บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 38

มุ่งหน้าสู่สเปน

ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
ภาพเงาสะท้อนของชายวัยกลางคนในกระจกเงาร้านกาแฟริมถนน ทับซ้อนกับใบหน้าของคนที่ผมไม่ได้เจอหน้ามาสามปีเต็ม กลิ่นกาแฟคั่วเข้มผสมกับความชื้นของฝนปรอยๆ ด้านนอก กลายเป็นฉากหลังที่พร่ามัวไปหมดในสายตาผม "พ่อมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง..." ผมเค้นเสียงลอดไรฟันออกไป มือที่ถือสมุดบันทึกยับยู่ยี่จนกระดาษแทบขาด คุณพ่อในวัยที่เส้นผมแซมสีดอกและรอยย่นรอบดวงตาชัดเจนขึ้น ไม่ได้มีท่าทีตกใจที่เห็นผมยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงหน้า ท่านเพียงแต่ยกถ้วยเซรามิกขึ้นจิบช้าๆ สายตาคมกริบที่ถอดแบบมาจากผมมองลอดแว่นสายตา ก่อนจะวางถ้วยลงบนจานรองเสียงดังกระทบเบาๆ ที่ก้องกังวานในความเงียบงันระหว่างเรา "โลกมันกลมกว่าที่ลูกคิดนะตะวัน... หรือบางที อาจจะเป็นเพราะรอยเท้าของลูกมันทิ้งร่องรอยไว้ชัดเจนเกินกว่าที่คนเป็นพ่อจะตามหาไม่เจอ" ท่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่ทรงพลังพอกระชากวิญญาณผมให้กลับเข้าร่าง ลูคัสที่ยืนอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นบรรยากาศตึงเครียด เขาววางมือลงบนไหล่ผมเบาๆ บีบมันเพื่อส่งผ่านความอบอุ่นและสติเตือนใจให้ผมหายใจเข้าลึกๆ "Bonjour, Monsieur. ผมลูคัสครับ เป็นเพื่อนร่วมทางของตะวัน" ลูคัสเลือกใช้ภาษาอังกฤษสำเนียงฝรั่งเศสที่สุภาพและเป็นมิตร พยายามทำลายกำแพงน้ำแข็งระหว่างพ่อลูกที่กำลังก่อตัวขึ้น พ่อผมปะทะสายตากับลูคัสครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ "ขอบคุณที่ดูแลลูกชายหัวดื้อคนนี้แทนฉันนะ หนุ่มน้อย... นั่งลงก่อนสิ ตะวัน ยืนค้ำหัวพ่อแบบนั้นมันเสียมารยาทนะ" ผมกลืนก้อนสะอื้นและคำถามนับร้อยที่อัดอั้นอยู่ในอกลงคอ ค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม สมุดบันทึกในมือถูกวางกระแทกโต๊ะเบาๆ ความสงบสุขตลอดสามสิบเจ็ดวันที่ผมดั้นด้นหนีมาไกลถึงยุโรป พังทลายลงในพริบตาเดียว การเผชิญหน้ากับอดีตที่ผมพยายามวิ่งหนี กำลังเริ่มต้นขึ้นในดินแดนที่ผมคิดว่าปลอดภัยที่สุด การเดินทางข้ามพรมแดนจากฝรั่งเศสสู่ดินแดนกระทิงดุอย่างประเทศสเปนในอีกสองวันถัดมา จึงเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อึมครึมและเงียบเชียบ พ่อไม่ได้อธิบายว่ารู้ได้อย่างไรว่าเราอยู่ที่ไหน และผมก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะเค้นถาม รถไฟความเร็วสูงเคลื่อนตัวผ่านทิวเขาและทุ่งหญ้าแห้งแล้งของแคว้นอันดาลูเซีย แสงแดดสีทองยามบ่ายสาดส่องกระทบผืนกระจก แต่มันไม่อาจอบอุ่นหัวใจที่หนתเหน็บของผมได้เลย จนกระทั่งเรามาถึงเซบียา (Seville) เมืองแห่งประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมมัวร์ และต้นกำเนิดของจิตวิญญาณฟลาเมงโก "เราต้องไปหาที่พักก่อน" ผมพูดขึ้นทำลายความเงียบในแท็กซี่ที่มุ่งหน้าสู่ย่านใจกลางเมือง โดยพยายามไม่สบตากับพ่อที่นั่งเงียบมาตลอดทาง "ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก ฉันจองโรงแรมไว้ให้แล้ว" พ่อเอ่ยสั้นๆ เมื่อเราเช็กอินและเก็บกระเป๋าเรียบร้อย ลูคัสซึ่งพยายามทำตัวเป็นกาวใจมาตลอดทางก็เอ่ยชวนด้วยรอยยืดหยุ่น "เฮ้... บรรยากาศตึงเครียดแบบนี้ไม่ดีต่อการเดินทางนะเพื่อน ตะวัน นายจำที่ฉันเคยบอกได้ไหม? บางทีการที่เราจะลืมอดีตได้ เราต้องปล่อยให้ปัจจุบันมันซัดเราให้จมดิ่งเสียก่อน คืนนี้เราไปหาที่ฟังฟลาเมงโกและจิบไวน์ท้องถิ่นกันเถอะ ฉันรู้ว่ามีร้านลับๆ อยู่แถวตรอกซอกซอยเก่าแก่" ผมมองหน้าลูคัส สลับกับพ่อที่ยืนกอดอกพิงผนังห้องพัก สายตาท่านไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้ตอบรับ "ไปก็ไป..." ผมพึมพำ ทับทิมสีเลือดแห่งอันดาลูเซียยามค่ำคืนมีเสน่ห์ลึกล้ำ ตรอกซอกซอยแคบๆ ปูด้วยหินกรวดสะท้อนแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟโบราณ กลิ่นอายของดอกส้มผสมกับกลิ่นควันจางๆ จากบาร์ทาปาสลอยมาเตะจมูก เสียงดีดกีตาร์โปร่งสเปนสะท้อนก้องมาจากมุมตึก ไพเราะ ทรงพลัง และแฝงด้วยความโศกเศร้าอย่างประหลาด ลูคัสพาเราเดินลัดเลาะจนมาถึง 'Tablao' เล็กๆ แห่งหนึ่ง บรรยากาศภายในร้านอบอุ่นแน่นขนัดไปด้วยผู้คน กลิ่นอายของไวน์แดงรสเลิศและไม้เก่าๆ ลอยอบอวล เราได้โต๊ะมุมมืดที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว บริกรหนุ่มชาวสเปนนำไวน์ท้องถิ่นรสชาติเข้มข้นบรรจุในเหยือกดินเผามาเสิร์ฟ พร้อมแก้วทรงเตี้ยสามใบ ลูคัสรินไวน์สีแดงเข้มทับทิมลงในแก้ว ส่งให้ผมและพ่อ "แด่การพบกันใหม่ และการปล่อยวางอดีต" ลูคัสยกแก้วขึ้นชนเบาๆ ผมเงียบ มองของเหลวสีแดงหมุนวนอยู่ในแก้ว กลิ่นหอมของผลไม้สุกและเครื่องเทศลอยขึ้นมาแตะจมูก ผมจิบมันลงไป ความร้อนผ่าวแผ่ซ่านลงคอ รสชาติฝาดนิดๆ แต่หวานล้ำตอนปลาย ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดของผมลงได้บ้าง ทันใดนั้น ไฟในร้านก็หรี่ลง เสียงพูดคุยรอบตัวเงียบเสียงลง เหลือเพียงเสียงตบจังหวะมือ (Palmas) และเสียงดีดกีตาร์สะท้านสะเทือนอารมณ์ นักเต้นหญิงในชุดกระโปรงระบายสีแดงเพลิงก้าวขึ้นสู่เวทีด้วยความสง่างาม ดวงตาของเธอคมกริบราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งหัวใจผู้ชม ร่างกายของเธอเคลื่อนไหวตามจังหวะเร่าร้อนและดุดัน ทุกย่างก้าว รอยยับย่นที่มุมปาก และการสะบัดข้อมือ เต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตที่ถูกกดทับมานาน — มันช่างสะท้อนสภาพจิตใจของผมในตอนนี้เสียจริง ผมนั่งมองการแสดงนั้นอย่างไร้สุ้มเสียง ไวน์ในแก้วถูกเติมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความมึนเมาเริ่มเข้าครอบงำ แต่สติสัมปชัญญะกลับแจ่มชัดขึ้นอย่างน่าประหลาด เสียงกีตาร์กรีดแทงเข้าไปในความรู้สึก บดขยี้ปมในอดีตที่ผมแบกไว้บนบ่าให้แตกสลายทีละน้อย "ดนตรีฟลาเมงโกไม่ได้มีไว้เพื่อความบันเทิงหรอกนะตะวัน..." เสียงทุ้มต่ำของพ่อดังขึ้นท่ามกลางเสียงปรบมือสนั่นฮอลล์เมื่อการแสดงจบลงช่วงหนึ่ง ท่านหันมามองผม แววตาที่เคยแข็งกร้าวในอดีต บัดนี้มีความอ่อนโยนซ่อนอยู่ลึกๆ "แต่มันมีไว้เพื่อระบายความเจ็บปวดที่พูดออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ต่างหาก" พ่อพูดต่อ ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบช้าๆ ผมหันไปมองหน้าพ่อ หัวใจที่ปิดตายเริ่มมีรอยร้าว น้ำตาที่กลั้นไว้มานานพาลจะเอ่อล้นออกมาดื้อๆ "ทำไมพ่อถึงตามมา..." ผมตัดสินใจเอ่ยถามออกไปตรงๆ เป็นครั้งแรก น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "พ่อเกลียดไม่ใช่เหรอ ที่ผมลาออกจากงาน ที่ผมเลือกทางเดินแบบนี้..." พ่อถอนหายใจยาวนาน สายตาทอดมองไปยังแสงเทียนบนโต๊ะ ก่อนจะเอื้อมมือเหี่ยวย่นตามกาลเวลามาวางทับลงบนหลังมือผม — เป็นสัมผัสที่ผมไม่ได้รู้สึกมานานนับสิบปี "ฉันไม่เคยเกลียดที่ลูกเลือกทางเดินของตัวเองหรอกตะวัน... แต่ฉันแค่กลัว" พ่อเว้นจังหวะ กลืนก้อนสะอื้นในคอ "กลัวว่าลูกจะเดินหลงทางไปไกลจนกลับมาหาตัวเองไม่เจอ เหมือนกับที่..." ประโยคของพ่อค้างคาไว้แค่นั้น เมื่อจู่ๆ หญิงสาวชาวสเปนคนเดิมที่เพิ่งแสดงบนเวทีเสร็จ เดินถือแก้วไวน์ตรงมาที่โต๊ะของเรา เธอส่งยิ้มพราวเสน่ห์ให้พ่อผม ก่อนจะโน้มตัวกระซิบบางอย่างข้างหูท่านด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงสเปนที่ฟังชัดถ้อยชัดคำ "คุณผู้ชาย... แฟนสาวของคุณที่รออยู่ด้านหลัง ฝากบอกว่าให้คุณรีบเคลียร์ปัญหาครอบครัวให้เสร็จเสียที เพราะโชว์รอบดึกกำลังจะเริ่ม และเธออยากให้คุณขึ้นไปแจมกีตาร์บนเวทีด้วยกัน" ผมเบิกตากว้าง หันขวับไปมองหน้าพ่อทันทีด้วยความตกใจสุดขีด ขณะที่ลูคัสถึงกับสำลักไวน์พ่นพรวดออกมาแทบไม่ทัน ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้ผมมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ --- แบกเป้ท่องโลก ---
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%