"ถ้าคุณยังกอดเศษซากความพัง ics ของตัวเองไว้แน่นขนาดนั้น รองเท้าคู่เก่งคู่นั้นก็คงหมดความหมายที่จะพาคุณเดินต่อแล้วล่ะครับ ตะวัน"
เสียงของลูคัสไม่ได้ดัง แต่มันหนักแน่นพอที่จะเจาะทะลวงความเงียบงันภายในห้องพักขนาดเล็กของโฮสเทลเก่าๆ ในเมืองซัปโปโร เมืองที่หิมะโปรยปรายจนขาวโพลนไปหมด ทว่าความหนาวเหน็บข้างนอกนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความเย็นชาที่ตะวันเพิ่งได้รับจากการปฏิเสธงานเขียนชิ้นสำคัญที่สุดในชีวิต
อีเมลฉบับนั้นสั้นห้วนและเย็นชา บรรณาธิการสำนักพิมพ์ชื่อดังในกรุงเทพฯ ปฏิเสธต้นฉบับการเดินทาง 40 วันแรกของเขาด้วยเหตุผลที่แทงใจดำที่สุด—*“งานเขียนของคุณยังขาดจิตวิญญาณและความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความจริง มันเป็นแค่ไดอารีของคนหนีปัญหา”*
ตะวันไม่ได้ร้องไห้ เขาไม่แม้แต่จะกะพริบตา ดวงตาสفคู่คมจดจ้องอยู่บนหน้าจอแล็ปท็อปที่สะท้อนใบหน้าอันเหนื่อยล้าของชายวัยสามคนที่เคยมั่นอกมั่นใจว่าการลาออกจากงานออฟฟิศคือการปลดปล่อย แต่ในวินาทีนี้ เขากำลังตระหนักว่าเขาไม่ได้หนีพ้นอะไรเลย เขายังคงเป็น "ตะวันคนเดิม" คนที่แบกความคาดหวังพังๆ และปมความสัมพันธ์ที่ถูกบอกเลิกอย่างไร้เยื่อใยเมื่อปีก่อน วิ่งหนีข้ามน้ำข้ามทะเลมาซ่อนตัวอยู่หลังคราบคำว่า "นักเดินทาง"
"นายคิดว่าฉันควรกลับไปไหม ลูคัส" ตะวันเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าและแห้งผาก ริมฝีปากที่แตกแห้งขยับอย่างยากลำบาก
ลูคัสถอนหายใจยาว วางแก้วกาแฟดำที่ส่งควันกรุ่นลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ชายชาวฝรั่งเศสผู้ผ่านโลกมาโชกโชนไม่ได้ปลอบโยนเขาด้วยคำหวานซึ้งเหมือนทุกครั้ง ตรงกันข้าม ลูคัสดึงเก้าอี้มานั่งตรงหน้า สบตาเขาตรงๆ ด้วยแววตาที่จริงจังจนตะวันต้องเป็นฝ่ายหลบตาเสียเอง
"การกลับไปในฐานะผู้แพ้ กับการกลับไปเพราะเข้าใจตัวเองมากขึ้น... มันคนละเรื่องกันนะครับ ตะวัน" ลูคัสพูดพลางเอื้อมมือไปปิดฝาแล็ปท็อปของตะวันลงอย่างนิ่มนวล แต่เด็ดขาด "นายออกจากกรุงเทพฯ มาเพื่อตามหาตัวเองไม่ใช่เหรอ? แล้วตอนนี้ นายเจอคนที่นายตามหาหรือยังล่ะ หรือเจอแค่เด็กผู้ชายขี้ขลาดคนหนึ่งที่ใช้การแบกเป้บังหน้า เพื่อไม่ต้องยอมรับว่าตัวเองล้มเหลว?"
คำพูดนั้นบาดลึกยิ่งกว่ารอยมีดกรีด ตะวันรู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ ความโกรธ ความอับอาย และความเกลียดชังตัวเองตีรวนขึ้นมาจนมือทั้งสองข้างสั่นเทา เขาอยากจะตะโกนใส่หน้าเพื่อนร่วมทางคนนี้ อยากจะบอกว่าลูคัสไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของคนที่สูญเสียทุกอย่าง ทั้งความมั่นคง หน้าที่การงาน และคนที่รักไปพร้อมๆ กันหรอก
ทว่า... ลึก ics ลงไปในใจ ตะวันรู้ดีว่าเพื่อนพูดถูกทุกประการ
ความเงียบโรยตัวปกคลุมห้องพักอีกครั้ง เสียงลมหนาวที่พัดกระแทกหน้าต่างกระจกด้านนอกราวกับเสียงเตือนสติ ตะวันสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมเศษซากความภาคภูมิใจที่เหลืออยู่ขึ้นมาประกอบร่างใหม่ ช้าๆ ทีละชิ้น
เขาไม่ได้ต้องการคำปลอบใจอีกต่อไปแล้ว... โลกความจริงไม่ได้ใจดีกับคนอ่อนแอ และการเยียวยาด้วยการเดินทางก็เป็นเพียงภาพลวงตา หากจิตใจข้างในยังคงเปราะบางราวกับแก้วที่พร้อมจะแตกสลายเมื่อโดนแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย
"นายพูดถูก" ตะวันเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยหมองเศร้าเมื่อครู่กลับมีความนิ่งสงบแปลกประหลาดปรากฏขึ้น "ฉันมันขี้ขลาดมาตลอด... และฉันก็เบื่อเต็มทีแล้วที่จะต้องเป็นคนแบบนั้น"
ลูคัสยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่โล่งใจและภาคภูมิใจในเวลาเดียวกัน "นั่นแหละครับ คือตะวันคนที่ผมอยากรู้จักมาตลอด"
เช้าวันรุ่งขึ้น ตะวันตื่นขึ้นมาโดยไม่มีเสียงนาฬิกาปลุก เขาจัดการเก็บสัมภาระในเป้ใบใหญ่ด้วยความรวดเร็วและเป็นระเบียบกว่าทุกครั้ง น้ำหนักของกระเป๋าไม่ได้เบลงเลย แต่วิธีที่เขาแบกมันต่างออกไป มันไม่ใช่การแบกเพื่อหนี แต่เป็นการแบกเพื่อเดินหน้า
ทั้งสองคนตัดสินใจนั่งรถไฟท้องถิ่นมุ่งหน้าสู่ "โอตารุ" เมืองท่าทางเหนือสุดที่ขึ้นชื่อเรื่องความหนาวเหน็บและคลื่นลมรุนแรง ตะวันปฏิเสธที่จะพักในโรงแรมหรูตามแผนเดิม พวกเขาเลือกเกสต์เฮ้าส์ราคาประหยัดที่เจ้าของเป็นคุณยายชาวญี่ปุ่นวัยเจ็ดสิบปีผู้พูดภาษาอังกฤษแทบไม่ได้
การเผชิญหน้ากับความยากลำบากเล็กๆ น้อยๆ เริ่มต้นขึ้นทันทีเมื่อพวกเขาต้องเดินลุยหิมะหนากว่าฟุตเพื่อหาซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารเย็นกินเอง ลมหนาวพัดกรรโชกจนหน้าชา มือของตะวันแดงก่ำจนแทบไร้ความรู้สึก แต่ครั้งนี้... เขากลับไม่บ่นสักคำ
ในครัวเล็กๆ ของเกสต์เฮ้าส์ ตะวันกำลังยืนผัดอาหารด้วยเตาแก๊สปิคนิคเก่าๆ กลิ่นซุปมิโซะร้อนๆ ช่วยขับไล่ความหนาวในร่างกายออกไปได้บ้าง ลูคัสนั่งมองเขาอยู่เงียบๆ ก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้นมาท่ามกลางเสียงเดือดของซุป
"แล้วต้นฉบับบทความของนายล่ะ จะเอายังไงต่อ? จะแก้ตามที่ บก. คนนั้นบอก หรือจะเขียนใหม่ทั้งหมด?"
ตะวันหยุดมือที่กำลังคนซุป เขานิ่งคิดไปชั่วครู่ ภาพอีเมลปฏิเสธที่เคยแหลมคมกลับกลายเป็นเพียงตัวอักษรธรรมดาๆ ในความทรงจำ ความโกรธหายไปหมดแล้ว เหลือเพียงความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
"ฉันจะไม่แก้ และจะไม่เขียนใหม่ด้วย" ตะวันหันมาสบตาลูคัส รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนมุมปาก "ฉันจะเขียนเรื่องใหม่... เรื่องราวของคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่กล้าพอจะยอมรับความพ่ายแพ้ และเรียนรู้ที่จะยืนหยัดขึ้นมาอีกครั้งด้วยลำแข้งของตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาคำชมจากใครหน้าไหนทั้งนั้น"
ลูคัสหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างพอใจ "นายโตขึ้นเยอะเลยนะเพื่อน ดูเหมือนว่าทริป 100 วันนี้ จะไม่ได้แค่สอนให้นายรู้จักโลกกว้าง แต่กำลังสอนให้นายรู้จักวิธีเป็นผู้ใหญ่ที่แท้จริงต่างหาก"
ตะวันพยักหน้ารับช้าๆ เขารู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ภายในอก หัวใจที่เคยเหี่ยวเฉาและเต็มไปด้วยรอยแผล กลับมาเต้นเป็นจังหวะที่มั่นคงและทรงพลังอีกครั้ง ความเจ็บปวดจากอดีตไม่ได้หายไปไหน แต่มันเปลี่ยนสถานะจาก "โซ่ตรวน" กลายเป็น "บทเรียน" ที่มีค่าที่สุดในชีวิต
คืนนั้น ตะวันนั่งเขียนบันทึกการเดินทางลงในสมุดเล่มเก่าด้วยลายมือที่หนักแน่นและชัดเจน ทุกถ้อยคำไม่ได้ถูกแต่งแต้มด้วยความโรแมนติกจอมปลอมอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยสัจธรรมและความจริงของชีวิตที่เขาเพิ่งค้นพบ
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจรดปลายปากกาลงบนบรรทัดสุดท้ายของวัน เสียงเคาะประตูก็จู่โจมดังขึ้นสามครั้งอย่างเร่งรีบจากความมืดมิดด้านนอก... เป็นจังหวะที่แปลกประหลาดและไม่มีใครคาดคิดในยามวิกาลเช่นนี้ ลูคัสขมวดคิ้วแน่น หันไปมองหน้าตะวันทันทีด้วยแววตาระแวง ขณะที่มือของตะวันชะงักค้างอยู่เหนือกระดาษ เมื่อเขาเปิดประตูห้องพักออก สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า กลับไม่ใช่ลมหนาวหรือคุณยายเจ้าของบ้านพัก แต่เป็นซองจดหมายสีขาวสนิทที่สอดอยู่ใต้ขอบประตู โดยมีชื่อจ่าหน้าซองด้วยลายมือที่คุ้นเคยจนน่าตกใจ... ชื่อของคนรักเก่าที่ทิ้งเขาไปเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครในทุกๆ บทตอนนะครับ
บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 43
จิตใจที่เข้มแข็งกว่าเดิม
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!