บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 47

ลมหายใจสุดท้ายก่อนถึงยอด

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
ปลายรองเท้าเดินป่าสีมอซอจมดิ่งลงไปในชั้นหิมะกึ่งน้ำแข็งที่ยุบตัวลงครึ่งนิ้วทุกครั้งที่ทิ้งน้ำหนักลงไป ความเย็นยะเยือกไม่ได้แทรกซึมผ่านเนื้อผ้า Gore-Tex เข้ามา แต่ความเหนื่อยล้าต่างหากที่กัดกินลึกลงไปถึงไขกระดูก ร่างกายของตะวันส่งเสียงกรีดร้องผ่านกล้ามเนื้อต้นขาที่สั่นระริก ทุกๆ ลมหายใจที่สูบฉีดเข้าปอดในความสูงระดับสี่พันเมตรเหนือระดับน้ำทะเลให้ความรู้สึกเหมือนกำลังสูดผงแก้วละเอียดเข้าไปแทนออกซิเจน "ถ้าก้าวต่อไปอีกร้อยก้าว แล้วมันไม่มีอะไรดีขึ้นล่ะ ลูคัส?" เสียงของตะวันแหบแห้งและขาดห้วง มันลอยหายไปกับกระแสลมบางเบาบนสันเขาอันเปลี่ยวร้าง ลูคัสที่ปีนนำอยู่เบื้องบนหยุดชะงัก เขาไม่ได้หันกลับมาทันที นักเดินทางชาวฝรั่งเศสผู้นั้นปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่ของมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ปักไม้เท้าลงกับพื้น หันหลังกลับมาด้วยรอยยิ้มที่อ่อนล้าแต่เต็มไปด้วยแววตาแห่งความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง รอยยิ้มนั้นไม่ได้เยาะหยันความอ่อนแอ แต่มันคือการยอมรับความจริงร่วมกัน "นายไม่ได้กำลังเดินขึ้นไปเพื่อพิสูจน์ให้ยอดเขานี้เห็นว่านายเก่งกาจแค่ไหนหรอกนะ ตะวัน" ลูคัสถอดถุงมือกันหนาวออกข้างหนึ่ง ใช้หลังมือปาดเหงื่อที่แข็งตัวบริเวณขมับ "นายแค่อยากรู้ว่า... หัวใจที่เคยตายด้านไปแล้วดวงนั้น มันยังสามารถเต้นแรงเพื่อความเจ็บปวดและการมีชีวิตอยู่ได้อีกครั้งหรือเปล่าต่างหาก" คำพูดนั้นราวกับถูกคมมีดกรีดลงบนปมในใจที่ตะวันพยายามซ่อนไว้ตลอดสามปีที่ผ่านมา ภาพอดีตในห้องทำงานกระจกใสใจกลางกรุงเทพมหานครผุดขึ้นมาในหัว ราตรีอันยาวนานที่เขาจดจ่ออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อแลกกับความสำเร็จจอมปลอม เสียงถอนหายใจของคนรักเก่าในวันที่เธอเดินจากไปเพราะเขาไม่มี 'เวลา' แม้แต่จะรับฟังเสียงร้องไห้ของเธอ ทุกความล้มเหลว ทุกความรู้สึกผิดที่ว่าตนเองเป็นมนุษย์ที่บกพร่องและล้มเหลวในทุกๆ บทบาทของชีวิต มันถูกแบกไว้บนบ่าสองข้างนี้—หนักหน่วงยิ่งกว่าเป้สนามใบโตที่เขาสะพายอยู่เสียอีก ตะวันก้มมองมือของตัวเองที่สั่นเทา ถุงมือหนังเก่าๆ ที่ผ่านฝุ่นควันมาครึ่งค่อนโลก บัดนี้มันช่างดูไร้เรียี่ยวแรง ปลายทางข้างหน้าคือยอดเขาแอ็กซิเนีย จุดสูงสุดของเส้นทางเทรคกิ้งที่เขาตั้งเป้าไว้ตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจลาออกและจองตั๋วเที่ยวเดียวบินข้ามทวีปมา แต่วินาทีนี้... อากาศที่เบาบางทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังจะหมดลมหายใจ ร่างทั้งร่างบอกให้พอ เข่าทั้งสองข้างอ่อนปวกเปียก สมองส่วนสัญชาตญาณการเอาตัวรอดส่งสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานว่า หากฝืนเดินต่อไป อาจไม่มีแม้แต่แรงจะเดินกลับลงไปข้างล่าง นี่คือจุดตัดที่มนุษย์ต้องเลือกระหว่าง "ความดื้อรั้น" กับ "ความกล้าหาญที่จะปล่อยวาง" ลูคัสไม่เร่งรัด เขานั่งลงบนก้อนหินที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ หยิบกระติกน้ำอลูมิเนียมออกมาจิบเงียบๆ เปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมทางได้เผชิญหน้ากับปีศาจในใจของตนเองโดยไม่มีการแทรกแซง ตะวันหลับตาลง ชั่วขณะนั้น เสียงลมที่พัดหวีดหวิวรอบกายราวกับเสียงกระซิบจากอดีต เสียงวิจารณ์จากหัวหน้างาน เสียงถอนหายใจของพ่อแม่ และเสียงร่ำลาของคนรักเก่า ทุกเสียงดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท มันคือความกดดันทั้งหมดที่เขายอมแบกรับไว้บนบ่าโดยไม่เคยกล้าปฏิเสธ และในวันนี้ เขากำลังจะยอมแพ้ให้แก่ความเหนื่อยล้า หรือเขาแค่กำลังเรียนรู้ที่จะบอกตัวเองว่า การหันหลังกลับไม่ได้แปลว่าพ่ายแพ้เสมอไป? ดวงอาทิตย์เริ่มเคลื่อนตัวเข้าใกล้เส้นขอบฟ้า แสงสีส้มอมชมพูสาดส่องลงบนยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน เกิดเป็นประกายระยิบระยับราวกับผงเพชร ทัศนียภาพเบื้องหน้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทะเลหมอกหนาทึบแผ่ตัวอยู่เบื้องล่าง ลบล้างความรู้สึกคับแคบและอึดอัดที่เคยเกาะกุมหัวใจเขามาตลอดชีวิตการทำงานในเมืองกรุง "ฉันเหนื่อยเหลือเกิน ลูคัส" ตะวันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ หยดน้ำตาอุ่นๆ รินไหลออกจากหางตาและจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งบางๆ บริเวณแก้ม "ฉันพยายามวิ่งไล่ตามหาความหมายของชีวิต จนลืมไปว่า... ฉันทำหล่นหายไปตั้งแต่ตอนไหน" ลูคัสวางกระติกน้ำลง เขาสบตาตะวันด้วยแววตานิ่งสงบ "บางทีนะตะวัน... นายอาจจะไม่ได้ทำมันหล่นหายระหว่างทางหรอก แต่นายอาจจะไม่เคยมีมันตั้งแต่วันแรกต่างหาก นายแค่ใช้ชีวิตตามที่คนอื่นขีดเส้นไว้ให้ จนลืมถามตัวเองว่านายต้องการอะไรกันแน่" เพื่อนชาวฝรั่งเศสเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วยื่นมือข้างที่สวมถุงมือหนามาตรงหน้าตะวัน "แต่ตอนนี้ นายกำลังยืนอยู่ที่นี่ ด้วยสองเท้าของนายเอง ผ่านมาได้สี่สิบเจ็ดวันแล้วนะเพื่อนยาก ไม่ว่านายจะตัดสินใจก้าวขึ้นไปต่อ หรือจะหันหลังเดินกลับลงไปพร้อมกับฉันตอนนี้ ความจริงที่ว่า 'นายได้กล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองแล้ว' ก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปหรอก" ตะวันมองมือของลูคัสสลับกับยอดเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องบน ระยะทางอีกเพียงไม่กี่ร้อยเมตร แต่มันต้องใช้พลังงานทั้งหมดที่เหลืออยู่ของวิญญาณดวงนี้ ลมหายใจเฮือกสุดท้ายสูบฉีดเข้าสู่ปอดอีกครั้ง ความลังเลระลอกใหญ่ซัดเข้าใส่หัวใจจนเต้นรัวเร็วกว่าเดิม เขายื่นมือออกไปสัมผัสกับมือของลูคัส ปลายนิ้วสัมผัสกันท่ามกลางความหนาวเหน็บ สติสัมปชัญญะของเขากำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความเจ็บปวดทางกายกับการทลายกำแพงในจิตใจ ทว่า ในวินาทีที่ตะวันกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตัดสินใจว่าจะก้าวต่อหรือพอแค่นี้... เสียงฝเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงหอบหายใจดังขึ้นจากเส้นทางเบื้องหลัง—เส้นทางที่ควรจะว่างเปล่าเพราะไม่มีนักเดินทางคนอื่นตามหลังพวกเขามาอีกแล้วในฤดูกาลนี้ ทั้งตะวันและลูคัสหันขวับไปมองพร้อมกันด้วยความตกใจ ร่างในชุดกันหนาวสีแดงสดปรากฏขึ้นจากหลังโหม่งหิน ผ้าพันคอไหมพรมผืนคุ้นตาปลิวไสวตามแรงลม และเมื่อบุคคลปริศนานั้นดึงฮู้ดกันหนาวลง เผยให้เห็นใบหน้าที่ตะวันไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นในสถานที่แห่งนี้—สถานที่ที่ไกลแสนไกลจากความทรงจำอันเจ็บปวดที่สุดของเขา "คิดจะทิ้งฉันไว้ข้างล่างคนเดียวจริงๆ น่ะเหรอ ตะวัน?" เสียงนั้นทำให้ลมหายใจของตะวันสะดุดกึก หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครของผมมาจนถึงบทนี้นะครับ แบกเป้ท่องโลก
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%