"ถ้าขาข้างนี้ก้าวพลาดไป แรงโน้มถ่วงจะพาเราดิ่งลงไปแปดร้อยเมตรโดยไม่มีโอกาสได้สั่งเสียอะไรเลยนะตะวัน... นายมั่นใจนะว่าจะไม่ใช้เชือกเส้นนั้น?"
เสียงของลูคัสแหบพร่าและเจือปนด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าชายชาวฝรั่งเศสผู้นี้จะผ่านเส้นทางเดินป่าสุดโหดมาทั่วทวีปแล้วก็ตาม ปลายนิ้วของเขาจิกแน่นเข้ากับรอยแตกของหินปูนที่เย็นเฉียบและเปียกชื้น หมอกหนาทึบระดับความสูงสามพันเมตรกำลังเคลื่อนตัวผ่านเราไปอย่างรวดเร็วราวกับปีศาจสีขาวที่คอยกลืนกินทัศนียภาพเบื้องล่างจนหมดสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่าที่เวิ้งว้างและน่าสะพรึงกลัว
ผมสูดลมเข้าปอดลึกๆ พยายามควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่กำลังโถมกระหน่ำกระแทกซี่โครงราวกับจะทะลักออกมาให้ได้ ความหนาแน่นของออกซิเจนที่เบาบางทำให้ทุกๆ การหายใจกลายเป็นการทรมานกลายๆ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าอากาศที่เบาบาง คือความกลัวที่เกาะกุมอยู่ภายในจิตใจลึกๆ—ความกลัวที่ว่า ตัวตนในอดีตที่อ่อนแอและขี้ขลาดของผม จะกลับมาฉุดรั้งผมให้พ่ายแพ้ต่อหน้าผานี้อีกครั้ง
นี่คือบททดสอบของตอนที่ 46 จากเป้าหมายทั้งหมดร้อยตอนในเส้นทางชีวิตที่ผมเลือกเดิน การเดินทางไกลครั้งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อสะสมภาพถ่ายสวยงามลงในโซเชียลมีเดีย แต่มันคือการเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าในจิตใจที่สะสมมาจากการทำงานในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นานนับปี ปมความสัมพันธ์ที่พังทลาย ความคาดหวังจากครอบครัว และความรู้สึกไร้ค่าที่กัดกินวิญญาณ ล้วนถูกบีบอัดให้เหลือเพียงน้ำหนักของเป้ใบโตบนหลัง และความชันของภูเขาตรงหน้าที่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปีนข้ามไป
"ผมไม่อยากใช้เชือกผูกติดกับอดีตอีกแล้วลูคัส..." ผมเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้มั่นคงที่สุด แม้ว่าเข่าทั้งสองข้างจะสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้ "ถ้าผมยังต้องพึ่งพาเซฟטיเน็ตตลอดเวลา ผมก็ไม่มีวันรู้เลยว่า... ตัวผมจริงๆ แล้วมันแข็งแกร่งพอที่จะยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองได้ไหม"
ลูคัสถอนหายใจยาว ดวงตาคู่สีฟ้าภายใต้ไรเคราครึ้มมองตรงมาที่ผมด้วยความเข้าใจระคนเป็นห่วง เขารู้ดีว่าผมไม่ได้กำลังทำตัวบ้าบิ่นเพื่อความสะใจ แต่ผมกำลังทำสงครามกับปีศาจในใจตัวเอง สงครามที่ไม่มีใครช่วยสู้แทนได้
แผ่นหินปูนตรงหน้าแคบลงจนเหลือเพียงความกว้างเท่าฝ่าเท้า ส้นรองเท้าเดินป่าสึกหรอจนแทบไม่เหลือดอกยางให้ยึดเกาะ ด้านขวาคือผนังผาหินที่เย็นเยียบ ด้านซ้ายคือเหวลึกที่ถูกอำพรางด้วยม่านหมอกสีเทา เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ ไหลย้อยลงมาผสมกับฝุ่นดินและแสบเคืองดวงตา แต่ผมไม่กล้าแม้แต่จะยกมือขึ้นปาดมันออก สมาธิทั้งหมดถูกทุ่มเทไปกับการก้าวเท้าออกไปทีละก้าว... ช้าๆ... และมั่นคงที่สุด
ภาพเหตุการณ์เมื่อปีก่อนผุดขึ้นมาในหัวราวกับภาพยนตร์ซ้ำซาก วันที่ผมตัดสินใจยื่นใบลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายโปรเจกต์ วันที่คนรักเก่าเดินจากไปพร้อมกับคำพูดที่ว่า *'คุณมันเป็นคนขี้ขลาดที่ไม่เคยกล้าเสี่ยงอะไรเพื่ออนาคตของเราเลย'* เสียงเหล่านั้นดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทแข่งกับเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของตัวเอง
*จริงสินะ... ผมมันคนขี้ขลาด*
ผมเคยคิดมาตลอดว่าการอยู่ในเซฟโซนคือความปลอดภัย แต่แท้จริงแล้วมันคือการค่อยๆ ตายทั้งกลม การนั่งกอดความปลอดภัยจอมปลอมไว้ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ ไม่ได้ช่วยให้ผมรอดพ้นจากความว่างเปล่าภายในใจเลยสักนิด กลับกัน มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกเหมือนคนไร้ตัวตนเข้าไปทุกที
*ก้าวผิด... ชีวิตจบ* ความคิดนั้นวาบเข้ามาในสมองเมื่อเศษหินใต้เท้าหลุดร่วงลงไปในเหวลึก ไร้ซึ่งเสียงกระทบพื้นเบื้องล่างเพราะถูกกลืนหายไปกับสายหมอก หัวใจของผมกระตุกวูบ ร่างกายเอนเอียงไปทางซ้ายโดยสัญชาตญาณ สัญชาตญาณดิบของการเอาชีวิตรอดสั่งให้ผมรีบคว้าอะไรก็ได้เพื่อยึดเกาะ
แต่ในวินาทีวิกฤตนั้นเอง แทนที่จะกรีดร้องหรือลนลานเหมือนเด็กๆ ภาพจำคำสอนของลูคัสเมื่อวันก่อนก็แวบเข้ามาในหัว
*"ตะวัน นายจำไว้นะ... เมื่อไหร่ก็ตามที่โลกรอบตัวมันกำลังจะพังทลาย สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การดิ้นรนคว้าทุกอย่าง แต่คือการหยุดหายใจ... แล้วยอมรับความจริงตรงหน้า"*
ผมหลับตาลงเสี้ยววินาที ทิ้งความตื่นตระหนกทั้งหมด แล้วโน้มตัวเข้าหาผนังหินด้านขวาอย่างมีสติ ฝ่ามือทั้งสองข้างกางออกแนบไปกับพื้นผิวหินที่หยาบกร้านและเย็นเฉียบ นิ้วมือจิกยึดร่องหินเล็กๆ ที่พอจะมีแรงต้าน น้ำหนักตัวที่เคยเทไปผิด
ทางถูกถ่ายเทกลับมาสู่ศูนย์กลางความสมดุลอีกครั้ง
ลมหายใจผ่อนออกยาวเหยียด... ผมลืมตาขึ้นมาพบว่าตัวเองยังคงยืนอยู่บนเส้นทางแคบๆ นั้น ร่างกายยังปลอดภัยดี และที่สำคัญที่สุด... ความกลัวที่เคยยิ่งใหญ่จนคับอกเมื่อครู่ กลับหดเล็กลงเหลือเพียงแค่ก้อนเนื้อก้อนหนึ่งในอกที่เต้นเป็นจังหวะชีวิต
ลูคัสที่ล่วงหน้าไปยืนรออยู่ตรงชะง่อนหินกว้างเบื้องบน ส่งยิ้มกว้างและชูนิ้วโป้งให้ พร้อมกับตะโกนแข่งกับเสียงลม "ยอดเยี่ยมมากเพื่อน! นายทำได้แล้ว!"
ผมพยักหน้ารับช้าๆ ความภาคภูมิใจที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนแผ่ซ่านไปทั่วร่าง มันไม่ใช่ความรู้สึกยิ่งใหญ่แบบการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่มันคือความรู้สึกของการได้ "เป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง" อย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก
ผมก้าวเท้าที่เหลืออีกเพียงไม่กี่ก้าวสุดท้ายพ้นจากแนวหน้าผามรณะ ก้าวขึ้นมาสู่พื้นที่ราบโล่งบนยอดเขาสูง ลมหนาวพัดโชกเข้ามาปะทะร่างจนหนสั่นสะท้าน แต่หัวใจกลับอบอุ่นและพองโตอย่างประหลาด ทัศนียภาพเบื้องหน้าเปิดโล่งด้วยความอัศจรรย์ ทะเลหมอกสุดลูกหูลูกตาอาบไล้ด้วยแสงสีทองอ่อนๆ ของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า ราวกับรางวัลจากธรรมชาติที่มอบให้กับความกล้าหาญ
ผมปลดเป้ใบโตออกจากหลังจากนั้นหย่อนตัวลงนั่งพักบนก้อนหินใหญ่ หยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าที่กระดาษเริ่มยับย่นออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ปากกาในมือเตรียมพร้อมที่จะจรดลงไปเพื่อบันทึกเรื่องราวในวันนี้—วันที่ผมได้เรียนรู้ว่าความสูงที่น่าหวาดหวั่นที่สุด ไม่ใช่ยอดเขาชันตรงหน้า... แต่คือความกลัวในจิตใจของตัวเราเอง
ทว่า ในขณะที่ผมกำลังจะจรดปลายปากกาลงบนกระดาษ สายตาก็เหลือบไปเห็นสิ่งแปลกปลอมบางอย่างที่ถูกวางทับไว้บนก้อนหินอีกก้อนหนึ่ง ซึ่งอยู่ลึกลงไปในแนวป่าสนทึบเบื้องล่าง... มันคือริบบิ้นผ้าสีแดงสดผูกติดอยู่กับกิ่งสน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แบบเดียวกันกับที่แฟนเก่าของผมมักจะพกติดตัวไว้เสมอเวลาเดินทางไกล และที่สำคัญที่สุด... ป้ายชื่อโลโก้บริษัทเก่าของผม ที่ควรจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลังตั้งแต่วันลาออก ถูกแขวนห้อยโตงเตงอยู่กับกิ่งไม้ต้นนั้น โดยมีกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ เสียบไว้พร้อมลายมือที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี—ลายมือที่ผมคิดว่าจะไม่มีวันได้เห็นอีกแล้วในทวีปนี้
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครของผมมาจนถึงบทนี้นะครับ
บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 46
ความสูงที่น่าหวาดหวั่น
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!