บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 48

ยอดเขาแห่งจิตวิญญาณ

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
นิ้วมือที่สวมถุงมือกันหนาวไหม้เกรียมของผม กำลังสั่นเทาขณะเอื้อมไปดึงซิปเสื้อแจ็คเก็ตกันลมให้ปิดสนิทถึงใต้คาง อุณหภูมิลบสิบสององศาเซลเซียสบนความสูงสามพันแปดร้อยเมตรจากระดับน้ำทะเล ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเลขบนเทอร์โมมิเตอร์จะอธิบายได้หมด มันคือความหนบหนابที่แทรกซึมผ่านเนื้อผ้า เข้าไปกัดกินกระดูก และบีบเค้นออกซิเจนจากปอดทุกครั้งที่สูดหายใจเข้า "ถ้าคุณยังเดินเร็วกระชั้นแบบนั้น ยอดเขาจะไม่ใช่ที่ที่คุณจะได้พบความสงบ แต่มันจะเป็นที่ที่คุณหมดสติไปเสียก่อนนะครับ ตะวัน" เสียงทุ้มต่ำของลูคัสแว่วมาจากเบื้องหลัง ผ่านม่านหมอกสีขาวจัดที่หนาทึบจนมองไม่เห็นแม้แต่เงาของพื้นดินเบื้องล่าง เพื่อนร่วมทางชาวฝรั่งเศสหยุดยืนพิงก้อนหินใหญ่สีดำสนิท ลมหายใจของเขาพ่นไอสีขาวโพลนออกมาราวกับเครื่องจักรไอน้ำเก่าๆ ที่ยังคงทำงานอย่างทรหด ผมหยุดฝีเท้า ทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นหิมะที่ปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งระยิบระยับ ความเหนื่อยล้าสะสมตลอดสี่สิบเจ็ดวันที่ผ่านมาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นใต้น้ำ ซัดกระหน่ำจนหัวใจเต้นโครมครามอยู่ในอก เสียงหอบหายใจของตัวเองดังกลบเสียงลมที่พัดหวีดหวิวอยู่รอบกาย ในสมองของผม ภาพห้องทำงานอับๆ ที่กรุงเทพฯ ผุดขึ้นมาอีกครั้ง กลิ่นกระดาษเอกสาร เสียงแป้นพิมพ์ที่เร่งรีบ และสายตาตำหนิจากหัวหน้าในวันสุดท้ายของการทำงาน มันเคยเป็นโลกทั้งใบที่ผมแบกไว้บนบ่า และเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเกือบพังทลายลงทั้งเป็น "ผมแค่อยากรีบเดินให้พ้นหมอกพวกนี้" ผมเอ่ยเสียงแหบแห้ง รสชาติเค็มปร่าของเหงื่อและเลือดจางๆ จากริมฝีปากที่แตกแห้งผสมปนเปกัน "ผมรู้สึกเหมือน... ยิ่งเดินขึ้นสูงเท่าไหร่ อดีตมันก็ตามทันผมเร็วขึ้นเท่านั้น ลูคัส" ลูคัสถอดถุงมือออก ใช้มือเปล่าๆ ที่แดงก่ำจากความหนาวหยิบกระติกน้ำสแตนเลสยื่นให้ผม เขานั่งยองๆ ลงตรงหน้า ดวงตาสสีฟ้าจัดภายใต้กรอบแว่นกันแดดจ้องมองทะลุผ่านความว่างเปล่ามาที่ผม "คุณกำลังวิ่งหนีเงาตัวเองในที่ที่ไม่มีแสงแดดต่างหากล่ะ ตะวัน" ลูคัสกล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "คุณคิดว่าการทิ้งตึกสูงที่กรุงเทพฯ แล้วแบกเป้ขึ้นมาบนเทือกเขาหิมาลัย จะทำให้ความทรงจำเรื่องแฟนเก่า หรือความรู้สึกผิดที่ล้มเหลวจากงานโปรเจกต์นั้นมันหายไปได้จริงๆ หรือครับ? ภูเขาไม่ได้มีหน้าที่ลบล้างอดีต แต่มันมีหน้าที่ทำให้คุณเห็นว่า... ตัวเองตัวเล็กแค่ไหนต่างหาก" คำพูดนั้นราวกับมีค้อนเหล็กมาทุบลงกลางใจ ผมเงียบงัน ก้มมองมือทั้งสองข้างของตัวเองที่สั่นเทา ความโกรธเกรี้ยว ความอึดอัด และความหวาดกลัวที่สะสมมานานนับปี ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในอกจนจุกแน่น จริงสินะ... ผมไม่ได้มาเพื่อค้นหาความสุข ผมแค่วิ่งหนีความจริง ผมแค่นอนไม่หลับมาเป็นเดือนๆ หลังจากวันเลิกรา และวันประกาศลาออกที่ไม่มีใครรั้งไว้ ผมใช้การเดินทางเป็นยาชา เพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าในใจ แต่ยิ่งเดินทางไกลเท่าไหร่ ความเงียบงันรอบตัวก็ยิ่งขยายเสียงก้องของปมในอดีตให้ดังขึ้นเท่านั้น "แล้วผมควรทำยังไง... ในเมื่อข้างในมันยังเจ็บอยู่เลยล่ะ ลูคัส" ผมถามเสียงสั่น เผลอกัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด ลูคัสไม่ตอบทันที เขายื่นมือตบไหล่ผมเบาๆ ผ่านเนื้อผ้าหนาของเสื้อแจ็คเก็ต ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วผายมือออกไปยังเบื้องหน้า "หลับตาลงสิครับ... แล้วลองฟังเสียงรอบตัวดู" ผมลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง ปล่อยให้ความมืดมิดเข้าครอบ ในวินาทีแรก สิ่งที่ได้ยินคือเสียงหัวใจเต้นรัวของตัวเอง และเสียงลมหายใจที่ติดขัด แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่วินาที... เสียงเหล่านั้นเริ่มเบาลง ลมที่เคยพัดหวีดหวิวกลับกลายเป็นเสียงซัดสาดของสายลมที่ผ่านยอดสนเบื้องล่าง เสียงก้อนหินและเกล็ดน้ำแข็งที่กระทบกันเบาๆ และที่สำคัญที่สุด... ความเงียบสงบอันกว้างใหญ่ที่ไม่มีขอบเขต ไม่มีเสียงแจ้งเตือนจากอีเมล ไม่มีเสียงเร่งรีบจากนาฬิกาปลุก ไม่มีแม้กระทั่งเสียงความคิดที่คอยพิพากษาความล้มเหลวของตัวเอง ในหมอกหนาทึบที่มองไม่เห็นทางข้างหน้า ผมกลับรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด มันคือความว่างเปล่าที่เปิดพื้นที่ให้หัวใจได้พักผ่อน หลังจากที่มันต้องแบกรับความคาดหวังของคนอื่นมาตลอดสามสิบปี ผมสูดลมายใจลึกเข้าไปจนเต็มปอด ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วช่องอก แต่มันกลับทำให้ความร้อนรุ่มในใจมอดดับลงอย่างน่าประหลาด ผมลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทิวทัศน์รอบตัวยังคงเป็นสีขาวโพลนของสายหมอก แต่บางสิ่งในแววตาของผมได้เปลี่ยนไปแล้ว ความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความยอมรับ เรานั่งเงียบๆ ด้วยกันท่ามกลางความหนาวเหน็บและความเวิ้งว้างนั้นเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ จนกระทั่งมีเสียงฝีเท้ากรอบแกรบดังขึ้นจากเบื้องหลัง เป็นเสียงฝีเท้าที่ไม่ได้มาจากทิศทางที่เราเดินขึ้นมา และไม่ได้มาเพียงคนเดียว ลูคัสขมวดคิ้วเล็กน้อย หันขวับไปมองฝ่าม่านหมอกหนาทึบที่บดบังวิสัยทัศน์ เงาร่างของใครบางคนกำลังก้าวเดินฝ่าความเย็นยะเยือกเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมกับเสียงกระดิ่งโลหะเล็กๆ ที่ผูกติดกับไม้เท้าเดินป่าดังกรุ๊งกริ๊ง เป็นจังหวะสม่ำเสมอที่คุ้นหูอย่างประหลาด... ร่างนั้นหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเรา ท่ามกลางหมอกจัดที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวเผยให้เห็นใบหน้าภายใต้ฮู้ดสีเข้ม หัวใจของผมกระตุกวาบ เมื่อดวงตาสีเข้มคู่นั้นใต้ร่มเงาฮู้ดเงยขึ้นสบตาผมตรงๆ พร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่ไม่ได้พบกันมานานนับปี... และเป็นคนเดียวในโลกที่ผมไม่คาดคิดว่าจะได้เจอในสถานที่ที่ห่างไกลจากบ้านเกิดนับหมื่นกิโลเมตรเช่นนี้ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครของผมมาจนถึงบทนี้นะครับ แบกเป้ท่องโลก
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%