในขณะเดียวกัน หัวใจกลับเต้นรัวด้วยความตระหนักรู้บางอย่าง การพึ่งพาผู้อื่นในยามวิกฤตไม่ได้ทำให้ผมเป็นคนพ่ายแพ้ แต่มันทำให้ผมเรียนรู้ว่า มนุษย์เราถูกออกแบบมาให้อ่อนแอร่วมกันได้ และการยอมรับความช่วยเหลือก็คือความกล้าหาญรูปแบบหนึ่งเช่นกัน ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อส่งข้อความบอกลูคัสว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่ทว่า... หน้าจอโทรศัพท์ที่ควรจะเป็นหน้าต่างแชท กลับปรากฏข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันแปลกปลอมที่ผมไม่เคยติดตั้งมาก่อน มันเป็นข้อความตัวอักษรสีดำสนิทบนพื้นหลังสีขาวโพลน ไม่มีชื่อผู้ส่ง มีเพียงพิกัดตำแหน่ง GPS ปัจจุบันของผม พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ทำเอาเลือดในกายเย็นเฉียบ *"ยินดีต้อนรับกลับสู่เส้นทางนะตะวัน... หันหลังกลับไปมองที่ร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามสิ แล้วนายจะได้รู้ว่าคนที่ตามหานาย... หน้าตาเป็นอย่างไร"* ผมชะביดเท้าก้าวเดิน ลมหนาวพัดกรูเข้าปะทะแผ่นหลังจนขนลุกซู่ สมองสั่งการให้หยุดนิ่ง แต่สัญชาตญาณกลับบังคับให้สายตาค่อยๆ หันขวับกลับไปมองฝั่งตรงข้ามถนน... ท่ามกลางละอองฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างเงียบเชียบ ร่างของชายในชุดโค้ทสีเข้มคนเดิมกำลังยืนพิงเสาไฟ ปลดฮู้ดขึ้นคลุมศีรษะ และเมื่อเขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาผมผ่านเลนส์แว่นตากรอบทอง รอยยิ้มที่มุมปากนั้นก็ทำให้ผมแทบหยุดหายใจ—เพราะใบหน้านั้น... คือเงสะท้อนของผมเองในกระจกเมื่อสิบปีก่อน! --- ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่ร่วมเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ผ่านคืนวันอันเหน็บหนาวนี้ไปด้วยกันนะครับ 🙏 "แบกเป้ท่องโลก"
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%