"ถ้าท่านยังขยับเข้ามาใกล้กว่านี้อีกเพียงก้าวเดียว ดิฉันเกรงว่าดาบเล่มนี้อาจจะเผลอแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ตามสัญชาตญาณอัศวินศักดิ์สิทธิ์เอานะครับ... เอ๊ย หมายถึง ดิฉันเตือนด้วยความหวังดีต่างหากเล่า!"
ปลายดาบเรืองแสงสีทองอร่ามจ่ออยู่ที่ปลายคางของผมพอดี ลูมิน่าในยามนี้ไม่ได้มีมาดของหัวหน้าฝ่ายการตลาดผู้เย็นชาและเคี่ยวกรำยอดขายในดันเจี้ยนแม้แต่น้อย ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววดุดันตามวิถีแห่งพาลาดิน กลับไหวระริกสะท้อนเงาแสงคบเพลิงในอุโมงค์มืดทึบ ใบหูและพวงแก้มขาวเนียนถูกย้อมด้วยสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด แม้พยายามจะเชิดหน้าขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า แต่เสียงลมหายใจที่ติดขัดเล็กน้อยนั้นฟ้องชัดเจนว่าเธอกำลังสั่นไหว
ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ ขยับถอยหลังตามมารยาทเว้นระยะห่างที่เหมาะสม—หรือจะพูดให้ถูกคือ ถอยเพื่อเปิดทางให้บรรยากาศรอบตัวมันชวนกระวนกระวายใจเล่นๆ เสียมากกว่า
รอบกายของเราในตอนนี้คือชั้นที่สี่ของดันเจี้ยนรกร้าง ซากโครงกระดูกของทหารรับจ้างยุคโบราณนับร้อยโครงถูกจัดระเบียบให้อยู่ในอิริยาบถเรียบร้อย ไม่ได้น่ากลัวหรือชวนคลื่นไส้เหมือนยามที่พวกมันยังมีชีวิตอยู่ แต่กลับถูกเนรมิตให้กลายเป็นฉากหลังสุดโรแมนติกด้วยฝีมือการจัดไฟเวทมนตร์ของผมเอง แสงสีฟ้าอ่อนนวลตาจากมานาโคลว์สโตนสาดส่องกระทบกับละอองฝุ่นระยิบระยับในอากาศ ราวกับหมู่ดาวที่ถูกดึงลงมาประดับไว้ใต้พื้นดิน
เราเพิ่งผ่านศึกหนักในการเจรจา (ที่เกือบจะกลายเป็นการตะลุมบอน) กับกลุ่มกิลด์พาณิชย์คู่แข่งมาได้หมาดๆ ความเหนื่อยล้าจากการใช้พลังเวทมหาศาลทำให้ลูมิน่าทรุดตัวลงนั่งพักพิงกับผนังหินเย็นเฉียบ เกราะเหล็กสีขาวบริสุทธิ์ของเธอมีรอยขูดขีดเล็กน้อยจากคมดาบศัตรู ด้วยความที่เป็นสุภาพบุรุษ (และเป็นนายจ้างที่แสนดี) ผมจึงอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปใกล้เพื่อสำรวจบาดแผล พร้อมกับยื่นขวดโพชั่นฟื้นฟูระดับพรีเมียมที่ผสมน้ำผึ้งป่าดันเจี้ยนให้เธอ
แต่ใครจะคาดคิดว่า ระยะห่างระหว่างเราในมุมอับของซอกหินนี้ จะแคบลงจนเหลือเพียงลมหายใจกั้น
"ท่านริน... ท่านนี่มัน..." ลูมิน่าพึมพำเสียงเบาหวิว มือเรียวบางลดดาบลงช้าๆ ก่อนจะใช้หลังมือปัดปอยผมสีเงินที่หลุดลุ่ยลงมาปรกหน้าผาก ท่าทางเก้ๆ กังๆ แบบนั้นช่างขัดกับภาพลักษณ์นักรบผู้เกรียงไกรเสียเหลือเกิน แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้หัวใจของเนโครแมนเซอร์สายปั่นอย่างผมเต้นผิดจังหวะไปหลายสจังหวะ
"ผมทำไมหรือครับคุณลูมิน่า? หรือว่าโพชั่นที่ผมชงให้มันหวานเกินไปจนท่านอัศวินผู้เคร่งครัดดื่มไม่ลง?" ผมยิ้มมุมปาก ทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นหินในระดับสายตาเดียวกับเธอ เพื่อให้เราได้สบตากันตรงๆ
"ไม่ใช่เรื่องโพชั่นเสียหน่อย..." เธอเบือนหน้าหนีเล็กน้อย หลบสายตาพราวระยับของผม แต่มือข้างที่ถือขวดโพชั่นกลับกำมันแน่นขึ้นจนข้อต่องอขาว "ดิฉัน... ดิฉันแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมท่านถึงต้องทำเพื่อร้านของเราขนาดนี้ด้วย งานเอกสารก็ล้นมือ กลยุทธ์การตลาดก็ต้องคิด แถมยังต้องมาเสี่ยงชีวิตในดันเจี้ยนระดับสูงนี่อีก ทั้งที่ท่านจะนอนกินนอนนอนอยู่ในคฤหาสน์เฉยๆ ก็ได้แท้ๆ"
น้ำเสียงของเธอมิได้เจือด้วยความตัดพ้อ หากแต่มีความห่วงใยอันลึกซึ้งซ่อนอยู่ภายใต้ความดื้อรั้นตามประสาคนปากไม่ตรงกับใจ
ผมมองลึกลงไปในดวงตาสีฟ้าครามคู่นั้น ความทรงจำในช่วงเวลาที่เราฝ่าฟันอุปสรรค ตั้งแต่เปิดร้านขายอุปกรณ์เวทมนตร์เล็กๆ จนกลายเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจนักผจญภัยไหลย้อนเข้ามาในหัว ทุกรอยยิ้ม ทุกความขัดแย้ง และทุกหยาดเหงื่อที่เราหลั่งร่วมกัน มันหล่อหลอมให้ความสัมพันธ์ของเราก้าวข้ามคำว่า "เจ้านายกับลูกน้อง" ไปนานแล้ว
"เพราะว่า... สำหรับผมแล้ว..." ผมเว้นจังหวะเล็กน้อย ตั้งใจทอดเสียงให้ทุ้มนุ่มและจริงจังที่สุด เพื่อให้บรรยากาศรอบตัวหยุดนิ่งลง ณ วินาทีนั้น "การได้เห็นร้านของเราเติบโต มันมีความหมายมากครับ... แต่การได้เห็นคนๆ หนึ่ง ยืนหยัดเคียงข้างผม คอยดุผมเวลาทำอะไรนอกลู่นอกทาง และคอยระวังหลังให้ในยามคับขัน... มันมีความหมายมากกว่านั้นหลายร้อยเท่า"
ลมหายใจของลูมิน่าสะดุดกึก เปลือกตาของเธอกระพริบถี่ ใบหน้าที่เคยนิ่งสงบมาราวกับรูปสลักหินอ่อน บัดนี้ร้อนผ่าวจนลามไปถึงใบหู เธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะริมฝีปากอิบอิ่มเผยอขึ้นเล็กน้อยคล้ายอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
ผมยิ้มละมุน ยื่นมือออกไปอย่างช้าๆ เพื่อปัดเศษฝุ่นที่ติดอยู่บนไหล่เกราะของเธอออกอย่างเบามือ สัมผัสจากปลายนิ้วผ่านเนื้อผ้าและเกราะเหล็กเย็นเยียบส่งผ่านความอบอุ่นไปถึงหัวใจของเธอ ลูมิน่าไม่ได้ถอยหนี เธอกลับหลับตาลงพริบตาหนึ่ง ยอมรับสัมผัสอันทะนุถนอมนั้นด้วยความยินยอมพร้อมใจ
"ท่านนี่มัน... ขี้โกงชะมัด..." เสียงกระซิบของเธอเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม แต่มันกลับก้องกังวานชัดเจนในความเงียบงันของอุโมงค์
"เรื่องทำธุรกิจ ผมอาจจะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรพราว..." ผมขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนกระทั่งกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่เธอใช้บำรุงรักษาชุดเกราะลอยเข้าจมูก "แต่เรื่องหัวใจเนี่ย... ผมพูดความจริงทุกประการนะครับ"
รอยยิ้มบางเบาที่หาดูได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของอัศวินสาว เธอเงยหน้าขึ้นสบตาผมอีกครั้ง แววตาคู่นั้นไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงประกายแห่งความเชื่อใจและความรู้สึกที่เริ่มผลิบานอย่างงดงามท่ามกลางซากปรักหักพัง
บรรยากาศแสนหวานกำลังโอบล้อมคนทั้งสองไว้ราวกับโลกใบนี้เหลือเพียงเราแค่สองคน...
กระทั่งเสียงก๊อบแก๊บแผ่วเบาจากความมืดเบื้องลึกของอุโมงค์ชั้นที่ห้า ดังแทรกขึ้นมาทำลายความเงียบ
*กริ๊ก... ครืนนนอ...*
แสงสว่างสีฟ้าจากมานาโคลว์สโตนกะพริบไหวรุนแรง ราวกับถูกพลังงานมหาศาลกดทับจนแทบดับวูบ แรงกดดันมหาศาลระดับที่ทำให้ลมหายใจสะดุดพุ่งทะยานขึ้นมาจากพื้นดินเบื้องล่างอย่างฉับพลัน พร้อมกับเสียงคำรามต่ำทุศลที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ
ระบบแจ้งเตือนสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นตรงหน้าผมทันทีโดยไม่ต้องรอให้เรียกหา—
[⚠️ แจ้งเตือนด่วนระดับ SSS: ตรวจพบการตื่นขึ้นของ "ราชันโครงกระดูกทมิฬ (True Ancient Lich King)" ผู้หลับใหลมานานกว่าสามพันปี!]
[เงื่อนไขพิเศษกระตุ้น: ความเข้มข้นของมานาแห่งความรักและความผูกพันในรัศมี 10 เมตร ได้ปลุกเร้าบอสลับระดับตำนานให้ลืมตาตื่น!]
[ภารกิจฉุกเฉิน: "ปกป้องคนสำคัญ" หรือ "กลายเป็นปุ๋ยใต้ดันเจี้ยน" — เริ่มต้นนับถอยหลัง 05:00 นาที!]
ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ "เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด" คนนี้ด้วยนะครับ!
เนโครแมนเซอร์สายปั่นกับดันเจี้ยนที่ไม่มีใครอยากลง•ตอนที่ 23
ความรักที่เริ่มก่อตัวท่ามกลางซากศพ
ผลงานโดย เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เนโครแมนเซอร์สายปั่นกับดันเจี้ยนที่ไม่มีใครอยากลง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!