บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 14

จักรยานคันเก่า

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
"ถ้าคุณยังยึดติดกับเฟืองที่ฝืดสนิทแบบนี้ ต่อให้คุณออกแรงปั่นจนขาแทบขาด จักรยานคันนี้ก็ไม่มีวันพาคุณไปถึงจุดหมายที่ต้องการหรอกครับตะวัน" ลูคัสพูดประโยคนี้ขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงันของเช้าที่ตลาดเมืองโบราณ เขาใช้ปลายนิ้วเขี่ยโซ่จักรยานคันเก่าที่ขึ้นสนิมกรัง เสียงโลหะกระทบกันดัง 'กริ๊ก' แผ่วเบา แต่สำหรับผม มันดังราวกับเสียงกัมปนาทที่ตอกย้ำถึงชีวิตที่ผมเคยเป็นมาตลอดสามสิบปี ผมจ้องมองจักรยานสีฟ้าซีดคันนี้ มันเป็นของเก่าที่ถูกทิ้งไว้หลังร้านเช่าจักรยาน เจ้าของร้านบอกว่ามันจอดนิ่งสนิทมาหลายปีจนลืมไปแล้วว่าเคยใช้งานอย่างไร ผมเลือกคันนี้แทนที่จะเลือกจักรยานไฟฟ้าคันใหม่เอี่ยมที่วางเรียงรายอยู่หน้าร้าน ลูคัสทำเพียงเลิกคิ้วมองผมด้วยสายตาที่อ่านยาก ก่อนจะหัวเราะหึในลำคอแล้วเดินไปคว้าจักรยานแม่บ้านคันโทรมไม่แพ้กันมาอีกคัน "ทำไมต้องเป็นคันนี้?" ลูคัสถามขณะหยอดน้ำมันหล่อลื่นลงบนข้อต่อโซ่ที่แข็งทื่อ "มันเหมือนผมครับ" ผมตอบสั้นๆ ขณะพยายามออกแรงกดบันไดจักรยานที่แทบไม่ขยับ "พยายามซ่อมแซม พยายามฝืนเดินหน้า ทั้งที่จริงๆ แล้วข้างในมันตายไปนานแล้ว" ลูคัสหยุดมือ เขาสบตาผมด้วยแววตาที่จริงจังเกินกว่าปกติ "คนเรามักหลงทางเพราะพยายามจะทำให้เครื่องจักรที่เสียไปแล้วกลับมาวิ่งด้วยความเร็วเท่าเดิม คุณตะวันครับ... การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การแข่งความเร็ว แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะปล่อยให้สนิมที่เกาะกินหัวใจได้กะเทาะออกบ้าง" เราเริ่มออกเดินทางเข้าสู่เขตเมืองโบราณ แสงแดดไม่ได้สาดส่องอย่างนุ่มนวลอย่างที่นิยายรักชอบเขียน แต่กลับแผดเผาจนเหงื่อซึมตามไรผม ถนนหินขรุขระทำให้จักรยานคันเก่าของผมสั่นสะเทือนจนข้อมือชาหนึบ ทุกครั้งที่โซ่สะดุด ผมรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงความทรงจำในอดีตที่ผมพยายามหนีมาตลอด... เสียงของความคาดหวังจากครอบครัว เสียงคำปฏิเสธจากคนที่ผมเคยรัก และเสียงความเงียบของห้องทำงานที่ผมขังตัวเองไว้ในคืนวันศุกร์ เราปั่นผ่านวิหารร้างที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้สูงใหญ่ ความเงียบสงัดของเมืองนี้บีบคั้นให้ผมต้องสำรวจความคิดตัวเองอย่างช่วยไม่ได้ ลูคัสปั่นนำหน้าโดยเว้นระยะห่างพอเหมาะ เขาไม่ชวนคุย แต่ความเงียบของเขากลับทำให้ผมรู้สึกปลอดภัย "คุณเคยเสียใจไหม?" ผมตะโกนถามท่ามกลางลมร้อนที่พัดผ่านวิหารเก่า ลูคัสเบรกกะทันหันจนยางบดกับพื้นถนนดังครืด เขาหันมามองผม รอยยิ้มที่มักจะปรากฏบนใบหน้าหายไปแทนที่ด้วยความนิ่งลึก "การไม่ทำอะไรเลยต่างหากครับที่น่าเสียใจที่สุด ผมเคยทิ้งทุกอย่างเพื่อมาตามหาบางอย่างที่ผมคิดว่ามันสำคัญกว่าตัวเอง จนวันหนึ่งผมถึงได้รู้ว่า สิ่งที่ผมตามหาน่ะ มันไม่มีอยู่จริง... เพราะมันคือสิ่งที่ผมต้องสร้างขึ้นมาเองในระหว่างทาง ไม่ใช่สิ่งที่ต้องไปหยิบฉวยจากที่ไหน" ผมชะงัก จักรยานของผมหยุดลงหน้าซากประตูเมืองที่พังทลายลงมาครึ่งหนึ่ง เศษอิฐที่ร่วงหล่นลงมาดูไม่ต่างจากเศษเสี้ยวชีวิตของผมที่กระจัดกระจาย ผมก้มลงมองที่บันไดจักรยาน สนิมที่เคยติดขัดเริ่มหลุดออกบ้างแล้วจากการใช้งานจริง ผมลองปั่นอีกครั้ง แรงต้านเริ่มลดลง แม้มันจะยังส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดไม่น่าฟัง แต่มันก็เริ่มเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ราบรื่นขึ้นอย่างน่าประหลาด เราหยุดพักดื่มน้ำใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างสระน้ำโบราณ ลูคัสล้วงกระเป๋าเป้หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมา เขาไม่ได้เปิดมัน แต่จ้องมองหน้าซองด้วยสายตาที่สั่นไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะซ่อนมันกลับเข้าไปในเป้เหมือนเดิม "ตะวันครับ" ลูคัสพูดขึ้นขณะมองออกไปที่ผืนน้ำนิ่งสงบ "คุณคิดว่าถ้าเราไปถึงจุดหมายสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้แล้ว เราจะกลายเป็นคนใหม่จริงๆ หรือเราแค่จะกลายเป็นคนเดิมที่แบกสัมภาระหนักขึ้นกว่าเดิมกันแน่?" คำถามนั้นเปรียบเสมือนหินที่ทิ้งลงในน้ำนิ่ง คำตอบของมันอาจจะไม่มีใครรู้ แต่ในตอนนั้นเอง สายตาของผมเหลือบไปเห็นเงาสะท้อนในน้ำ เงาของชายวัยสามสิบที่ดูโทรมลงกว่าตอนที่เริ่มออกเดินทาง แต่ในแววตากลับมีความชัดเจนบางอย่างที่ผมไม่เคยสัมผัสได้มาก่อน ทว่า ในขณะที่ผมกำลังจะตอบคำถามของเขานั้นเอง ชายร่างสูงในชุดสูทสีเข้ม—ซึ่งดูขัดกับสภาพเมืองโบราณอย่างสิ้นเชิง—ก็เดินก้าวออกมาจากแนวพุ่มไม้ฝั่งตรงข้าม เขาถือเอกสารบางอย่างในมือและตรงเข้ามาหาเราด้วยท่าทีคุกคามที่ไม่ปิดบัง ลูคัสลุกขึ้นยืนทันที มือของเขากำสายเป้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ชายคนนั้นหยุดอยู่ตรงหน้าเราพร้อมกับยื่นเอกสารแผ่นหนึ่งมาให้ลูคัส ก่อนจะเหลือบมามองที่ผมด้วยสายตาเย็นเยียบที่ทำให้ผมขนลุกชันไปถึงกระดูกสันหลัง "คุณหนีมาไกลพอแล้ว ลูคัส... ตอนนี้ถึงเวลาต้องกลับไปรับผิดชอบสิ่งที่ทิ้งไว้ข้างหลังเสียที" ชายคนนั้นกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะเบนสายตามาจ้องผมแล้วยิ้มที่มุมปาก "และคุณเองก็ควรเลิกเอาชีวิตของคนอื่นมาบังหน้าเสียที... เพราะความลับที่คุณกำลังตามหา มันไม่ได้อยู่ในเมืองร้างแห่งนี้ แต่มันอยู่ในกระเป๋าใบนั้นที่เพื่อนคุณกำลังหวงนักหนานั่นแหละ" ลูคัสตัวแข็งทื่อ เขาหันมามองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและหวาดกลัวอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ในเสี้ยววินาทีนั้น ผมตระหนักได้ว่าเรื่องราวที่ผมคิดว่าคือ 'การตามหาตัวเอง' แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงฉากบังหน้าของปริศนาที่ใหญ่กว่า และผมได้เผลอก้าวเข้ามาอยู่ในวงล้อมของมันเสียแล้ว ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกผ่านตัวอักษรไปพร้อมกับผมนะครับ แบกเป้ท่องโลก
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%