กลิ่นอับชื้นของสีน้ำมันและสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ใต้ถุนตึกเก่าของสถาบันนิติเวช ไฟนีออนกะพริบติดๆ ดับๆ สาดแสงสีนวลพาสเทลกระทบเข้ากับผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่วางพิงอยู่บนขาตั้ง รินรดายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าผลงานชิ้นเอกที่เธอใช้เวลาแรมเดือนในการจรดปลายพู่กันทับถมความทรงจำอันบิดเบี้ยว ดวงตาคู่คมของเธอมองลอดผ่านกรอบแว่นสายตา จ้องเขม็งไปยังรอยแปรงที่ตวัดซ้ำไปซ้ำมาบริเวณมุมล่างขวาของภาพ ซึ่งหากมองด้วยตาเปล่า มันเป็นเพียงเงาตะคุ่มของซากตึกปรักหักพัง แต่สำหรับธันวาแล้ว… มันคือแผนผัง
“คุณกำลังใช้ความบ้าคลั่งมาเขียนแผนที่นำทางสินะครับ รินรดา”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ธันวาก้าวเท้าเข้ามาใกล้โดยไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า มือสวมถุงมือยางสีขาวยื่นออกไปแตะเบาๆ ที่กรอบไม้เก่าคร่ำคร่า เขาย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับจุดที่รินรดาเพิ่งใช้นิ้วเรียวยาวชี้ให้ดูเมื่อครู่ แววตาของแพทย์นิติเวชผู้ยึดมั่นในตรรกะและหลักฐานเชิงประจักษ์ฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก
“ความบ้าคลั่งกับความจริง มักมีเส้นบางๆ กั้นอยู่เสมอค่ะ—อภัยด้วยครับ ผมติดปาก” รินรดาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเผลอใช้น้ำเสียงคุ้นเคย ก่อนจะเปลี่ยนมามองหน้าเขาด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ยากจะคาดเดา “แต่คุณก็น่าจะรู้ดีกว่าใคร ธันวา ว่าบางครั้ง... ศพในห้องผ่าศพของคุณพูดความจริงน้อยกว่ารอยเปื้อนสีบนผ้าใบของดิฉันเสียอีก”
ธันวาไม่ตอบโต้ในทันที เขาปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ปล่อยให้เสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ทำหน้าที่บรรเลงเพลงประกอบความตึงเครียดระหว่างคนทั้งสอง นิ้วเรียวภายใต้ถุงมือยางไล้ไปตามผิวสัมผัสของเนื้อสีที่นูนหนาขึ้นมาบนผืนผ้าใบ รอยปูนปลาสเตอร์ที่ผสมลงไปในเนื้อสีนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อมิติทางศิลปะ แต่มันคือสัดส่วนทางเรขาคณิต
“รอยปูนนี้... ความหนาแปดมิลลิเมตร ผสมเศษผงถ่านหินและซากอิฐมอญบดละเอียด” ธันวาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งใบมีดที่เพิ่งผ่านการลับ “คุณไม่ได้วาดมันจากจินตนาการ คุณเคยไปที่นั่น... หรือพูดให้ถูกคือ คุณเห็นมันจากนิมิตของเหยื่อรายล่าสุดเมื่อคืนก่อน”
รินรดาลดมือลง ดวงตาไหววับชั่ว1พริบตาก่อนจะกลับมาเรียบเฉย เธอยกกาแฟดำขึ้นจิบเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในAอก “สมเป็นหมอธันวา ผู้ชายที่เชื่อแต่ผลแล็บและดีเอ็นเอ... แล้วคุณคิดว่าห้องใต้ดินที่มีโครงสร้างอิฐมอญยุคสงครามโลกครั้งที่สองแห่งนี้ ซ่อนอะไรอยู่ใต้ตึกร้างย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรีล่ะคะ?”
“ความลับที่ตำรวจพยายามกลบฝัง และฆาตกรอยากให้ตายไปพร้อมกับศพ” ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของเขาทาบทับร่างของหญิงสาวจนมิด “เตรียมตัวให้พร้อมครับ เราจะไปพิสูจน์กันว่า นิมิตบ้าๆ ของคุณ กับความจริงเย็นชาของผม ใครจะเป็นฝ่ายชนะในค่ำคืนนี้”
บรรยากาศภายในรถยนต์ส่วนตัวของธันวาเต็มไปด้วยความกดดันที่จับต้องได้ เข็มไมล์เคลื่อนที่ไปอย่างเงียบเชดท่ามกลางสายฝนปรอยที่เริ่มโปรยปลงมาทัศนียภาพเบื้องหน้าพร่ามัว ถนนสายเปลี่ยวในช่วงเวลาตีสองยี่สิบนาทีไร้ซึ่งเงาของผู้คน มีเพียงแสงไฟหน้ารถที่สาดส่องผ่าความมืดมิดเข้าไปยังซอกซอยอันเปลี่ยวร้างตามพิกัดที่ถอดรหัสได้จากภาพวาดของรินรดา
“จอดตรงนี้แหละค่ะ” รินรดากล่าวขึ้นเบาๆ เมื่อรถเคลื่อนมาหยุดอยู่หน้าโกดังเก็บสินค้าเก่าริมแม่น้ำที่ขึ้นสนิมเขรอะ ป้ายชื่อบริษัทถูกปลดออกไปนานจนเหลือเพียงรอยน็อตเปล่าเปลือย
ธันวาดับเครื่องยนต์ ความเงียบสงัดเข้าโอบล้อมพวกเขาทันที มีเพียงเสียงฝนกระทบหลังคาหลังคารถและเสียงคลื่นกระทบตลิ่งด้านนอก เขาหยิบไฟฉายแรง 1000 ลูเมนขึ้นมาตรวจสอบความพร้อมของกระเป๋าอุปกรณ์นิติเวชสนามที่เบาะหลัง ก่อนจะหันไปสบตากับหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกาย
“จำไว้นะครับรินรดา ถ้าเกิดอะไรขึ้น คุณต้องถอยหลังกลับไปที่รถทันที ไม่มีความจำเป็นต้องเป็นฮีโร่ในสถานที่อัปมงคลแบบนี้”
“ความเป็นห่วงของคุณฟังดูเหมือนคำสั่งประกาศิตมากกว่านะคะ หมอธันวา” รินรดาแย้มยิ้มบางๆ แม้เม็ดเหงื่อจะผุดขึ้นตามไรผมของเธอ “แต่เสียใจด้วย ดิฉันไม่ใช่ผู้ป่วยที่รอรับการรักษา... ดิฉันคือคนที่พาคุณมาเจอหลักฐานที่ตามหามาตลอดสามปีต่างหาก”
ทั้งคู่ก้าวลงจากรถ ความชื้นและกลิ่นเหม็นเน่าของโคลนตมตีเข้าจมูกทันที ธันวานำทางด้วยไฟฉายส่องสว่างนำร่อง กลิ่นอายของความตายลอยอบอวลอยู่ในบรรยากาศ—มันเป็นกลิ่นที่แพทย์นิติเวชอย่างเขาคุ้นเคยดีเสียยิ่งกว่ากลิ่นน้ำหอมราคาแพง
ประตูเหล็กบานใหญ่ถูกงัดแงบด้วยชะแลงที่ธันวาเตรียมมา เสียงโลหะเสียดสีกันดังเอี๊ยดอาร์ดบาดแก้วหู ก่อนที่ช่องว่างขนาดพอให้คนลอดผ่านจะเปิดออก ความมืดมิดสีดำสนิทภายในอุโมงค์ใต้ดินดึงดูดพวกเขาราวกับปากอ่าวของปีศาจ
ธันวาเป็นฝ่ายก้าวเท้าลงไปก่อน แสงไฟฉายกวาดผ่านผนังอิฐมอญชื้นแฉะ หยดน้ำหยดลงมาสะท้อนแสงไฟเป็นประกายระยิบระยับราวกับหยดเลือด รินรดาก้าวตามลงมาติดๆ มือของเธอสั่นเล็กน้อยโดยพยายามซ่อนมันไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ท
“ตามผมมา... อย่าห่างเกินหนึ่งเมตร” ธันวาเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ ที่ลาดต่ำลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลิ่นสนิมและกลิ่นฟอร์มาลีนบางเบาโชยปะทะเข้าจมูก ธันวาชะงักฝีเท้ากะทันหัน จนรินรดาเกือบเดินชนแผ่นหลังของเขา
แสงไฟฉายของธันวาส่องกราดไปเบื้องหน้า หยุดนิ่งอยู่ที่บานประตูไม้เนื้อแข็งบานหนึ่งที่มีร่องรอยการเชื่อมปิดตายด้วยคานเหล็กหนา และที่สำคัญ... บนพื้นหน้าประตูนั้น มีรอยรองเท้าคอมแบทเปื้อนโคลนที่ยังสดใหม่ ราวกับว่าเพิ่งมีใครบางคนยืนอยู่ตรงนี้ก่อนที่พวกเขาจะมาถึงไม่ถึงสิบนาที
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขายกมือขึ้นส่งสัญญาณให้รินรดาก้าวถอยหลังไปช้าๆ ขณะที่มืออีกข้างเอื้อมไปหยิบปืนพกสั้นประจำ2ตัวที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อสูทออกมาปลดเซฟอย่างเงียบเชียบ
ทว่า... ก่อนที่ธันวาจะได้เอ่ยปากพูดอะไร แสงไฟจากภายในห้องหลังประตูกลับสว่างพรึบขึ้นมาผ่านรอยแยกของวงกบ
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของใครบางคนกำลังเดินวนเวียนอยู่ภายในห้องนั้น พร้อมกับเสียงเพลงบรรเลงคลาสสิกเบาๆ ที่ดังลอดออกมา ราวกับเป็นการต้อนรับแขกผู้ไม่ได้รับเชิญให้เข้าไปร่วมพิธีกรรมอันน่าสะพรึงกลัว
รินรดาเบิกตากว้าง มือเรียวคว้าแขนเสื้อของธันวาไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือดเมื่อตระหนักได้ว่าภาพในนิมิตของเธอกำลังกลายเป็นความจริงตรงหน้า
“ธันวาคะ...” เสียงกระซิบของเธอสั่นเครือ “เขา... เขายังอยู่ในนั้น”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก•ตอนที่ 18
เบาะแสในความฝัน
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!