"ตรวจสอบกะทันหันอย่างนั้นเหรอคะท่านประธาน... ช่างบังเอิญเสียจริงว่าไหมคะ?"
น้ำเสียงเย้ยหยันของรินรดา ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ภายในห้องประชุมใหญ่ของอาคารสำนักงานใหญ่ 'นนทกุล กรุ๊ป' เอกสารนับร้อยฉบับถูกกองสุมอยู่บนโต๊ะทำงานไม้สักทอง เจ้าหน้าที่จากกรมสรรพากรและหน่วยงานตรวจสอบพิเศษรวมห้าชีวิตยืนล้อมรอบโต๊ะด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ไร้ซึ่งแววตาแห่งความประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น
นนท์นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิท ใบหน้าคมคายเรียบเฉยราਤรูปสลัก ไม่มีความตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวฉายชัดให้เห็นแม้แต่น้อย นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่พายุลูกใหญ่กำลังโหมกระหน่ำ
"เรียนคุณนนท์ครับ เราได้รับเรื่องร้องเรียนด่วนที่สุดว่าบริษัทของคุณมีการถ่ายเทเงินทุน และหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท... หวังว่าคุณจะให้ความร่วมมือในการอายัดบัญชีทั้งหมดเพื่อตรวจสอบโดยดีนะคะ" หัวหน้าชุดเจ้าหน้าที่เอ่ยขึ้น พร้อมกับวางคำสั่งอายัดลงตรงหน้า
รินรดาแค่น The sound of a cold chuckle in her throat ก้าวเข้ามาประชิดตัวชายหนุ่ม มือเรียวบางวางลงบนไหล่กว้างของคู่หมั้นเพื่อส่งผ่านความอบอุ่น ดวงตากลมโตตวัดมองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง นัยน์ตาคู่นั้นกรีดลึกราวกับใบมีดอาบยาพิษ
"ร้องเรียนเหรอคะ? หรือว่ามีสุนัขตัวไหนแถวนี้เห่าหอนแล้วพวกคุณก็วิ่งหางจุกตูดมากันไวเสียยิ่งกว่ายามเฝ้าบ้านเสียอีก?"
ปวีร์ที่ยืนกอดอกแอบยิ้มมุมปากอยู่ที่มุมห้อง ขยับตัวเดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง ภายใต้สูทแบรนด์เนมราคาแพง ดวงตาของเขาฉายแววสะใจจนปิดไม่มิด ชายหนุ่มจ้องมองนนท์ราวกับผู้ชนะที่เหยียบคู่ต่อสู้ให้อยจมดิน
"พูดจาระวังปากหน่อยดีกว่าครับคุณรินรดา... ทางเจ้าหน้าที่เขาทำตามหน้าที่ กฎหมายมีความยุติธรรมเสมอ ไม่เหมือนใครบางคนที่สร้างภาพรวยแต่เบื้องหลังอาจจะเป็นแค่ยาจกที่ซ่อนหนี้ก้อนโตไว้ก็ได้นะครับ" ปวีร์เอ่ยกระเซאะกระแซะด้วยน้ำเสียงสะใจ
รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ หล่อนเตรียมจะอ้าปากสวนกลับด้วยคำพูดที่เจ็บแสบยิ่งกว่า แต่นนท์กลับยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตากับปวีร์ นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ไม่มีวันหยั่งถึง มุมปากของเลขาหนุ่มยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ทำให้ปวีร์รู้สึกหนสันหลังวาบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
"ความยุติธรรมอย่างนั้นเหรอครับปวีร์... นายพูดถูก กฎหมายมีความยุติธรรมเสมอ และมันก็ยุติธรรมพอที่จะไม่ปล่อยให้คนโง่เง่าบางคนได้ลืมตาอ้าปากนานเกินไปหรอกนะ" นนท์เอ่ยเสียงเรียบ แต่ทรงพลังจนผู้ฟังต้องสะดุ้ง
"ปากดีไปเถอะนนท์! อีกสิบนาทีบัญชีทุกเล่มของแกจะถูกอายัด บริษัทตึกนี้ โรงแรมห้าดาว และหุ้นทั้งหมดจะถูกยึดเป็นของรัฐ! แกไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าวแกงกินด้วยซ้ำ!" ปวีร์ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจ ลืมตัวจนแสดงอาการน่าสมเพชออกมาต่อหน้าธารกำนัล
เจ้าหน้าที่สรรพากรพยักหน้ารับคำ ขยับมือเตรียมเซ็นคำสั่งขั้นเด็ดขาด "ถ้าเช่นนั้น เราขอเริ่มกระบวนการอายัดบัญชี ณ บัดนี้เลยครับ เชิญคุณนนท์เซ็นชื่อรับทราบด้วยครับ"
นนท์รับปากกาParker ด้ามหรูมาถือไว้ ปลายปากกาจดลงบนกระดาษเอกสาร แต่ยังไม่ทันที่หมึกจะได้จรดลงไป เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือราคาแพงของหัวหน้าชุดเจ้าหน้าที่ก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
*ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!*
เสียงข้อความเข้าติดต่อกันรัวราວกับห่าฝน สีหน้าของหัวหน้าชุดเจ้าหน้าที่แปรเปลี่ยนจากความเคร่งขรึม เป็นความซีดเผือดราวกับกระดาษ ไร้สีเลือด มือที่ถือแท็บเล็ตรายงานผลเริ่มสั่นเทา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบจะถล่นออกมานอกเบ้า
"ทะ... ท่านครับ..." เจ้าหน้าที่คนสนิทละล่ำละลักเรียกหัวหน้าเสียงสั่น
"เกิดอะไรขึ้น!" ปวีร์ขมวดคิ้วถามอย่างขัดใจ เมื่อเห็นสถานการณ์เริ่มแปลกไปจากที่คาดการณ์ไว้
หัวหน้าชุดสรรพากรหันขวับกลับมามองนนท์ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง จากความเย่อหยิ่งกลายเป็นความหวาดกลัวสุดขีด เขาทิ้งเอกสารในมือลงบนโต๊ะคุกเข่าทรุดฮวบลงกับพื้นห้องประชุมเสียงดัง *ตุบ!* จนทุกคนในห้องต่างตกตะลึงอ้าปากค้าง
"คุณ... คุณนนท์ครับ! ทางธนาคารกลางและสำนักงานใหญ่แจ้งมาว่า... ว่า..."
"ว่ายังไงล่ะคะ? พูดให้มันชัดๆ สิคะ หรือว่าลิ้นพันกันเพราะตกใจความโง่ของตัวเอง?" รินรดาเชิดหน้าขึ้น เลิกคิ้วถามด้วยความสะใจระคนหมั่นไส้
"บัญชีของบริษัท 'นนทกุล กรุ๊ป' และทรัพย์สินในเครือทั้งหมด... ถูกยกระดับเป็น 'บัญชีอภิมหาเศรษฐีระดับโลก' แล้วครับ! ไม่มีอำนาจใดในประเทศนี้ ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาล หรือกระทรวงการคลัง ที่จะสามารถอายัด ตรวจสอบ หรือแตะต้องทรัพย์สินมูลค่าเจ็ดแสนล้านบาทนี้ได้แม้แต่บาทเดียวครับ!"
สิ้นคำพูดนั้น ความเงียบสงัดราวกับป่าช้าก็เข้าปกคลุมห้องประชุมทันที
ปวีร์หน้าถอดสี ถอยหลังกรูดไปชนผนังห้อง ดวงตาเบิกกว้างสั่นระริก สมองของเขาขาวโพลนประมวลผลไม่ทัน เจ็ดแสนล้านบาท!? มันเป็นตัวเลขที่แม้แต่ตระกูลใหญ่ของเขายังหาไม่ได้ในชั่วชีวิตนี้!
นนท์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดพิเศษก้าวเดินเข้าไปหาปวีร์ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่ละย่างก้าวรา과เสียงเคาะระฆังแห่งความตายสำหรับศัตรู
ชายหนุ่มหยุดยืนตรงหน้าปวีร์ที่กำลังตัวสั่นเทา ก้มตัวลงกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่น่ากลัวเสียจนขั้วหัวใจของอีกฝ่ายหยุดเต้น
"นายบอกว่าฉันไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าวแกงกินใช่ไหมปวีร์... งั้นช่วยบอกฉันทีสิคะ ว่าเงินเจ็ดแสนล้านในบัญชีของฉันตอนนี้ จะพอบริษัทกระจอกๆ ของนายให้กลายเป็นจุลภายในกี่วินาทีดี?"
นนท์ยกมือขึ้นสะบัดเบาๆ พลางหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาปลดล็อกหน้าจอ ก่อนจะยื่นหน้าจอที่มีข้อความแจ้งเตือนจากระบบธนาคารระดับโลกให้ปวีร์ได้เห็นเต็มสองตา
หน้าจอสีดำสนิทประดับด้วยตราสัญลักษณ์ทองคำเปลวบริสุทธิ์ ปรากฏตัวเลขยอดเงินคงเหลือในบัญชีที่ยาวเหยียดจนปวีร์ต้องนับศูนย์ไม่ถ้วน... และในวินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนสายเรียกเข้าจากบอร์ดบริหารบริษัทของปวีร์ก็ดังขึ้นพร้อมกันอย่างบ้าคลั่ง!
ไอศกรีมมินต์ช็อกหวังว่าตอนนี้นะคะ จะถูกใจเหล่านักอ่านที่รักทุกท่าน แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
คุณหนูตัวร้ายกับนายเลขาสุดคลั่งรัก: อย่าท้าทายเงินในกระเป๋าผม•ตอนที่ 31
วิกฤตครั้งใหญ่
ผลงานโดย ไอศกรีมมินต์ช็อก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไอศกรีมมินต์ช็อก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูตัวร้ายกับนายเลขาสุดคลั่งรัก: อย่าท้าทายเงินในกระเป๋าผม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!