บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 5

มิตรภาพบนเรือช้า

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"คุณรู้จักเจ้าของตั๋วใบนี้หรือครับ?" เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยความฉงนของชายแปลกหน้าคนนั้น กระชากสติผมกลับมาจากห้วงความคิดที่กำลังหมุนคว้าง ตั๋วเครื่องบินในมือเขาสั่นไหวตามแรงลมจากแม่น้ำโขงที่พัดผ่านกราบเรือช้า ชื่อ 'รินรดา' ที่ประทับบนกระดาษใบนั้นดูราวกับจะเป็นคำสาปแช่งที่ตามมาหลอกหลอนผมถึงหลวงพระบาง หัวใจของผมเต้นแรงเสียจนรู้สึกได้ถึงจังหวะที่กระแทกกับกระดูกซี่โครง ผมเบือนหน้าหนี หลบสายตาของเขาไปยังผืนน้ำสีน้ำตาลขุ่นที่ไหลเชี่ยวอยู่เบื้องล่าง พยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ "เปล่าครับ..." ผมตอบเสียงแผ่ว พยายามทำน้ำเสียงให้เรียบเฉยที่สุด "แค่รู้สึกว่าชื่อมันคุ้นหูมาก... เหมือนชื่อคนที่ผมเคยรู้จักเมื่อนานมาแล้ว แต่คงไม่ใช่หรอกครับ โลกนี้มันกลมเกินไปถ้าคนๆ นั้นจะมาอยู่ตรงนี้" ชายคนนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้เซ้าซี้ แต่สายตาที่เขามองผมนั้นเต็มไปด้วยคำถาม เขาเก็บตั๋วใบนั้นใส่กระเป๋ากางเกงอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะหันมาพยักหน้าให้ผมเหมือนเป็นการหยั่งเชิง "ผมชื่อลูคัสครับ" เขาแนะนำตัวด้วยรอยยิ้มที่ดูจริงใจจนน่าหมั่นไส้สำหรับคนที่กำลังปิดบังความลับ "เดินทางคนเดียวเหรอครับ? ดูจากแววตาแล้ว คุณดูเหมือนคนที่มีเรื่องให้ต้องสะสางมากกว่ามาเที่ยวพักผ่อนนะ" ผมหัวเราะในลำคอ เป็นการหัวเราะที่ไร้ความสดใส "เรียกได้ว่าหนีมาน่าจะถูกต้องกว่าครับ หนีจากความวุ่นวาย หนีจากความคาดหวัง และหนีจาก... อดีตที่ผมยังไม่พร้อมจะมองย้อนกลับไป" เรือช้าลำเก่าเอียงวูบไปตามแรงกระแสน้ำ เสียงเครื่องยนต์ดีเซลที่ดังอึกทึกกลบความเงียบระหว่างเราได้เป็นอย่างดี ลูคัสหยิบขวดเบียร์ลาวขึ้นมาเปิด แล้วยื่นอีกขวดให้ผม ผมรับมันไว้ มือที่สั่นเทานิดๆ ของผมคงไม่เล็ดลอดสายตาคมกริบของเขาไปได้ "คุณรู้ไหมตะวัน" ลูคัสพูดขึ้นขณะมองออกไปยังฝั่งลาวที่เต็มไปด้วยแนวเขาสลับซับซ้อน "แม่น้ำโขงสายนี้ไม่เคยไหลย้อนกลับ เช่นเดียวกับชีวิตคนเรา สิ่งที่คุณทิ้งไว้ข้างหลังต่อให้มันมีน้ำหนักแค่ไหน เมื่อมันตกลงสู่สายน้ำนี้ มันก็จะค่อยๆ ถูกชะล้างออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงประสบการณ์ให้เราได้เรียนรู้ในวันที่เราเดินทางถึงจุดหมาย" "คุณพูดเหมือนคนที่ผ่านโลกมาเยอะนะครับลูคัส" ผมพิงหลังกับกาบเรือที่เต็มไปด้วยคราบสนิม "คุณเดินทางมานานแค่ไหนแล้ว?" "นานพอที่จะรู้ว่าการหนีไม่ได้ช่วยให้เราหลุดพ้นครับ" ลูคัสจิบเบียร์ช้าๆ สายตาของเขามองลึกเข้ามาในดวงตาผมราวกับจะทะลวงผ่านหน้ากากที่ผมสร้างขึ้น "ผมเคยหนีจากงานที่กดดัน หนีจากความสัมพันธ์ที่พังทลาย ผมแบกเป้ใบเดียวเดินทางไปทั่วโลก หวังว่าความเปลี่ยนแปลงของสถานที่และผู้คนจะช่วยรักษาแผลในใจ แต่คุณเชื่อไหม... สิ่งที่ผมพบกลับกลายเป็นว่า ยิ่งผมหนีไกลเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งพบตัวเองในรูปแบบที่แย่ลงเท่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมหยุดวิ่งนั่นแหละครับ ผมถึงเพิ่งรู้ว่าตัวปัญหาที่แท้จริงน่ะ คือผมที่ยืนอยู่ตรงนี้นี่เอง ไม่ใช่ที่ไหนเลย" คำพูดของเขากระแทกใจผมอย่างจัง ผมหลับตาลง นึกถึงภาพวันที่ผมตัดสินใจลาออกจากออฟฟิศ ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังเพียงเพราะไม่อยากเห็นสายตาผิดหวังของรินรดาในวันแต่งงานที่ล่มไม่เป็นท่าเพราะความไม่เอาไหนของผม ความทรงจำเหล่านั้นย้อนกลับมาเหมือนภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำไม่รู้จบ "แล้วถ้าอดีตมันยังไม่ปล่อยเราไปล่ะครับ?" ผมถามเสียงสั่น ลูคัสหันมาตบไหล่ผมเบาๆ "มิตรภาพบนเรือลำนี้อาจจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้คุณได้ทันที แต่มันจะช่วยให้คุณเห็นทางออกที่ชัดเจนขึ้นครับ ตะวัน... จงมองไปข้างหน้า แล้วเปิดใจรับความจริงที่กำลังจะปรากฏขึ้น" ทันใดนั้น ลมพายุพัดผ่านแม่น้ำอย่างกะทันหัน เสียงลมหวีดหวิวปนกับเสียงเครื่องยนต์ที่เริ่มสำลักน้ำมัน เรือโคลงเคลงจนผู้โดยสารคนอื่นๆ ต่างพากันแตกตื่น ลูคัสที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่างพลันชะงัก สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง เขามองข้ามไหล่ผมไปทางด้านหลังของเรือ "นั่นไงครับ" ลูคัสกระซิบ "ความจริงที่ผมว่า... มันกำลังเดินมาหาคุณแล้ว" ผมค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ หัวใจของผมแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าห้องโดยสาร หญิงสาวในชุดสีขาวเรียบง่าย ใบหน้าที่ผมคุ้นเคยดีที่สุดในโลกกำลังจ้องมองมาที่ผมด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยวและปนเปไปด้วยความเจ็บปวด เธอไม่ได้พูดอะไร แต่ในมือของเธอ... เธอกำลังถือตั๋วเครื่องบินใบเดียวกันกับที่ลูคัสถือเมื่อครู่เป๊ะๆ "ตะวัน... เรามีเรื่องต้องคุยกัน" เสียงของรินรดาเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงพายุที่โหมกระหน่ำ "เลิกหนีสักทีเถอะค่ะ" ทุกอย่างรอบตัวผมดูเหมือนจะหยุดนิ่ง ลูคัสถอยออกไปเว้นระยะให้เราสองคนอย่างรู้หน้าที่ ทิ้งให้ผมเผชิญหน้ากับผู้หญิงที่ผมพยายามหนีมาตลอดสามพันกิโลเมตร สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กระทบกับหลังคาเรือจนเกิดเสียงดังระงม ราวกับเสียงกลองที่กำลังเร่งจังหวะสู่บทสรุปที่ผมไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป ผมกำมือแน่น รู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้เปลี่ยนความหมายไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง และบางที... จุดหมายปลายทางของผมอาจไม่ใช่การได้พบตัวเอง แต่เป็นการเลิกเป็นคนขี้ขลาดในสายตาของเธอ ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นที่สุดตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ แบกเป้ท่องโลก
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%