นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก•ตอนที่ 7

แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

ผลงานโดย พยานปากเอก
“ถ้าคุณคิดว่าความจริงคือสิ่งที่จับต้องได้เพียงเพราะมีหลักฐานในมือ คุณกำลังประมาทเงาของตัวเองนะครับ รินรดา” ธันวาวางมีดผ่าตัดจำลองลงบนถาดสเตนเลส เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานท่ามกลางความเงียบงันภายในสตูดิโอของหญิงสาว กลิ่นน้ำมันลินซีดคละคลุ้งปนกับกลิ่นอับชื้นของอาคารเก่าที่รินรดาใช้เป็นที่พักและที่ทำงาน ร่างสูงใหญ่ของแพทย์นิติเวชยืนมองผลงานภาพวาดขนาดมหึมาบนผนัง มันไม่ใช่ภาพวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม แต่เป็นเศษเสี้ยวของใบหน้าคนที่บิดเบี้ยวและซ้อนทับกันราวกับกำลังกรีดร้องอยู่ในกระจกเงา รินรดานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ แผ่นหลังของเธอเหยียดตรง ดวงตาที่มักจะดูเลื่อนลอยยามเห็นนิมิตกลับมามุ่งมั่นอย่างประหลาด เธอวางพู่กันลง ก่อนจะหันมาสบตาชายหนุ่ม “คุณหมอกำลังพูดเหมือนกับว่าเงาของคนตายไม่มีวันโกหก แต่ความจริงที่ฉันเห็นผ่านกระจกบานนั้น... มันไม่เคยเป็นวิทยาศาสตร์ มันคือความทุกข์ทรมานที่ไม่มีสูตรคำนวณนะครับ” “วิทยาศาสตร์ไม่ได้มีไว้เพื่อกำจัดความทุกข์ แต่มันมีไว้เพื่อหาเหตุผลให้ความสูญเสีย” ธันวาตอบเสียงเรียบ เขาก้าวเดินไปรอบสตูดิโอ สายตาคมกริบกวาดมองความผิดปกติที่มุมห้อง เขาสังเกตเห็นรอยขีดข่วนบนขอบวงกบหน้าต่างที่บานพับเริ่มคลอนแคลน ผิดจากมาตรฐานงานช่างทั่วไปที่เขาเคยเห็นเมื่อสัปดาห์ก่อน “มีบางอย่างเปลี่ยนไป” ธันวาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นโทนต่ำที่เคร่งขรึม รินรดาเลิกคิ้ว “อะไรนะครับ?” “ฝุ่นที่ชั้นวางของ... รอยนิ้วมือที่หายไปเพียงบางจุด เหมือนกับมีคนพยายามเช็ดทำความสะอาดร่องรอยการเดินสำรวจ” ธันวาหยิบไฟฉายปากกาออกมาจากกระเป๋าสูท แสงสีขาวนวลวาดผ่านความมืดไปยังมุมมืดที่สุดของห้อง “คุณกำลังจะบอกว่า...” “ผมกำลังจะบอกว่าเราไม่ได้อยู่กันแค่สองคนมาสักพักแล้ว” ยังไม่ทันที่รินรดาจะได้โต้ตอบ เสียงไม้กระดานปูพื้นด้านนอกห้องพักก็ลั่นดัง ‘เอี๊ยด’ ราวกับเสียงกระดูกหัก ความเงียบงันถูกกระชากขาดด้วยแรงกระแทกจากภายนอก ประตูไม้บานหนาของสตูดิโอสั่นสะเทือนตามแรงปะทะ รินรดาสะดุ้งเฮือก มือที่สั่นเทาเผลอคว้าชายเสื้อของธันวาไว้แน่น *ปัง!* เสียงรองเท้าบูทหนักๆ กระแทกเข้าที่บานพับประตูจนโลหะร้องกันเสียงแหลม ธันวาไม่รอช้า เขาคว้าแขนรินรดาแล้วดึงเธอหลบไปหลังแท่นวาดภาพขนาดใหญ่ “ไปที่บันไดหนีไฟ อย่าหันหลังกลับ!” “แล้วคุณล่ะ!” “ผมมีสิ่งที่ต้องพิสูจน์” ธันวาหยิบขวดทินเนอร์บนโต๊ะขึ้นมาแล้วขว้างไปยังประตูที่กำลังจะพังลงมา แรงกระแทกจากการปะทะทำให้ของเหลวไวไฟสาดกระจายไปทั่วบานไม้ ในเสี้ยววินาทีที่คนนอกพังประตูเข้ามา ธันวาก็จุดไฟแช็กในมือแล้วดีดมันลงบนพื้นไม้ที่เปียกชุ่มไปด้วยตัวทำละลาย เปลวไฟพุ่งพรวดขึ้นเป็นกำแพงแสงสีส้มสว่างวาบไปทั่วห้อง ชายชุดดำสองคนในชุดรัดกุมหยุดชะงักด้วยความตกใจ ธันวาไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เขาคว้าเก้าอี้ไม้ทุ่มเข้าใส่ร่างที่พยายามฝ่าเปลวไฟเข้ามา ก่อนจะจูงมือรินรดาพุ่งตัวออกไปทางหน้าต่างบานที่เขาตั้งใจปลดล็อกไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งคู่ทิ้งตัวลงสู่ระเบียงแคบๆ ด้านนอก ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาเป็นสาย ธันวารีบเร่งฝีเท้าไปตามบันไดเหล็กสนิมเขรอะ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มผู้บุกรุกยังคงตามมาติดๆ “หมอคะ! ทางนั้นมันตัน!” รินรดาร้องเตือนเมื่อเห็นว่าปลายบันไดถูกตัดขาดด้วยรั้วเหล็กที่เชื่อมกับตึกข้างๆ ธันวาหยุดกะทันหัน เขาหันกลับมามองใบหน้าที่เปียกปอนของรินรดา ความกลัวไม่ได้ทำให้เธอสติแตก แต่มันกลับทำให้ดวงตาคู่นั้นใสกระจ่างขึ้น “ริน คุณเห็นอะไรไหม? ในนิมิตของคุณ” รินรดาหลับตาลงแน่น ก่อนจะเปิดออกช้าๆ ในม่านตาของเธอนั้นสะท้อนแสงไฟจากข้างล่าง “ฉันเห็น... เห็นเข็มกลัดสีเงินบนปกเสื้อของคนหนึ่ง... มันมีสัญลักษณ์รูปตราชั่งที่แตกหัก” ธันวาชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจของเขาเต้นรัวเป็นจังหวะที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม เข็มกลัดนั้นไม่ใช่สัญลักษณ์ของโจรทั่วไป แต่มันคือตราประจำหน่วยงานที่ควรจะได้รับความเชื่อถือมากที่สุดในกระบวนการยุติธรรม “ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมตามหา ไม่ใช่แค่คนฆ่าคน แต่มันคือปลาตัวใหญ่ที่ว่ายอยู่ในน้ำเน่าที่ผมยืนอยู่มาตลอดชีวิต” ธันวากระซิบพลางกระชับมือที่จับรินรดาแน่นขึ้น เสียงปืนเก็บเสียงดัง ‘พึบ’ ติดกันสองนัด กระสุนเจาะเข้าที่ราวเหล็กข้างหูของธันวาจนเกิดประกายไฟ ทั้งสองคนไม่มีทางเลือกนอกจากต้องกระโดดข้ามไปยังดาดฟ้าของตึกข้างๆ ซึ่งห่างออกไปเกือบสองเมตร ท่ามกลางความมืดมิดและฝนที่ตกหนัก ธันวาคว้าเอวรินรดาไว้แน่นก่อนจะโผตัวออกไปสู่ความว่างเปล่า ในจังหวะที่เท้าของเขากำลังจะแตะพื้นดาดฟ้าฝั่งตรงข้าม แสงไฟจากไฟฉายแรงสูงของกลุ่มชายชุดดำก็สาดเข้ามาจับที่หลังของพวกเขา ธันวาเหลือบไปเห็นเงาของใครบางคนยืนเด่นอยู่ท่ามกลางเปลวไฟที่กำลังลามเลียสตูดิโอของรินรดา คนผู้นั้นไม่ได้พยายามจะเข้ามาทำร้าย แต่ยืนมองพวกเขาด้วยท่าทางเหมือนกำลังตรวจสอบชิ้นงานทดลอง ชายคนนั้นขยับปากพูดโดยไม่มีเสียง แต่ธันวาอ่านริมฝีปากออกได้ชัดเจน: *‘ยินดีต้อนรับสู่โลกของคนตาย’* ก่อนที่ธันวาจะทันได้ตั้งตัว มือถือในกระเป๋ากางเกงเขาก็สั่นรัวขึ้นมา หน้าจอโชว์เบอร์ที่ไม่คุ้นเคย แต่ชื่อที่ปรากฏขึ้นบนจอกลับเป็นชื่อของ ‘คนตาย’ ที่เขาเป็นคนชันสูตรศพด้วยมือตัวเองเมื่อสามวันก่อน! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%