“ถ้านายยังขังตัวเองอยู่กับคำถามเดิมๆ ว่า ‘จะทำอะไรต่อ’ จนจบการเดินทางนี้ ผมบอกได้เลยว่ารองเท้าคู่ที่นายใส่อยู่พังก่อนที่จะได้คำตอบแน่ๆ ครับตะวัน”
ลูคัสโยนผ้าเช็ดตัวเปียกชื้นลงบนเก้าอี้หวาย เสียงน้ำฝนที่กระทบหลังคาสังกะสีของโฮสเทลเก่าแก่ในดานังกลายเป็นจังหวะหนวกหูที่บาดลึกเข้าไประบบประสาทของผม ผมนั่งมองหยดน้ำที่ไหลเอื่อยเป็นทางยาวบนกระจกหน้าต่างเบลอๆ ราวกับชีวิตในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมาที่ถูกขีดเขียนไว้ด้วยตารางงานและเป้าหมายที่คนอื่นวางให้
“ฉันไม่ได้ขังตัวเองหรอกลูคัส” ผมตอบโดยไม่หันไปมอง “ฉันแค่กำลังพยายามหาทางออก แต่ดูเหมือนประตูทุกบานที่ฉันลองผลัก มันจะล็อคอยู่จากด้านนอกเสมอ”
ลูคัสเดินมาหยุดข้างๆ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ความเงียบของเขามันกดดันกว่าคำพูด เขาหยิบเบียร์ท้องถิ่นขึ้นมาเปิด เสียง ‘ป๊อก’ ของฝาขวดดังเด่นชัดท่ามกลางเสียงพายุที่โหมกระหน่ำภายนอก เมืองดานังที่เคยมีสีสันสดใสในยามค่ำคืน ดูเงียบเหงาและถูกกลืนกินด้วยม่านหมอกสีเทา เหมือนกับอนาคตของผมที่มองไม่เห็นแม้แต่เงาของความหวัง
“นายรู้ไหมว่าทำไมคนถึงชอบกลัวฝน?” ลูคัสถามขึ้น พลางส่งเบียร์มาให้ผม “เพราะมันทำให้เราต้องหยุดเคลื่อนไหว ทั้งที่จริงๆ แล้ว ในวินาทีที่นายหยุดเดิน นั่นแหละคือนาทีที่นายจะได้ยินเสียงความคิดตัวเองชัดที่สุด”
ผมรับขวดเบียร์มาถือไว้ ความเย็นจัดจากขวดซึมผ่านฝ่ามือไปถึงหัวใจ ผมนึกถึงจดหมายลาออกที่ผมเซ็นทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานที่กรุงเทพฯ นึกถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของแม่ และนึกถึงภาพถ่ายคู่กับใครบางคนในอดีตที่ผมยังไม่กล้าแม้แต่จะหยิบออกมาดูจากก้นกระเป๋าเป้ใบนี้ ผมไม่ได้ทิ้งชีวิตเดิมเพื่อมาค้นพบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่หรอกครับ ผมแค่หนี... หนีจากความว่างเปล่าที่กัดกินผมจากภายใน
“บางครั้งความว่างเปล่ามันก็ดูน่ากลัวเกินกว่าจะยอมรับนะลูคัส” ผมระบายออกมาเบาๆ “การไม่มีเป้าหมาย มันเหมือนกับการล่องเรืออยู่กลางทะเลโดยไม่มีเข็มทิศ นายมองไปทางไหนก็เจอแต่น้ำ... ไร้จุดหมาย ไร้ที่ไป”
“แต่นั่นคืออิสระที่แท้จริงไม่ใช่หรือครับ?” ลูคัสยิ้ม รอยยิ้มที่ทำให้ผมมักจะรู้สึกว่าเขามองทะลุเข้ามาในกระดูกดำของผม “อิสระจากการถูกคาดหวัง อิสระจากการเป็น ‘ตะวัน’ คนที่ต้องประสบความสำเร็จก่อนอายุสามสิบ นายลองปล่อยให้พายุข้างนอกนั่นชำระล้างไอ้ความกังวลพวกนั้นดูบ้างไหม”
ผมวางขวดเบียร์ลงบนขอบหน้าต่าง แสงไฟนีออนจากป้ายร้านค้าฝั่งตรงข้ามสะท้อนกับน้ำฝนที่ท่วมขังบนถนน เกิดเป็นภาพลวงตาที่บิดเบี้ยว ผมหลับตาลง พยายามทบทวนภาพความทรงจำที่แตกสลาย สิ่งที่ผมทำมาตลอด 16 วันของการเดินทาง คือการพยายาม ‘เติม’ อะไรบางอย่างเข้าไปในชีวิตที่ว่างเปล่า โดยไม่เคยยอมรับเลยว่าจริงๆ แล้ว พื้นที่ว่างพวกนั้นแหละ คือจุดเริ่มต้นของการสร้างตัวตนใหม่
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูห้องพักก็ดังขึ้นถี่และหนักแน่น ไม่ใช่จังหวะของพนักงานทำความสะอาดโฮสเทลแน่ๆ ลูคัสขมวดคิ้ว เขาหันไปมองประตูด้วยสีหน้าสงสัย ก่อนจะบุ้ยปากให้ผมเป็นคนไปเปิด
ผมลุกขึ้นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในอก ราวกับมีลางสังหรณ์บางอย่างที่เตือนว่าสิ่งที่อยู่อีกด้านของประตู จะเปลี่ยนทิศทางลมในชีวิตผมไปตลอดกาล ผมหมุนกลอนประตูช้าๆ ลมฝนที่พัดกรรโชกเข้ามาปะทะใบหน้าจนหนาวสั่น แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องหยุดหายใจ ไม่ใช่กระแสลมหรือละอองฝน
หญิงสาวคนหนึ่งยืนตัวเปียกโชกอยู่หน้าห้อง เส้นผมของเธอแนบไปกับใบหน้า ดวงตาที่สั่นระริกคู่เดิมที่ผมพยายามลืมมาตลอดหลายปีจ้องมองมาที่ผมด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
“ตะวัน... ฉันรู้อยู่แล้วว่านายต้องมาที่นี่” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า ก่อนจะยื่นจดหมายซองสีน้ำตาลที่คุ้นตาให้ผม “และฉันก็รู้ด้วยว่า สิ่งที่นายทิ้งไว้ที่กรุงเทพฯ มันไม่ใช่แค่ความหมดไฟ... แต่เป็น ‘ความลับ’ ที่นายฝังไว้กับฉันตั้งแต่วันนั้น”
ความเย็นยะเยือกแล่นเข้าสู่หัวใจทันทีที่ผมเห็นชื่อผู้ส่งบนจดหมายใบนั้น นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และการเดินทางครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ได้มีไว้เพื่อตามหาตัวเองเพียงลำพังเสียแล้ว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกผ่านตัวอักษรไปพร้อมกับผมนะครับ
แบกเป้ท่องโลก
บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 16
ฝนตกที่ดานัง
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!