"คุณจะให้ผมกินไอ้สิ่งนี้จริงๆ เหรอ ลูคัส?"
ผมจ้องมองจานดินเผาเบื้องหน้าด้วยสายตาที่ก้ำกึ่งระหว่างความสยดสยองกับความอยากรู้อยากเห็น กลิ่นเครื่องเทศฉุนกึกปะทะจมูกจนต้องขมวดคิ้ว มันคือ 'เนียวโชะ' (Nyosch) เมนูท้องถิ่นของหมู่บ้านบนเทือกเขาห่างไกลในทวีปที่ผมเพิ่งเดินทางมาถึง สิ่งที่นอนนิ่งอยู่ในจานดูคล้ายตัวอ่อนแมลงทอดกรอบที่คลุกเคล้ากับสมุนไพรสีเข้มข้นจนแทบมองไม่เห็นรูปทรงเดิม
ลูคัสหัวเราะร่วน เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นไม้เก่าๆ ของร้านอาหารเล็กๆ ที่เปิดโล่งรับลมหนาว เขาคีบเจ้าสิ่งนั้นเข้าปาก เคี้ยวเสียงดังกร้วมอย่างมีความสุข ก่อนจะบุ้ยปากมาทางผม
"ตะวัน ชีวิตที่ปราศจากความเสี่ยง มันก็เหมือนกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาลครับ ขมฝืดคอและน่าเบื่อหน่าย คุณเอาแต่พกสร้อยข้อมือเส้นนั้นไว้ในกระเป๋ากางเกง แล้วคอยกุมมันทุกครั้งที่นึกถึงอดีต... คุณไม่คิดบ้างหรือว่า การลองกินอะไรที่มัน 'ผิดที่ผิดทาง' อาจจะช่วยให้คุณลืมรสชาติขมขื่นของคนในอดีตไปได้บ้าง?"
ผมชะงัก มือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบแก้วน้ำแข็งชะงักค้าง สร้อยข้อมือที่ผมฝากไว้กับตะวันในความทรงจำ... คำพูดของลูคัสแทงใจดำอย่างจัง เขาไม่เคยเห็นสร้อยเส้นนั้น แต่เขารู้เสมอว่าเมื่อไหร่ที่ผมกำลัง 'จม'
"มันไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติหรอกครับลูคัส แต่มันคือเรื่องของความกล้าที่จะเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเดิมๆ ของลิ้นตัวเอง" ผมพูดพลางคว้าตะเกียบไม้ขึ้นมา "ถ้าผมกินมันลงไปแล้ว... ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปใช่ไหม?"
"คุณจะเริ่มรู้สึกว่า ความกลัวเป็นเพียงเครื่องปรุงชนิดหนึ่งเท่านั้นครับ" ลูคัสยิ้ม ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นของเขาดูจริงจังขึ้นมาวูบหนึ่ง
ผมตัดสินใจรวบรวมความกล้า คีบสิ่งนั้นเข้าปากทันที ความรู้สึกแรกคือความกรอบที่แตกกระจาย ตามมาด้วยรสสัมผัสที่มันเหมือนถั่ว แต่ทว่าทิ้งรสเผ็ดร้อนปนหวานลึกๆ ไว้ที่โคนลิ้น มันแปลกประหลาดจนผมเผลอหลับตาลง ภาพของออฟฟิศที่เต็มไปด้วยเอกสารกองโต ความกดดันที่บีบคั้นหน้าอกยามเช้า และใบหน้าของใครบางคนที่ผมพยายามลืม กลับค่อยๆ เลือนรางลงไปแทนที่ด้วยรสชาติที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน
"รสชาติเป็นยังไง?" ลูคัสถามเสียงนุ่ม
"เหมือนความอิสระที่ติดรสเผ็ดนิดๆ ครับ" ผมลืมตาขึ้น ยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน "ผมไม่เคยคิดเลยว่าการทำลายกำแพงของตัวเองเรื่องอาหาร จะทำให้ผมรู้สึกเบาตัวได้ขนาดนี้"
เรานั่งคุยกันต่ออีกนานท่ามกลางเสียงพูดคุยของชาวบ้านในภาษาที่ผมฟังไม่ออก แต่ทว่ากลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ลูคัสเล่าเรื่องชีวิตการเดินทางของเขาที่เคยผ่านทั้งจุดต่ำสุดและสูงสุด จนกระทั่งผมเริ่มรู้สึกว่า 'ตัวตน' ที่ผมเคยยึดติดในกรุงเทพฯ นั้น ช่างเป็นเพียงเงาจางๆ ที่ไม่มีน้ำหนักอะไรเลยบนโลกใบกว้างนี้
ทว่า ขณะที่ผมกำลังจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเพื่อล้างรสชาติสมุนไพร ชายแก่เจ้าของร้านก็เดินเข้ามาหาเรา เขาไม่ได้เข้ามาเพื่อเสิร์ฟอาหาร แต่เขาวางจดหมายฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะไม้ที่เปื้อนคราบน้ำมัน
มันเป็นซองจดหมายเก่าที่มีรอยยับยู่ยี่ และที่สำคัญที่สุด... บนซองจดหมายนั้นมีตราประทับสีแดงที่คุ้นตาเกินกว่าที่ผมจะมองข้ามได้ มันเป็นตราสัญลักษณ์เดียวกับที่ผมเห็นในรูปถ่ายใบสุดท้ายก่อนจะตัดสินใจลาออกจากชีวิตเดิม
"มีคนฝากไว้ให้คุณตั้งแต่สามวันก่อน" ชายแก่พูดด้วยภาษาท้องถิ่นสำเนียงแปร่งๆ แต่ลูคัสแปลออกมาให้ผมฟังด้วยน้ำเสียงที่ค่อยๆ ต่ำลงจนน่าใจหาย
ผมหยิบจดหมายขึ้นมา มือของผมสั่นจนกระดาษไหวระริก เมื่อพลิกไปดูด้านหลัง เห็นตัวอักษรลายมือที่คุ้นเคยเขียนไว้เพียงสั้นๆ ว่า... *'ฉันรู้ว่าคุณอยู่ที่นั่น'*
ความเย็นเยียบแล่นผ่านกระดูกสันหลัง รสชาติของความอิสระที่เพิ่งจะลิ้มลองเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เมื่อเงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกร้าน ผมเห็นเงาร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางหมอกหนาทึบที่เพิ่งจะคล้อยต่ำลงมา... เงาของคนที่ผมคิดว่าทิ้งไว้ข้างหลังไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทนี้นะครับ ครั้งหน้าเรามาลุ้นกันครับว่าเงาร่างนั้นคือใครกันแน่ แล้วพบกันในบทถัดไปนะครับ!
แบกเป้ท่องโลก
บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 7
รสชาติของความอิสระ
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!