"คุณเชื่อเรื่องการลบไฟล์ที่เสียหายทิ้งไปจากความทรงจำไหมล่ะ ตะวัน?"
ลูคัสเอ่ยถามพลางจิบไวน์ราคาถูกในแก้วพลาสติก สายตาของเขาไม่ได้มองมาที่ผม แต่มองออกไปบนพื้นถนนที่เปียกชื้นหลังฝนหยุดตกในเมืองเก่าแห่งหนึ่งของยุโรปตะวันออก แสงไฟจากร้านค้าริมทางสะท้อนกับหยดน้ำบนพื้นจนดูเหมือนเศษกระจกที่แตกกระจาย
ผมไม่ตอบทันที นิ้วมือสั่นน้อยๆ ขณะวางมวนบุหรี่ลงบนขอบที่เขี่ย กลิ่นยาสูบจางๆ ผสมกับกลิ่นดินหลังฝนตกไม่ได้ช่วยให้ความอึดอัดในอกจางหายไปเลยแม้แต่น้อย ในสมองของผม ภาพใบหน้าของ 'ริน' ที่กำลังยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะเดินหันหลังให้ผมที่สนามบินเมื่อสามปีก่อน มันหวนกลับมาฉายชัด ราวกับว่ามีใครบางคนเพิ่งกดปุ่ม 'Play' ในหัวของผมอีกครั้ง
"ไฟล์ที่เสียหาย... มันไม่ได้ถูกลบไปหรอกลูคัส" ผมเค้นเสียงตอบ ความพยายามที่จะดูใจเย็นล้มเหลวไม่เป็นท่า "มันแค่ถูกย้ายไปเก็บไว้ในถังขยะ และทุกครั้งที่เราเผลอไผล มันก็จะเด้งขึ้นมาเตือนเราเสมอ ว่าเรายังไม่เคยกด 'Empty Recycle Bin' อย่างแท้จริง"
ลูคัสหันมามองผม แววตาของชายหนุ่มผู้รักอิสระคนนี้มีความเห็นใจฉายชัด เขาไม่ได้พยายามสอนอะไรผมในนาทีนี้ เหมือนที่เขาเคยทำในหลายๆ วันที่ผ่านมา แต่เขากลับเลือกที่จะเงียบ ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์
ผมควักสมุดบันทึกเล่มเก่าออกมา หน้ากระดาษบางจุดเปื้อนคราบกาแฟและรอยยับจากการพับทิ้งไว้ มันเป็นสมุดที่รินเคยซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดปีสุดท้ายของเรา บนปกด้านในมีลายมือเขียนว่า *'ขอให้ทุกบันทึกของตะวัน มีรอยยิ้มของฉันอยู่ด้วยนะ'*
สามปีที่ผ่านมา ผมแบกสมุดเล่มนี้มาครึ่งค่อนโลก ผมคิดว่าผมแบกมันมาเพื่อเป็นความทรงจำที่สวยงาม แต่ความจริงแล้ว... ผมแบกมันมาเพื่อตอกย้ำว่าผมคือคนขี้ขลาดที่ไม่เคยกล้าทิ้งอดีต
"ฉันเจอรูปนี้ในกระเป๋าเป้ เมื่อตอนบ่าย" ผมพูดขึ้น ทำลายความเงียบที่กดดัน
ผมยื่นรูปถ่ายใบเล็กๆ ให้ลูคัส เป็นรูปถ่ายโพลารอยด์ที่สีซีดจางไปตามกาลเวลา ในรูปคือเราสองคนนั่งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้าง ลูคัสรับมันไปพิจารณาครู่หนึ่งก่อนจะคืนให้ เขาไม่ได้ถามอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเขารู้ดีว่าความเจ็บปวดบางอย่าง การมีคนถามถึงมันคือการซ้ำเติมแผลสด
"ทำไมวันนี้ถึงพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา?" ลูคัสถามเสียงนุ่ม
"เพราะเมื่อกี้... ตอนที่เดินผ่านร้านขายของเก่าใกล้สถานีรถไฟ" ผมเว้นจังหวะ มือขวาบีบแก้วพลาสติกจนเสียรูป "ฉันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งใส่เสื้อกันหนาวสีมัสตาร์ดเหมือนที่รินชอบใส่ เธอหันหลังให้ฉัน ผมทรงนั้น ท่าทางตอนที่เธอปัดผมข้างหู... หัวใจฉันมันเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ฉันวิ่งตามเธอไป ลูคัส ฉันวิ่งตามจนหอบ แต่พอผู้หญิงคนนั้นหันกลับมา... เธอไม่ใช่ริน"
ความรู้สึกผิดหวังถาโถมเข้ามาในอกราวกับคลื่นยักษ์ มันไม่ใช่แค่ความผิดหวังที่เห็นผิดคน แต่มันคือความผิดหวังที่ตระหนักได้ว่า ตัวผมเองยังคงมองหาเงาของอดีตในทุกที่ที่ไปเยือน ผมหนีจากงานที่กดดัน หนีจากเมืองที่ตึงเครียด เพื่อมาหาตัวเองในต่างแดน แต่ลึกๆ แล้ว ผมยังคงเป็นชายคนเดิมที่ติดอยู่ในวังวนของความหลัง
"นายไม่ได้มองหาเธอหรอกตะวัน" ลูคัสพูดแทรกขึ้นมา น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและจริงจังจนผมต้องเงยหน้าขึ้นมอง "นายกำลังมองหา 'ตัวตนของนายในตอนนั้น' ต่างหาก นายคิดว่าถ้าวันนั้นนายไม่ได้ทำพลาด ถ้าวันนั้นนายไม่ปล่อยมือเธอไป นายก็คงจะเป็นคนที่มีความสุขและสมบูรณ์แบบไปแล้ว แต่นายลืมไปอย่างหนึ่งนะ... ชีวิตมันไม่ใช่นิยายที่มีฉากย้อนกลับไปแก้ไขได้"
คำพูดของลูคัสเปรียบเสมือนหมัดฮุคเข้ากลางใจ มันจริงเสียจนผมเถียงไม่ออก ผมก้มหน้าลงมองสมุดบันทึกในมือ พลางเปิดไปหน้าที่ว่างเปล่าหน้าสุดท้าย
"นายควรจะเริ่มเขียนบันทึกหน้าใหม่ได้แล้วนะ ตะวัน" ลูคัสลุกขึ้นยืนตบไหล่ผมเบาๆ "พรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางแต่เช้าไปที่เทือกเขาแอลป์ เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ อดีตมันหนักเกินกว่าจะแบกขึ้นไปบนยอดเขานั้นนะ"
ลูคัสเดินแยกไปทางห้องพัก ทิ้งให้ผมนั่งอยู่กับความเงียบอีกครั้ง ผมถอนหายใจยาว ก่อนจะตัดสินใจหยิบปากกาออกมา เตรียมจะเขียนความรู้สึกในวันนี้ลงไป แต่นิ้วมือของผมกลับชะงักค้างเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นบางอย่างที่แทรกอยู่ในซอกสมุด
มันเป็นเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่ถูกพับไว้อย่างประณีต ผมจำมันได้ดี มันไม่ใช่ลายมือของผม... แต่เป็นลายมือของรินที่ผมมั่นใจว่าผมทิ้งมันไปตั้งแต่วันที่เลิกกันแล้ว
มือที่สั่นเทาค่อยๆ คลี่กระดาษแผ่นนั้นออกช้าๆ หัวใจของผมเต้นรัวจนแทบไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง ภายในกระดาษเขียนด้วยตัวหนังสือเพียงไม่กี่คำ แต่มันกลับทำให้โลกทั้งใบของผมหยุดหมุนไปชั่วขณะ
* 'ถ้าอ่านข้อความนี้... แสดงว่าเธอเริ่มออกเดินทางแล้วสินะ ตะวัน' *
ข้างล่างนั้นคือที่อยู่ของโรงแรมเล็กๆ ในเมืองที่ผมกำลังนั่งอยู่ตอนนี้ พร้อมกับข้อความปิดท้ายที่ทำให้เลือดในกายผมเย็นเฉียบจนแข็งทื่อ
*'ฉันรอเธออยู่ที่นี่มาสามวันแล้ว... เดินไปที่ระเบียงห้องพักของเธอสิ แล้วเธอจะเห็นว่าฉันไม่ได้ไปไหนเลย'*
ผมค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปยังระเบียงห้องพักชั้นสามของโรงแรมฝั่งตรงข้าม เงาร่างหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่หลังผ้าม่านสีขาวที่ปลิวไสวตามแรงลม ร่างนั้นดูคุ้นตาจนผมแทบหยุดหายใจ และในวินาทีที่เธอขยับตัวก้าวออกมายังแสงไฟ เธอก็หันมามองตรงมาที่ผมพอดี
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกผ่านตัวอักษรไปพร้อมกับผมนะครับ
แบกเป้ท่องโลก
บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 15
ปมในใจที่ยังค้างคา
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!