นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก•ตอนที่ 8

ทฤษฎีความเย็นชา

ผลงานโดย พยานปากเอก
กลิ่นอายของฟอร์มาลีนและสีน้ำมันราคาแพงลอยปะปนกันในอากาศ รัตติกาลนอกหน้าต่างห้องทำงานในสถาบันนิติเวชทอดเงายาวทึบราวกับห้วงมหรรณพที่ไร้ก้นบึ้ง บนโต๊ะทำงานไม้สักตัวใหญ่ที่มีเอกสารสำนวนคดีกองพะเนิน แสงไฟจากโคมไฟสีส้มสาดส่องลงบนกระดาษวาดเขียนแผ่นใหญ่ที่ถูกกางออก รินรดานั่งอยู่บนโซฟาหนังสีเข้ม สายตาของเธอนิ่งงันขณะมองแผ่นกระดาษนั้น สลับกับมองชายหนุ่มผู้ยืนอยู่เบื้องหลัง ธันวาไม่ได้ปริปากพูดอะไรเลยตั้งแต่เข้ามาในห้อง เขาสวมเสื้อกาวน์สีขาวที่รีดเรียบกริบ ทว่ามุมปากของแพทย์นิติเวชหนุ่มกลับยกยดขึ้นเล็กน้อย—รอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากความสุข หากแต่เป็นรอยยิ้มของนักล่าที่กำลังถอดรหัสความลับของเหยื่อ นิ้วเรียวยาวของธันวาเคาะเบาๆ ลงบนขอบโต๊ะ จังหวะสม่ำเสมอนั้นดังแข่งกับเสียงเข็มนาฬิกา "คุณกำลังบอกผมว่า..." ธันวาเริ่มทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนาราบเรียบแต่เย็นเยียบจนบาดลึก "รอยแปร่งปร่างของสีแดงชาดบนผืนผ้าใบแผ่นนี้ ไม่ได้เกิดจากการระบายตามอารมณ์ศิลปิน แต่มันคือทิศทางของแรงเหวี่ยงจากวัตถุมีคมที่พุ่งเข้าใส่เหยื่อในมุมองศาที่สامสิบห้าองศาอย่างนั้นหรือครับ คุณรินรดา" รินรดาเงยหน้าขึ้น ดวงตาของจิตรกรสาวไหววับชั่วขณะ เธอยกมือขึ้นกอดอกเพื่อป้องกันตัวโดยสัญชาตญาณ แม้ในทางจิตเวชเธอจะถูกมองว่ามีอาการผิดปกติ แต่ในมิติของสัญชาตญาณดิบ เธอกลับอ่านความตั้งใจของธันวาออกอย่างทะลุปรุโปร่ง "คุณไม่ได้มองมันเป็นงานศิลปะตั้งแต่แรกอยู่แล้วนี่คะ, คุณธันวา" เสียงของรินรดาแหบพร่าเล็กน้อย เธอยิ้มเยาะ "คุณมองภาพวาดของฉันเป็น 'ศพ' ที่ถูกชำแหละด้วยพู่กัน... คุณกำลังใช้ตรรกะทางนิติวิทยาศาสตร์ มาพิพากษาจินตนาการที่ฉันมองเห็นจากความตายของคนอื่น" "วิทยาศาสตร์ไม่ใช่การพิพากษาครับ" ธันวาหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ ดวงตาสีเข้มคู่นั้นไร้ซึ่งความลังเล "แต่มันคือการแสวงหาความจริงที่ซื่อสัตย์ที่สุด ความจริงที่แม้แต่ฆาตกรก็พยายามบิดเบือนมันผ่านรอยแผล แต่คุณ... คุณกลับบันทึกมันเอาไว้ด้วยความบังเอิญที่น่าสะพรึงกลัว" ชายหนุ่มก้มลงหยิบปากกาเน้นข้อความสีดำขึ้นมา เขาชี้ไปยังมุมขวาล่างของภาพวาด ซึ่งเป็นภาพทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่ดูบิดเบี้ยวคล้ายภาพหลอน "มองตรงนี้สิครับ" ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงต่ำลง ดึงให้รินรดาต้องโน้มตัวเข้ามาใกล้โต๊ะมากขึ้น กลิ่นอายเฉพาะตัวของแพทย์นิติเวชผสมกับความเย็นเยือกของแอร์ในห้องทำให้บรรยากาศรอบตัวยิ่งบีบคั้น "เส้นสายยุ่งเหยิงเหล่านี้ไม่ใช่ความบ้าคลั่ง แต่มันคือ 'ลำดับเวลา' ของการฆาตกรรม เส้นที่หนึ่งคือเวลาที่เหยื่อเริ่มสูญเสียสติ เส้นที่สองคือการดิ้นรนต่อสู้ครั้งสุดท้าย และเส้นที่สาม—รอยปื้นสีดำสนิทตรงกลางภาพ..." ธันวาหยุดพูดไปชั่วขณะ ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่ของมัน "...นั่นคือจังหวะเวลาที่ฆาตกรหยุดหายใจเพื่อฟังเสียงหัวใจของเหยื่อที่กำลังจะแตกสลาย" รินรดาถึงกับสูดหายใจเข้าลึก ร่างกายของเธอสะท้านเฮือก ภาพในหัวของเธอแล่นย้อนกลับมาดั่งฟิล์มภาพยนตร์ที่ถูกเร่งความเร็ว เธอมองเห็นภาพซ้อน—ไม่ใช่ภาพของตัวเอง แต่เป็นภาพความทรงจำของเหยื่อรายล่าสุดที่เธอ 'รับรู้' ผ่านนิมิต ความรู้สึกเจ็บปวดที่กลางอก การสำลักเลือด และลมหายใจอุ่นๆ ของใครบางคนรดรินอยู่ที่ข้างใบหู "ใช่..." เสียงของรินรดาสั่นพร่าโดยไม่ตั้งใจ "เขากระซิบ... ฆาตกรคนนั้นกระซิบอะไรบางอย่างกับเหยื่อก่อนที่เธอจะสิ้นใจ" ธันวาหรี่ตาลง เคมีอันตรายระหว่างคนทั้งสองพุ่งสูงขึ้นจนแทบสัมผัสได้ ทั้งคู่ยืนอยู่บนเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความเป็นเหตุเป็นผลของวิทยาศาสตร์ กับความมืดดำเหนือธรรมชาติของจิตมนุษย์ ธันวาไม่เชื่อเรื่องนิมิต แต่เขาเชื่อใน 'ข้อมูล' ที่ซ่อนอยู่ในนิมิตเหล่านั้น "เขาพูดว่าอะไรครับ?" ธันวาโน้มตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีก จนใบหน้าห่างกันเพียงคืบ แววตาของเขาคมกริบดั่งใบมีดผ่าตัด "คำพูดของฆาตกรคือลายเซ็นสุดท้ายของเขา... บอกผมมา รินรดา" ดวงตาของจิตรกรสาวสบประสานกับแพทย์นิติเวชหนุ่ม ในความเงียบสงัดของห้องทำงานยามดึก มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นระรัวของคนทั้งคู่ที่ดังสะท้อนอยู่ในความรู้สึก รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่เธอพยายามลบมันออกจากหัวมาตลอดหลายวัน "เขาพูดว่า... *'ในกระจกบานนั้น... แกก็มองไม่เห็นความยุติธรรมเหมือนกันสินะ'*..." สิ้นเสียงของรินรดา อุณหภูมิในห้องราวกับดิ่งลงฮวบทันที ธันวาชะงักกึก ร่างกายที่เคยตั้งตรงและมั่นคงในหลักการมาตลอด กลับแข็งค้างราวกับถูกสาป คำพูดนั้น... ประโยคนั้น... มันไม่ใช่แค่คำพูดของฆาตกรทั่วไป แต่มันคือประโยคเดียวกับที่สลักไว้บนกระจกในห้องนอนของครอบครัวเขา เมื่อสิบปีก่อน—วันที่เขาต้องสูญเสียพ่อและแม่ไปในคดีฆาตกรรมที่ตำรวจสรุปว่าเป็นคดีปล้นชิงทรัพย์ที่ปิดไม่ลง! ก่อนที่ธันวาจะได้ตั้งคำถามหรือสติกลับคืนมา เสียงกริ่งสัญญาณเตือนภัยจากระบบรักษาความปลอดภัยของสถาบันนิติเวชก็ดังสนั่นหวั่นไหว แสงไฟฉุกเฉินสีแดงสาดส่องวابวาบไปทั่วทางเดินผ่านกระจกใสของห้องทำงาน *ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...* หน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานของธันวากะพริบวาบด้วยตัวเอง ไฟล์ข้อมูลลับสุดยอดของคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ถูกเข้ารหัสไว้สามชั้น ถูกเปิดขึ้นโดยอัตโนมัติ พร้อมกับข้อความใหม่บรรทัดเดียวที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอสีดำสนิท **"ยินดีต้อนรับกลับสู่บ้าน, คุณหมอ... พยานปากเอกของฉัน"** ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%