กลิ่นอายของฟอร์าลินและแอลกอฮอล์ล้างแผลภายในห้องชันสูตรศพเวลานี้ ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศความตึงเครียดเจือจางลงเลยแม้แต่น้อย ธันวาตวัดคมมีดผ่าตัดเลาะเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังของศพตรงหน้าด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตร ทุกท่วงท่าเปี่ยมด้วยความเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวราวกับเครื่องจักรกลมีชีวิต แต่ในห้วงความคิดของแพทย์นิติเวชหนุ่ม ภาพเหตุการณ์จากคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสัปดาห์ก่อนยังคงหลอกหลอน เขาเกลียดความไม่สมเหตุสมผล เกลียดความคลุมเครือ และเหนือสิ่งอื่นใด... เขาเกลียดคำว่า ‘นิมิต’
ประตูกระจกฝ้าของห้องสอบสวนเบื้องนอกเปิดออกพร้อมเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างไม่ลังเล
ธันวาถอดถุงมือยางเปื้อนเลือดออกโยนลงถังขยะ เขาล้างมืออย่างลวกๆ ก่อนจะเดินออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยราดด้วยน้ำแข็ง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนภาพของหญิงสาวร่างเพรียวในชุดเสื้อโค้ชสีเข้ม เธอยืนนิ่งอยู่กลางสถานีตำรวจท่ามกลางสายตาสอดรู้สอดเห็นของนายตำรวจชั้นประทวน รินรดามาที่นี่อีกแล้ว... และครั้งนี้ เธอมิได้มาเพียงมือเปล่า
"ผมคิดว่าเราตกลงกันชัดเจนแล้วนะ คุณรินรดา" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เฉียบคม ทอดมองหญิงสาวผู้มีดวงตาสีเทาหม่นที่มักมองทะลุผ่านความจริงเบื้องหน้าไปสู่มิติอื่นเสมอ "สถานีตำรวจไม่ใช่หอศิลป์ และนิติเวชศาสตร์ก็ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยจินตนาการเพ้อเจ้อของคุณ"
รินรดาไม่สะทกสะท้านต่อวาจาเชือดเฉือนนั้น เธอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา เรียวหนาของกระดาษวาดเขียนแผ่นใหญ่ถูกคลี่ออกวางบนโต๊ะสแตนเลสเย็นเยียบ แสงไฟนีออนสาดส่องลงบนภาพวาดสีน้ำมันที่ยังไม่แห้งสนิทดี กลิ่นฉุนของน้ำมันสนและสีแดงเข้มคละคลุ้งขึ้นมาทันที
มันคือภาพเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นในตรอกมืดหลังสถานีเมื่อสามชั่วโมงก่อน... ภาพที่แม้แต่ตำรวจในที่เกิดเหตุยังไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณชน
"คุณหมอธันวาคะ... อ้อ ขอโทษทีครับ ผมติดปาก" รินรดาชะงักเล็กน้อยเมื่อเผลอใช้น้ำเสียงเย้าแหย่กับผู้ชายที่แข็งกระด้างราวกับหินผา ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบจริงจัง "ความจริงไม่ได้ซ่อนอยู่แค่ใต้มีดผ่าตัดของคุณหรอกนะคะ บางครั้ง... มันก็รอให้ใครสักคนระบายมันออกมาบนผ้าใบต่างหาก"
ธันวาก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะ ดวงตาคมจ้องมองภาพวาดนั้นด้วยความรู้สึกที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘ขนลุกเกลียว’ แต่สำหรับเขา มันคือความหงุดหงิดระคนสงสัยทางตรรกะ ภาพนั้นแสดงให้เห็นร่างไร้ลมหายใจของเหยื่อในมุมมองจากมุมสูง ตำแหน่งของบาดแผลฉกรรจ์ที่ลำคอ ท่าทางการบิดเบี้ยวของนิ้วมือ แม้กระทั่งรอยเปื้อนของคราบโคลนที่รองเท้า ทุกรายละเอียด... ตรงกับรายงานการชันสูตรเบื้องต้นที่เขายังไม่ได้ส่งมอบให้พนักงานสอบสวนด้วยซ้ำ
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่มีทางเป็นความบังเอิญ
"คุณไปเอาภาพนี้มาจากไหน" ธันวาเค้นเสียงถาม ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับความเย็นเยียบของห้องทำงาน ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงจนได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจที่แตกต่างกันสุดขั้ว คนหนึ่งเต้นด้วยอัตราเร่งแห่งความหวาดระแวง อีกคนเต้นด้วยจังหวะนิ่งสนิทของตรรกะ
"ฉันไม่ได้ไปเอา... ฉัน ‘เห็น’ มัน" รินรดาตอบ สายตาของเธอมองลึกเข้าไปในดวงตาสสีดำสนิทของแพทย์หนุ่ม ราวกับต้องการค้นหาเศษเสี้ยวความเปราะบางที่เขาซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากนักวิทยาศาสตร์ "เมื่อตอนตีสอง ขณะที่คุณกำลังก้มหน้าก้มตาตรวจศพในห้องนี้ สมองของฉันเกิดภาพแฟลชแบ็กขึ้นมาอย่างรุนแรง มันเป็นความทรงจำของฆาตกร... ฉันเห็นมือของเขา ฉันได้กลิ่นคาวเลือด และฉันก็รู้สึกถึงความสะใจยามที่คมมีดกรีดลงบนเนื้อหนังของเหยื่อ"
ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง เขายื่นมือออกไปแตะรอยพู่กันสีแดงฉานบนกระดาษอย่างถือวิสาสะ นิ้วเรียวยาวแตะต้องเนื้อสีที่ยังชื้นแฉะ
"ภาพวาดชิ้นนี้ใช้สีน้ำมันเกรดศิลปินยี่ห้อวินเซอร์ แอนด์ นิวตัน เบอร์รอร์ พอยต์... สีนำเข้าที่มีราคาแพงและมีจำหน่ายเฉพาะร้านค้าเฉพาะทางสามแห่งในเมืองนี้" ธันวาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียաբเฉยแต่เต็มไปด้วยการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา "คุณบอกว่าคุณเห็นภาพนี้ตอนตีสอง แต่รอยพู่กันเหล่านี้ยังมีความชื้นสูง บ่งบอกว่าคุณเพิ่งบรรจงวาดมันเสร็จไม่เกินหนึ่งชั่วโมงก่อนที่จะเดินมาที่นี่... รินรดา คุณไม่ได้แค่ ‘เห็นนิมิต’ หรอกนะ"
รินรดาสะดุ้งเล็กน้อย เปลือกตากระตุกวูบ แต่วินาทีต่อมาเธอก็กลับมาตั้งสติได้ แววตาของเธอยังคงท้าทายเช่นเดิม
"คุณกำลังจะบอกว่าฉันคือฆาตกรอย่างนั้นหรือคะ คุณหมอ?" เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นไม่แพ้กัน "ถ้าฉันเป็นคนลงมือฆ่าจริง ฉันจะโง่เอาหลักฐานชิ้นเอกนี้มามอบให้ตำรวจถึงมือทำไมล่ะคะ"
"เพราะคนบางคนไม่ได้ต้องการซ่อนความผิด..." ธันวาโน้มตัวเข้าไปใกล้ จนใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงคืบ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นสีน้ำมันลอยแตะจมูกเขา ตัดกับกลิ่นฟอร์าลินอย่างสิ้นเชิง "...แต่พวกเขาเสพติดการท้าทายความจริง พวกเขาต้องการรู้ว่าโลกใบนี้จะฉลาดพอที่จะมองเห็นเกมที่พวกเขากำลังเล่นอยู่หรือเปล่า"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง บทสนทนาที่เฉียบคมบาดลึกราวกับคมมีดผ่าตัดทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมหลบสายตา เคมีอันตรายระหว่างความบ้าคลั่งของจิตรกรสาวกับความเยือกเย็นของนิติเวชหนุ่มกำลังปะทะกันอย่างรุนแรงในพื้นที่แคบๆ แห่งนี้
ในจังหวะที่ไม่มีใครยอมใครนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างร้อนรน ประตูห้องสอบสวนถูกผลักเปิดออกโดยสารวัตรภาณุ ผู้มีใบเคร่งเครียดและหยาดเหงื่อผุดพรายตามขมับ
"คุณธันวา... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ" สารวัตรหนุ่มหอบหายใจถี่กระชั้น ยื่นแท็บเล็ตหน้าจอแสดงภาพกล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุมาให้ดู "เราเพิ่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดมุมสูงตัวสุดท้ายในตรอก... และเราพบเงาปริศนา"
ธันวาละสายตาจากรินรดาชั่วขณะ ก้มลงมองหน้าจอแท็บเล็ต ภาพจากกล้องวงจรปิดความละเอียดต่ำแสดงให้เห็นร่างของฆาตกรสวมฮู้ดสีดำกำลังลงมือสังเหยื่ออย่างเหี้ยมโหด แต่สิ่งที่ทำให้เลือดในกายของแพทย์หนุ่มเย็นเฉียบจนแทบหยุดไหล ไม่ใช่ความโหดร้ายของฆาตกรรมนั้น...
...แต่มันคือเงาสสะท้อนของบุคคลที่สาม ซึ่งยืนแอบมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่หลังกองลังไม้ในมุมมืดของตรอก
บุคคลในเงาสะท้อนนั้น สวมเสื้อโค้ชสีเขียวเข้มตัวเดียวกันกับที่รินรดากำลังสวมใส่อยู่ในขณะนี้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก•ตอนที่ 2
ภาพวาดสีเลือด
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!