บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 44

ออกเดินทางสู่ทวีปอเมริกาใต้

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
กระดาษแผ่นนั้นไม่ได้มีน้ำหนักอะไรเลยในทางกายภาพ แต่มันกลับถ่วงรั้งห้องพักสี่เหลี่ยมแคบๆ ในกรุงปารีสแห่งนี้ให้ดิ่งลึกลงไปในความเงียบงันราวกับมีแรงโน้มถ่วงมหาศาล ตะวันจ้องมองลายมือที่คุ้นเคยบนซองจดหมายสีขาวสนิท เส้นสายที่เคยตวัดด้วยความมั่นใจและเย่อหยิ่งเล็กๆ ในความทรงจำ บัดนี้ดูสั่นไหวราวกับถูกเขียนขึ้นด้วยความรีบร้อน หรือไม่ก็... ด้วยความหวาดกลัว ลูคัสก้าวเข้ามาใกล้ ชายชาวฝรั่งเศสผู้ผ่านโลกมาโชกโชนผู้นั้นไม่ได้เอ่ยคำถามโง่ๆ อย่าง "ใครส่งมาหรือ?" หรือ "เปิดดูหรือยัง?" แต่สายตาของลูคัสที่มองมาที่เพื่อนชาวไทย กำลังประเมินร่องรอยความแตกร้าวที่เพิ่งถูกสะกิดให้ปริออกอีกครั้ง "ปารีสมีเรื่องเซอร์ไพรส์เสมอเพื่อนรัก" ลูคัสทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มันแฝงความระมัดระวัง "บางที... บางเรื่องราวมันอาจจะจบลงตั้งแต่วันที่เราตัดสินใจเดินออกมาแล้วนะตะวัน" "แต่มันมาอยู่ในจุดที่ฉันกำลังจะก้าวไปข้างหน้าต่างหาก ลูคัส" ตะวันแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่แห้งผากและเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเอง "เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่? ผ่านมาหนึ่งปีเต็ม... วันที่เราเลิกกัน เธอบอกว่าฉันคือคนที่ยึดติดกับอดีตจนมองไม่เห็นอนาคต แต่ดูตอนนี้สิ คนที่ส่งจดหมายมาในคืนก่อนที่เราจะข้ามทวีป... กลับเป็นเธอเอง" นิ้วเรียวยาวของตะวันสั่นเทาเล็กน้อยยามที่เขาใช้นิ้วโป้งกรีดเปิดผนึกซองจดหมาย กลิ่นอายจางๆ ของน้ำหอมที่เขาเคยคุ้นเคยโชยเตะจมูกขึ้นมาวูบหนึ่ง มันไม่ใช่กลิ่นที่ทำให้ใจเต้นแรงเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือกลิ่นอายของความทรงจำสีเทาหม่น—ความทรงจำที่เขาพยายามอย่างยากลำบากในการเผาทำลายมันทิ้งตลอดการเดินทางหลายสิบวันที่ผ่านมา กระดาษโน้ตแผ่นเล็กหล่นลงบนโต๊ะไม้ ลายมือนั้นสั้นกระชับและเต็มไปด้วยความร้อนรน *“ตะวัน... ถ้าคุณยังจำความรู้สึกในวันที่เรามองพระอาทิตย์ตกด้วยกันที่ริมแม่น้ำเซนได้ ได้โปรด... อย่าเพิ่งไปอเมริกาใต้เลย กลับมาคุยกันก่อน ฉันรู้ว่าฉันทำผิดพลาดไปแล้ว”* ประโยคสั้นๆ เพียงไม่กี่คำ แต่มันกลับทำลายสมาธิทั้งหมดที่ตะวันสะสมมาตลอดการเดินทางข้ามแดน ความเหนื่อยล้าจากการเผชิญหน้ากับภาวะหมดไฟในชีวิตการทำงาน ความกล้าหาญที่เขาเพิ่งรวบรวมได้เพื่อทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง และความตั้งใจที่จะเริ่มต้นใหม่บนแผ่นดินใหญ่อีกซีกโลกหนึ่ง ราวกับกำลังถูกทดสอบด้วยแรงดึงดูดของอดีต ลูคัสถอนหายใจยาวนาน ชายหนุ่มชาวฝรั่งเศสเดินไปหยิบขวดไวน์ที่เปิดค้างไว้รินใส่แก้วสองใบ ยื่นแก้วหนึ่งให้ตะวัน "แล้วนายจะทำอย่างไรต่อล่ะ? เครื่องบินไปบัวโนสไอเรสออกมะรืนนี้นะตะวัน นายจะยอมแพ้ให้กับการตวัดปากกาแค่ไม่กี่บรรทัดของคนที่เคยเหยียบย่ำความฝันของนายอย่างนั้นหรือ?" ตะวันรับแก้วไวน์มาถือไว้ แต่ไม่ได้ยกขึ้นดื่ม ดวงตาคมกวาดมองออกไปนอกหน้าต่าง เบื้องล่างคือถนนสายเล็กๆ ในยามค่ำคืนที่แสงไฟสีส้มสาดส่องกระทบละอองฝนปรอยๆ ปารีสในค่ำคืนนี้ช่างเหน็บหนาว และหัวใจของเขาก็เช่นกัน ภาพเหตุการณ์เมื่อหนึ่งปีที่แล้วผุดขึ้นมาในหัว—วันที่เขาต้องนั่งมองกระเป๋าเดินทางสองใบถูกวางแยกออกจากกัน วันที่คำว่า 'เรา' กลายเป็นเศษซากความพัง เขานึกถึงความรู้สึกตอนที่ก้าวขาขึ้นเครื่องบินออกจากกรุงเทพฯ ความรู้สึกที่เหมือนกับว่า 'ตัวตน' ที่ตายไปแล้วค่อยๆ ฟื้นคืนชีพขึ้นมาทีละน้อยผ่านทุกหยาดเหงื่อของการเดินทาง ทุกรอยยิ้มของเพื่อนร่วมทางแปลกหน้า และทุกขอบฟ้าใหม่ที่เขาได้พบเจอ ตะวันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อดึงสติกลับมา เขาวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะอย่างหนักแน่น "ฉันจะไม่กลับไป" ตะวันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แม้จะยังเจือความสั่นเครือ แต่มันกลับหนักแน่นขึ้นทีละคำ "หนึ่งปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า ฉันสามารถก้าวเดินต่อไปได้โดยไม่มีเธอ และการเดินทางครั้งนี้... การไปอเมริกาใต้ครั้งนี้ ไม่ใช่การหนีความจริง แต่มันคือการไปทวงคืนพื้นที่ในหัวใจที่ฉันเคยยกให้คนอื่นกลับคืนมาเป็นของตัวเอง" ลูคัสยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความภูมิใจฉายชัดบนใบหน้าของเพื่อนร่วมทางคนนี้ "พูดได้ดีมากเพื่อนรัก ถ้าอย่างนั้น... คืนนี้เรามาแพ็คกระเป๋าสำหรับทวีปใหม่กันดีกว่า อเมริกาใต้กำลังรอให้พวกเราไปสร้างรอยเท้าใหม่อยู่" ทั้งสองคนช่วยกันจัดการสิ่งของที่จำเป็นในกระเป๋าเป้ใบใหญ่ เอกสารการเดินทาง ตั๋วเครื่องบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และแผนที่เส้นทางผจญภัยในทวีปอเมริกาใต้ถูกกางออกบนโต๊ะ ตะวันรู้สึกได้ถึงความเบาสบายที่ค่อยๆ แผ่ซ่านเข้ามาในอก ราวกับว่าเงาอันมืดมนของอดีตได้ถูกพับเก็บลงไปในซองจดหมายสีขาวและถูกโยนทิ้งไว้เบื้องหลังอย่างแท้จริงแล้ว ทว่า... ในขณะที่ลูคัสกำลังจะปิดกระเป๋าเดินทางใบสุดท้าย เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นที่ทางเดินนอกห้องพักอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่เสียงเคาะประตูแบบเมื่อครู่... มันคือเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบ วุ่นวาย และตามมาด้วยเสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวราวกับมีใครบางคนกำลังหนีตายมา! "เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ได้โปรด... ช่วยฉันด้วย!" เสียงตะโกนของผู้หญิงที่ดังลอดเข้ามาจากด้านนอก ทำให้ตะวันและลูคัสชะงักค้างในทันที เมื่อตะวันค่อยๆ ดึงกลอนประตูออกแล้วดึงบานประตูให้เปิดกว้างขึ้น แสงไฟสลัวจากทางเดินสาดกระทบเข้ากับร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่ล้มฟุบลงตรงหน้าเธอ ใบหน้าของเธอเปื้อนคราบน้ำตาและหยาดเหงื่อ เสื้อผ้าหลุดลุ่ยราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้เอาชีวิตรอดมาหมาดๆ และก่อนที่ตะวันจะได้เอ่ยถามอะไร หญิงสาวคนนั้นก็คว้าข้อเท้าของเขาไว้แน่น พร้อมกับกระซิบด้วยเสียงอันสั่นพร่าที่ทำให้เลือดในกายของตะวันเย็นเฉียบลงในพริบตา "อย่าเพิ่งไป... บัวโนสไอเรส... คนที่จองตั๋วเครื่องบินให้นาย ไม่ใช่บริษัททัวร์... และพวกมันกำลังรอฆ่านายอยู่ที่สนามบิน" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครของผมมาจนถึงบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%