บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 4

ตักบาตรข้าวเหนียว

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
“อย่ากะเกณฑ์น้ำหนักมือกับข้าวเหนียวมากนัก ตะวัน... ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เหมือนกับที่คุณกำลังพยายามใช้ชีวิตอยู่นี่แหละ” ลูคัสกระซิบเบาๆ พลางใช้นิ้วชี้ให้ผมดูหญิงชราในชุดผ้าซิ่นสีหม่นที่นั่งอยู่บนเสื่อไม้ไผ่ มือเหี่ยวย่นของแกบรรจงปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนพอดีคำด้วยความชำนาญที่สั่งสมมานับสิบปี ในขณะที่ผมกำลังยืนงกๆ เงิ่นๆ อยู่ท่ามกลางความมืดสลัวของถนนสายเล็กในหลวงพระบาง ความเย็นของอากาศยามใกล้รุ่งไม่ได้ทำให้ผมสั่นเท่ากับความรู้สึก ‘แปลกแยก’ ที่เกาะกินในใจ นี่ไม่ใช่เช้าวันจันทร์ที่ผมต้องเร่งรีบคว้าแก้วกาแฟแล้วกระโจนขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไปสู้รบกับตัวเลขในตาราง Excel แต่นี่คือเช้าวันที่สี่ของการเดินทาง และเป็นครั้งแรกที่ผมยอมลุกจากที่นอนในเวลาที่คนเมืองยังฝันหวาน เพื่อมานั่งคุกเข่าบนพื้นดินเย็นเฉียบรอรับพระสงฆ์ที่กำลังจะเดินแถวผ่านมา “ผมแค่รู้สึกว่า... การทำแบบนี้มันดูพยายามเกินไปหรือเปล่า ลูคัส” ผมถามพลางมองก้อนข้าวเหนียวในมือที่ถูกบีบจนแบนเสียจนเสียรูป “เหมือนผมกำลังพยายามหลอกตัวเองว่าการทำบุญจะล้างความรู้สึกว่างเปล่าในใจได้” ลูคัสหันมามองผม ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นดูนิ่งสงบผิดกับวิญญาณนักเดินทางที่โหยหาความตื่นเต้นของเขา “คุณจำได้ไหมว่าทำไมเราถึงลาออก? ไม่ใช่เพราะอยากให้ชีวิตมีระเบียบวินัยแบบทหาร แต่เพราะอยากเรียนรู้ที่จะ ‘เป็น’ ไม่ใช่แค่ ‘ทำ’... การตื่นมาใส่บาตร ไม่ใช่พิธีกรรมเพื่อแลกกับความสบายใจ แต่มันคือการหยุดมองโลกในจังหวะที่ช้าลงต่างหาก” เสียงย่ำเท้าแผ่วเบาบนพื้นถนนคอนกรีตดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท กลุ่มสีเหลืองทองของจีวรค่อยๆ ปรากฏขึ้นในสายตาจากความมืดมิด เบื้องหน้าคือภาพขบวนพระสงฆ์ที่เดินเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง ผมลนลานเล็กน้อยเมื่อถึงคิวของตัวเอง ผมบรรจงหย่อนก้อนข้าวเหนียวลงในบาตรเหล็ก เสียงกระทบเบาๆ ของข้าวเหนียวกับก้นบาตรดังสะท้อนก้องในหู เหมือนเสียงเคาะประตูหัวใจที่ปิดตายมานาน จังหวะนั้นเอง หลวงพ่อรูปหนึ่งหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าผม ท่านไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ก้มมองด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยเมตตา แต่สิ่งที่ทำให้ผมใจกระตุกไม่ใช่คำสอนหรือคำให้พร แต่เป็นสัมผัสจากปลายจีวรที่ปัดผ่านมือผมไปเบาๆ ราวกับจะเตือนสติว่า ทุกอย่างที่ผมแบกมา ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวในงาน หรือรอยแผลจากความรักที่ยังไม่ลบเลือน มันก็เป็นเพียงฝุ่นผงที่เกาะอยู่บนจีวรใบนี้เท่านั้น เมื่อขบวนพระผ่านพ้นไป ความสว่างเริ่มคืบคลานเข้ามาขับไล่ความมืด ความเงียบถูกแทนที่ด้วยเสียงนกร้องและเสียงสนทนาพึมพำของผู้คน ลูคัสตบไหล่ผมเบาๆ “ไปเถอะ เรามีนัดกับกาแฟลาวที่ร้านเดิม” เราเดินกลับที่พักด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนถึงยอมตื่นเช้าขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะหน้าที่ แต่มันคือการได้สัมผัสความงามของโลกที่ยังไม่ถูกปรุงแต่งด้วยตารางงานอันยุ่งเหยิง ระหว่างทาง เราเดินผ่านที่พักของนักท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ผมเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่หน้าเกสต์เฮาส์ ท่าทางดูเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก ใบหน้าของเขามีร่องรอยของการร้องไห้ที่ยังไม่จางหายไปเสียทีเดียว ลูคัสชะลอฝีเท้าลง แต่ผมกลับรู้สึกถึงความคุ้นเคยบางอย่างที่สั่นสะเทือนในอก “ตะวัน เป็นอะไรไป?” ลูคัสถามเมื่อเห็นผมยืนแข็งทื่อ ผมไม่ได้ตอบเขา สายตาของผมจ้องเขม็งไปที่ชายคนนั้น เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นและสบตากับผมโดยบังเอิญ ร่างกายของผมเหมือนถูกแช่แข็งด้วยความเย็นเยียบที่แล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง คนคนนี้... เขาคือคนที่อยู่ในรูปถ่ายใบสุดท้ายที่ผมพยายามจะลืมทิ้งไว้ที่ประเทศไทย “ตะวัน? คุณรู้จักเขาเหรอ?” ลูคัสถามซ้ำด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น ผมไม่กล้าตอบ เพราะในมือของชายคนนั้นที่กำลังหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็ก เขากำลังถือตั๋วเครื่องบินที่ระบุชื่อผู้โดยสารเป็นชื่อที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นในระยะห่างแค่ไม่กี่เมตรนี้... ชื่อของคนที่ผมหนีมาไกลถึงหลวงพระบาง เพื่อหวังว่าจะไม่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ผมยังไม่พร้อมจะยอมรับ ขอบคุณทุกท่านที่ยังคงติดตามการเดินทางที่เต็มไปด้วยคำถามและรอยเท้าของผมนะครับ
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%