กลิ่นฟอร์มาลีนจางๆ ลอยอวลปะปนกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษเอกสารเก่าเก็บในห้องทำงานใต้ดินของสถาบันนิติเวช ไฟนีออนสีขาวนวลกะพริบเบาๆ ทุกสามวินาทีราวกับมันกำลังนับถอยหลังอายุไขของตัวเอง ธันวายังคงนั่งนิ่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แสงสีฟ้าสะท้อนลงบนกรอบแว่นโลหะและดวงตาคู่คมที่ไร้ซึ่งความระส่ำระสาย นิ้วเรียวยาวของแพทย์นิติเวชผู้ยึดถือตรรกะเป็นศาสนา กำลังเคาะโต๊ะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ—จังหวะเดียวกับความเย็นชาที่เขาใช้กั้นกำแพงระหว่างตัวเองกับโลกภายนอก
"คุณกำลังสร้างภาพหลอนให้ตัวเอง ธันวา"
น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เจือแววตื่นตระหนกดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง รินรดายืนอยู่ตรงนั้น ร่างเพรียวบางภายใต้เสื้อคลุมสีเข้มสั่นเทวานิดๆ ปลายนิ้วเรียวของเธอจิกเข้าหากันแน่นจนข้อต่องอขาวโพลน ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มองมาที่เขา แต่มันกำลังจ้องมอง "บางสิ่ง" ที่ว่างเปล่าบนผนังห้องสีเทาหม่น
ธันวาละสายตาจากจอภาพ ชำเลืองมองหญิงสาวด้วยหางตา
"วิทยาศาสตร์ไม่มีพื้นที่ให้คำว่าภาพหลอน รินรดรา... สิ่งที่มีคือข้อมูลที่ยังแปลความหมายไม่ได้ หรือไม่ก็สมองที่ถูกรบกวนด้วยความทรงจำอันเปราะบางของคุณเอง" เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความปรานี แต่มันคือความจริงอันโหดร้ายที่เขาใช้ปกป้องตัวเองมาตลอดหลายปี
"แต่มันไม่ใช่ความทรงจำของฉัน!" รินรดาตวาดเสียงสั่น เธอก้าวพรวดเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน แววตาของจิตรกรสาวเต็มไปด้วยความหวาดกลัวระคนสับสน เธอยกมือขึ้นกุมขมับราวกับศีรษะกำลังจะระเบิด "ภาพพวกนั้น... เลือดสีเข้มที่นองบนพื้นพรมลายหลุยส์ เสียงนาฬิกาโบราณที่ดังติ๊กๆ และ... และกลิ่นดอกพุดซ้อนที่อบอวลจนน่าคลื่นไส้ นั่นไม่ใช่เรื่องราวของฉัน ฉันไม่เคยไปที่คฤหาสน์นั่น!"
ธันวานิ่งงันไปชั่วขณะ
คำพูดเพียงไม่กี่คำของเธอราวกับคมมีดที่กรีดลึกเข้าไปในรอยแผลเป็นที่เขาพยายามเย็บปิดมันมาตลอดชีวิต คฤหาสน์หลังนั้น... กลิ่นดอกพุดซ้อน... และเสียงนาฬิกาโบราณของตระกูลธันวา มันคือรายละเอียดในคืนโศกนาฏกรรมเมื่อสิบปีก่อน วันที่พ่อแม่ของเขาถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมในห้องทำงานส่วนตัว วันที่คดีถูกปิดลงด้วยสำนวนฆ่าชิงทรัพย์ที่ไร้ร่องรอยและไร้ซึ่งความยุติธรรม
ร่างสูงลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงของเขาบดบังแสงไฟจนเกิดเงาทาบทับร่างของหญิงสาว ธันวาจ้องลึกลงไปในดวงตาของเธอ พยายามค้นหาคำโกหกหรือร่องรอยของอาการทางจิตที่เธอเผชิญอยู่ แต่สิ่งที่เขาเห็นในแววตานั้นกลับมีเพียงความเจ็บปวดที่บริสุทธิ์เกินกว่าจะปั้นแต่ง
"คุณกำลังเห็นอะไรอีก รินรดา บอกผมมาให้ละเอียด" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นทีละน้อย ความเยือกเย็นเมื่อครู่เริ่มถูกกัดเซาะด้วยความอยากรู้ที่แผดเผา
"ฉันเห็นมือ..." รินรดากระซิบ เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นสะท้าน เธอยื่นมือออกไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว นิ้วมือเรียวยาวสั่นเทาขณะวาดมันไปในอากาศราวกับกำลังสัมผัสกับความว่างเปล่า "มือคู่หนึ่งกำลังถือมีดผ่าตัด... ไม่ใช่สิ มันคือมีดพกสลักลายโบราณ มือข้างนั้นสวมถุงมือหนังสีดำสนิท... และที่ข้อมือขวา มีรอยแผลเป็นเป็นแนวยาวพาดผ่านผิวหนัง..."
ธันวาชะביดกรามแน่น กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกวูบ
รอยแผลเป็นที่ข้อมือขวา... รายละเอียดนี้ไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน! ไม่มีทางที่ใครจะรู้เรื่องนี้ นอกจากฆาตกรที่ลงมือในคืนนั้น และ... ตัวเขาเองที่ยืนแอบมองเหตุการณ์ผ่านช่องประตูในวัยเด็ก
"คุณรู้เรื่องรอยแผลเป็นนั้นได้จากไหน?" เสียงของธันวาต่ำลึกจนเกือบเป็นเสียงคำราม เขาเอื้อมมือไปควاมข้อมือของเธอไว้โดยไม่รู้ตัว แรงบีบจากปลายนิ้วของแพทย์นิติเวชสะท้อนถึงความตื่นตระหนกที่พยายามควบคุมไว้ภายใต้หน้ากากอันเยือกเย็น
"ฉันไม่ได้อยากเห็นมันเลยนะ ธันวา!" รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หยาดน้ำตาเอ่อคลอเบ้าตาคู่สวยแต่ไม่มีทีท่าว่าจะไหลร่วง เธอดึงข้อมือกลับจากการเกาะกุมของเขาอย่างแรง "ทุกครั้งที่ฉันอยู่ใกล้คุณ ภาพพวกนี้มันไหลทะลักเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก สมองของฉันมันกลายเป็นกระจกเงาที่คอยสะท้อนเรื่องสกปรกที่คุณพยายามฝังกลบไว้... คุณต่างหากที่ดึงมันออกมาจากตัวฉัน!"
บรรยากาศในห้องทำงานแคบๆ ตึงเครียดขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก เสียงกะพริบของหลอดไฟนีออนกลายเป็นเสียงเดียวที่ทำลายความเงียบงัน ธันวาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ราวกับถูกตบเข้าที่ใบหน้าฉานด้วยความจริงที่ว่า เขานั่นเองที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางจิตวิทยาให้พยานปากเอกคนนี้มองเห็นอดีตอันดำมืดของเขา
"ถ้าสิ่งที่คุณเห็นเป็นความจริง..." ธันวาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง สายตาทอดมองไปยังกองแฟ้มคดีเก่าที่วางอยู่มุมโต๊ะ "แสดงว่าฆาตกรคนนั้นยังลอยนวลอยู่ และมัน... อาจจะอยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด"
ก่อนที่รินรดาจะทันได้เอ่ยคำใดตอบโต้ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงคู่หนึ่งก็ดังขึ้นแว่วๆ จากทางเดินด้านนอก มันเป็นจังหวะการเดินที่มั่นคงและเชื่องช้า... เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนซีเมนต์ดัง *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทุกที
ธันวาหันขวับไปมองที่ประตูห้องทันที สัญชาตญาณการเอาตัวรอดร้องเตือนภัยในหัว
ไม่มีใครควรจะอยู่ที่นี่ในยามวิกาลแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ในเขตต้องห้ามของแผนกนิติเวช
เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าประตูห้องพอดี ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอีกครั้ง ชั่วพริบตานั้นเอง ลูกบิดประตูเหล็กก็ค่อยๆ หมุนวนช้าๆ จากด้านนอก พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ปรากฏขึ้นบนเงาสะท้อนจากกระจกหน้าต่าง... มันไม่ใช่เงาของรินรดา และไม่ใช่เงาของเขาเอง!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก•ตอนที่ 17
เงาสะท้อนจากอดีต
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!