นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก•ตอนที่ 6

รหัสลับในผืนผ้าใบ

ผลงานโดย พยานปากเอก
กลิ่นอายของน้ำมันสนและตัวทำละลายเคมีคละคลุ้งหนាแน่นอยู่ในห้องทำงานที่ถูกปิดทึบ แสงไฟสีส้มจากหลอดทังสเตนสาดส่องลงบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่วางตั้งอยู่บนขาตั้ง รินรดายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าผลงานชิ้นล่าสุดของเธอ ปลายพู่กันในมือสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะพลังงานบางอย่างที่กำลังแผดเผาอยู่ในสมองของเธอ ภาพในหัวมันชัดเจนเกินไป ชัดเจนจนน่าสะพรึงกลัว—รอยเลือดที่กระเซ็นอยู่บนผนังปูนเปลือย เสียงกรีดร้องที่ถูกกลืนหายไปในความเงียบ และกลิ่นอายของความตายที่เธอไม่ได้เป็นคนสร้างขึ้น แต่มันถูกถ่ายทอดผ่านปลายพู่กันของเธอเองโดยไม่รู้ตัว "คุณกำลังใช้ความทรงจำของคนตายมาละเลงเล่นบนผ้าใบอีกแล้วนะครับ รินรดา" เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ธันวาก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัว มือสวมถุงมือยางสีขาวสะอาดสะอ้าน ในมือถือเครื่องมือชิ้นเล็กคล้ายแว่นขยายกำลังสูงที่มีเลนส์สะท้อนแสงสีฟ้า รินรดาสูดหายใจเข้าลึก and หันกลับมามองแพทย์นิติเวชผู้ปราศจากความหวาดหวั่นต่อสิ่งใดในโลกนี้ ดวงตาของเธอฉายแววระแวดระวังผสมผสานกับความท้าทาย "มันไม่ใช่การละเลงเล่นหรอกค่ะ—เอ๊ย... ครับ ธันวา คุณก็รู้ว่าฉันไม่ได้ตั้งใจจะมองเห็นมัน ภาพนี้มันบังคับให้ฉันวาดต่างหาก" ธันวาไม่ตอบทันที เขาย่างสามขุมเข้ามาใกล้ผืนผ้าใบ กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อของเขาตัดกับกลิ่นอายดิบเถื่อนของสีอิลลูชั่นในห้องได้อย่างประหลาด เขาหยุดยืนห่างจากผลงานศิลปะเพียงคืบเดียว ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไล่สายตามองรายละเอียดของภาพวาดสีน้ำมันที่พรรณนาถึงทุ่งหญ้าแห้งแล้งและเงาสะท้อนในกระจกที่แตกละเอียด "วิทยาศาสตร์ไม่เคยเชื่อเรื่องความบังเอิญ รินรดา" ธันวาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นและจริงจังจนบรรยากาศในห้องลดฮวบลงหลายองศา "และยิ่งเป็นภาพวาดชิ้นนี้... มันมีความผิดปกติบางอย่างที่ไม่อาจซ่อนพ้นสายตาของเครื่องมือทางนิติวิทยาศาสตร์ได้" รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "คุณหมายความว่าอย่างไร..." ธันวาหยิบอุปกรณ์ชิ้นเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อกาวน์ มันคือเครื่องสเปกโตรมิเตอร์แบบพกพาสำหรับวิเคราะห์สารเคมีที่ใช้ในห้องปฏิบัติการอาชญากรรมขั้นสูง เขาเปิดใช้งานมันโดยไม่รอคำอนุญาต แสงเลเซอร์สีเขียวเส้นบางเฉียบถูกฉายลงไปบนมุมขวาล่างของผืนผ้าใบ บริเวณที่รินรดาใช้พู่กันป้ายสีแดงเข้มทับถมกันหลายชั้นจนดูคล้ายดอกป๊อปปี้ป่า "คุณใช้สีน้ำมันเกรดศิลปินทั่วไปผสมลงไปในเนื้อสีหลัก เพื่อตบตาคนที่มองด้วยตาเปล่า" ธันวาเอ่ยวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงของนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ "แต่คุณลืมไปว่า... เคมีของสารอินทรีย์ไม่สามารถโกหกโครงสร้างทางโมเลกุลได้" หน้าจอขนาดเล็กบนเครื่องมือส่งเสียงเตือนเบาๆ *ปี๊บ* ธันวาเพ่งมองตัวเลขและกราฟที่ปรากฏขึ้นบนจอ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของเขาไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความสุข แต่มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่ต้อนเหยื่อจนมุมในเขาวงกต "น่าสนใจมาก..." ธันวาพึมพำเบาๆ กับตัวเอง "สารเคลือบที่ปะปนอยู่ในชั้นสีนี้ ไม่ใช่แค่น้ำมันลินซีดทั่วไป แต่มันคือสารประกอบไฮโดรคาร์บอนกลุ่มเดียวกับที่พบในน้ำยาล้างคราบเลือดและสารเคมีเรืองแสงที่ใช้ในสถานที่เกิดเหตุคดีฆาตกรรมอำพรางเมื่อสามปีก่อน... คดีที่ตำรวจปิดแฟ้มไปเพราะหาศาลานพยานไม่พบ" หัวใจของรินรดากระตุกวูบ เลือดในกายเย็นเฉียบจนปลายนิ้วชาดิก เธอมองหน้าธันวาด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเยือกเย็น "คุณกำลังกล่าวหาว่าฉัน... เกี่ยวข้องกับคดีนั้นหรือคะ... เอ่อ... ครับ?" เธอเผลอหลุดคำลงท้ายแบบเดิมออกมาอีกครั้งด้วยความประหม่า ธันวาหันขวับมามองเธอ ดวงตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิด ความใกล้ชิดที่เต็มไปด้วยกระแสความตึงเครียดทางจิตวิทยาและแรงดึงดูดอันตราย ธันวาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัดของหญิงสาว "ผมไม่ได้กล่าวหาคุณว่าลงมือฆ่าคน" ธันวาเอ่ยกระซิบ เสียงของเขาต่ำและนุ่มนวลอย่างน่าขนลุก "แต่ผมกำลังสงสัยว่า... ใครเป็นคนเอาสารเคมีเหล่านี้มาป้ายไว้บนมือของคุณ หรือไม่ก็... ใครเป็นคนบังคับให้คุณวาดภาพนี้ขึ้นมา เพื่อส่งสารลับบางอย่างถึงผม" ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของรินรดา รสชาติของความหวาดกลัวตีรวนขึ้นมาในลำคอ เมื่อเธอตระหนักได้ว่า ทุกสิ่งที่เธอพยายามปกปิด ไม่เพียงแต่ซ่อนอยู่ในความทรงจำที่บิดเบี้ยวของเธอเท่านั้น แต่มันกำลังถูกถอดรหัสออกมาทีละเปลาะด้วยมันสมองอันเฉียบคมและไร้ความปรานีของแพทย์นิติเวชตรงหน้า "คุณไม่เข้าใจหรอก ธันวา..." รินรดากลั้นใจพูด เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย "ถ้าคุณยังขุดคุ้ยเรื่องนี้ต่อไป... คนที่จะไม่ได้ตื่นขึ้นมาเห็นแสงตะวันในวันพรุ่งนี้ อาจจะไม่ใช่แค่ฉัน..." ธันวาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาของเขาคมกริบราวกับใบมีดที่พร้อมจะกรีดลึกถึงก้นบึ้งความจริง "ผมใช้ชีวิตอยู่กับคนตายมาทั้งชีวิต รินรดา... ความตายไม่มีอะไรน่ากลัวเท่ากับความลับที่ถูกปล่อยให้เน่าเฟะอยู่ในความมืด" ทว่า ก่อนที่รินรดาจะได้ทันเอ่ยคำโต้แย้งใดๆ กลับคืน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงคู่หนึ่งก็ดังขึ้นอย่างกะทันหันที่หน้าประตูห้องสตูดิโอ เสียงกุญแจกระทบกันในกระเป๋า ตามด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูที่ถูกล็อกไว้จากด้านนอก—ทั้งที่รินรดามั่นใจอย่างยิ่งว่าเธอเป็นคนลงกลอนมันด้วยมือของตัวเองเมื่อสิบนาทีที่แล้ว กริ๊ก! ประตูไม้เนื้อแข็งค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ ท่ามกลางความมืดมิดของทางเดินด้านนอก ไม่มีเงาร่างของมนุษย์ปรากฏให้เห็น มีเพียงกล่องพัสดุกระดาษสีน้ำตาลธรรมดาใบหนึ่งที่ถูกผลักเข้ามานอนนิ่งอยู่บนพื้นห้อง ใกล้กับปลายเท้าของธันวา ธันวาก้มมองกล่องใบนั้น สายตาคมกริบหรี่ลงด้วยความระแวดระวัง เขาก้มตัวลงหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ขณะที่รินรดาก้าวถอยหลังไปจนชิดผนังห้อง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เมื่อเปิดฝากล่องออก สิ่งที่อยู่ภายในนั้นทำให้ลมหายใจของแพทย์นิติเวชผู้เยือกเย็นถึงกับสะดุดกึก ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปชั่วขณะ ในนั้น... คือเข็มฉีดยาแพทย์สนามที่บรรจุของเหลวสีใสปริมาณครึ่งหลอด และภาพถ่ายโพลารอยด์ใบใหม่เอี่ยมที่เพิ่งถ่ายเสร็จ บนภาพนั้นปรากฏภาพแผ่นหลังของธันวาในขณะที่กำลังก้มลงตรวจผืนผ้าใบเมื่อสักครู่นี้... และมุมขวาของภาพ มีรอยประทับนิ้วมือเปื้อนเลือดสดๆ ที่ยังไม่แห้งสนิทดี! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%