"หยุดเดินก่อนลูคัส... ผมมองไม่เห็นแม้แต่ปลายเท้าตัวเองแล้ว"
เสียงของผมแหบพร่าและสั่นเครือ ความชื้นในอากาศที่ซาปายามนี้ไม่ได้แค่เกาะอยู่บนเสื้อแจ็กเก็ต แต่มันแทรกซึมลึกเข้าไปถึงปอดและหัวใจที่กำลังเต้นรัว หมอกหนาทึบสีขาวขุ่นราวกับน้ำนมข้นคลั่กกลืนกินทุกสรรพสิ่งรอบตัวจนไม่เหลือแม้แต่เงาของทางเดินดินเหนียวที่เหยียบย่ำอยู่เมื่อครู่
ลูคัสหยุดเดินทันที เขาไม่ได้หันกลับมามองในทันที แต่ผมสัมผัสได้ถึงความนิ่งสงบที่แผ่ออกมาจากแผ่นหลังกว้างของเพื่อนร่วมทางชาวฝรั่งเศสคนนี้ เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะขยับตัวหันกลับมา รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเขาดูขัดกับสถานการณ์ที่หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้เหลือเกิน
"ตะวัน นายรู้ไหมว่าทำไมผู้คนถึงกลัวหมอก?" ลูคัสถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะที่เขาปลดสายเป้ออกจากบ่า แล้วนั่งลงบนโขดหินที่มองเห็นเพียงเลือนราง
"เพราะมันทำให้เราหลงทางไงล่ะ และตอนนี้เราก็กำลังหลงทางจริงๆ" ผมตอบพลางกำสายสะพายเป้แน่น มือเริ่มชื้นเหงื่อ ความโกรธแค้นในความไร้ความสามารถของตัวเองพุ่งขึ้นมาจุกที่คอหอย ผมตัดสินใจทิ้งชีวิตที่มั่นคงมาเพื่อหาคำตอบให้ตัวเอง แต่ดูเหมือนคำตอบที่ได้รับกลับมาจะมีเพียงความมืดมิดและทางตัน
ลูคัสหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาหยิบขวดน้ำออกมาจิบช้าๆ "ไม่หรอก เราไม่ได้หลงทาง เราแค่กำลังถูกบีบให้หยุดนิ่ง นายเคยลองอยู่กับตัวเองจริงๆ โดยไม่มีสิ่งเร้า ไม่มีแผนที่ ไม่มีเป้าหมายที่ต้องไปถึงให้ทันเวลาบ้างไหม?"
ผมเงียบไป สายตามองฝ่าม่านหมอกที่ปิดกั้นวิสัยทัศน์ไปจนหมดสิ้น ความอดทนที่ผมสั่งสมมาตลอดชีวิตออฟฟิศเริ่มพังทลายลง ความกดดันที่ต้องเป็น 'คนเก่ง' ต้อง 'มีคำตอบให้ทุกคน' กลายเป็นโซ่ตรวนที่รัดคอผมไว้จนหายใจไม่ออก
"ผมเหนื่อยลูคัส... เหนื่อยกับการต้องพยายามรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น" ผมทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เขา ความเย็นเยียบจากผืนดินซึมผ่านกางเกงเข้ามา
"ความอดทนไม่ใช่การฝืนเดินต่อไปในที่ที่เรามองไม่เห็นทางเดินหรอกนะตะวัน" ลูคัสวางมือลงบนไหล่ผม "แต่มันคือการยอมรับว่าในห้วงเวลาที่วิสัยทัศน์ของเราพร่ามัว สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ 'ไปที่ไหน' แต่คือ 'เรายังหายใจอยู่ไหม' และ 'ใจเรายังเต้นอยู่หรือเปล่า'"
ท่ามกลางความเงียบงันที่ถูกโอบล้อมด้วยสีขาว เรานั่งนิ่งอยู่นานนับชั่วโมง ผมเริ่มสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่หมอกซ่อนไว้ เสียงหยดน้ำที่กระทบใบไม้ดังชัดขึ้น กลิ่นดินชื้นแฉะเริ่มกลายเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายแปลกประหลาด ความกังวลเรื่องกำหนดการถึงที่พักในคืนนี้เริ่มเลือนหายไป สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือจังหวะลมหายใจที่สม่ำเสมอของผมและลูคัส
"บางที... การหลงทางก็อาจจะเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เราได้เห็นว่าเรามีค่ามากแค่ไหนโดยไม่ต้องมีใครมาคอยพิสูจน์ให้เห็น" ผมพึมพำกับตัวเอง
ลูคัสพยักหน้า "นั่นแหละคือสิ่งที่ผมอยากให้นายเข้าใจ การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การวิ่งมาราธอนเพื่อเข้าเส้นชัยตะวัน แต่มันคือการเรียนรู้วิธีการจูงมือตัวเองเดินผ่านวันเวลาที่มองไม่เห็นแม้แต่แสงไฟ"
ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังแทรกขึ้นมาจากความเงียบ มันไม่ใช่เสียงลมพัด ไม่ใช่เสียงหยดน้ำ แต่มันคือเสียงกระดิ่งโลหะกระทบกันเป็นจังหวะที่คุ้นหูอย่างประหลาด มันดังมาจากเบื้องล่างของหุบเขาที่ผมมั่นใจว่าเราเพิ่งเดินผ่านมา
ผมขมวดคิ้ว "นายได้ยินไหม? เสียงนั่น..."
ลูคัสเงียบไป สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากความผ่อนคลายเป็นความระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สายตาจ้องเขม็งไปยังกลุ่มหมอกหนาเบื้องหน้า
"ตะวัน... เสียงนั่นไม่ได้ดังมาจากการเคลื่อนที่" ลูคัสกระซิบ น้ำเสียงที่เคยสดใสของเขาสั่นเครือผิดปกติ "มันดังมาจากจุดที่นายเคยบอกว่า 'ลืม' ของชิ้นสำคัญไว้ที่นั่น... เมื่อตอนที่เราเริ่มออกเดินทางจากเมืองเมื่อสิบวันก่อน"
หัวใจของผมกระตุกวาบ ของชิ้นนั้น... ของที่เป็นตัวแทนของปมในอดีตที่ผมพยายามหนีมาตลอด
เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นผ่านม่านหมอก เป็นร่างสูงโปร่งที่ผมจำได้แม่นยำแม้จะเห็นเพียงเค้าโครง ผมหยุดหายใจ มือสั่นเทาจนแทบประคองตัวไม่อยู่ เพราะบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าในวินาทีนี้ ไม่ควรจะมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป
หมอกสีขาวค่อยๆ จางลง เผยให้เห็นใบหน้าของผู้ที่มาเยือน... ใบหน้าที่ผมสาบานไว้กับตัวเองว่าจะไม่หันกลับไปมองอีกตลอดชีวิต
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความรู้สึกผ่านตัวอักษรไปพร้อมกับผมนะครับ
แบกเป้ท่องโลก
บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง•ตอนที่ 10
หมอกที่ซาปา
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกรอยเท้าที่หายไป: 100 วันที่ฉันตัดสินใจทิ้งชีวิตเดิมเพื่อตามหาตัวเอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!