กลิ่นอับชื้นของฟอร์มาลินและกระดาษไขราคาแพงผสมปนเปกันอยู่ในห้องทำงานเล็ก ๆ ของแผนกนิติเวช แสงไฟนีออนสีขาวโพลนสาดส่องลงบนโต๊ะทำงานที่รกเรื้อไปด้วยรายงานชันสูตรพลิกศพกองพะเนิน เสียงเครื่องปรับอากาศตัวเก่าส่งเสียงครางหึ่งต่ำ ๆ คล้ายลมหายใจของคนใกล้หมดสติ ในความเงียบงันยามดึกดื่นนี้ มีเพียงเสียงปากกาหมึกซึมของธันวาที่ขูดขีดลงบนกระดาษรายงานด้วยจังหวะสม่ำเสมอ เย็นชา และไร้ความปรานี
ตรงข้ามกับเขา รินรดากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำที่บุด้วยฟองน้ำเก่าจนยุบตัว มือเรียวบางของเธอสั่นเทาเล็กน้อยขณะกำถ้วยกาแฟกระดาษที่เย็นชืดจนหยãดน้ำเกาะพราว สายตาของเธอนิ่งค้างอยู่ที่รอยเปื้อนหมึกบนโต๊ะ—รอยหมึกที่เธอจ้องมองมันนานนับสิบนาทีโดยไม่กะพริบตา ราวกับว่ามันกำลังขยับและเปลี่ยนรูปเป็นบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวในโลกส่วนตัวที่ธันวาไม่มีวันเข้าถึง
"คุณไม่ได้มองผม"
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยขึ้นโดยที่แพทย์นิติเวชหนุ่มไม่เงยหน้าขึ้นมอง ธันวาหยุดปลายปากกา ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งก่อนจะเหลือบสายตาขึ้นมองเธอผ่านกรอบแว่นสายตา "คุณกำลังมองหาอะไรบางอย่างในหัว... สิ่งที่คนปกติไม่ควรมองเห็น"
รินรดาสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มเงยขึ้นสบตากับเขา แววตาของจิตรกรสาวไหวระริก เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้กับภาพหลอนที่กัดกินสมองของเธอมาแรมปี รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเธอ เป็นรอยยิ้มที่ฝืนทำและน่าเวทนาในเวลาเดียวกัน
"คุณหมอคิดว่าคนปกติมองโลกด้วยวิธีเดียวกันทุกคนอย่างนั้นหรือครับ... หรือจริง ๆ แล้ว พวกเขาก แค่ตกลงกันว่าจะแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นความเน่าเฟะที่ซ่อนอยู่ใต้พรม" เสียงของเธอนุ่มนวลแต่บาดลึก
ธันวาขยับตัวเล็กน้อย เก้าอี้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เขาวางปากกาลง ประสานมือทั้งสองข้างไว้บนโต๊ะแล้วโน้มตัวไปข้างหน้าท่าทางคุกคามแต่นิ่งสนิท "จิตแพทย์บอกผมว่า อาการทางจิตเวชของคุณทำให้คุณสร้างภาพจำลองขึ้นมาจากความทรงจำที่ปะปนกัน คุณเห็นภาพเหตุการณ์ฆาตกรรมในหัว... ไม่ใช่เพราะคุณอยู่ในที่เกิดเหตุจริง ๆ แต่เพราะสมองของคุณพยายามปะติดปะต่อมันขึ้นมาจากชิ้นส่วนที่คุณเสพเข้าไป"
รินรดานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอเลือนหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่น่ากลัว เธอก้มมองมือของตัวเองที่วางอยู่บนตัก นิ้วมือของเธอจิกเข้าหากันแน่นจนข้อต่องอขาวซีด
"จิตแพทย์ของพวกคุณเก่งกาจมากในการหาคำศัพท์มายกยอกลบเกลื่อนความจริง" เธอพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยแต่เด็ดเดี่ยว "พวกเขาเรียกมันว่าภาวะประสาทหลอนจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง... แต่พวกเขากลับไม่เคยอธิบายได้เลยว่า ทำไม... ทำไมภาพที่ฉันเห็นถึงมีกลิ่นอายของเลือดสด ๆ ทำไมฉันถึงได้ยินเสียงลมหายใจสุดท้ายของเหยื่อ และทำไม... รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างรอยแผลเป็นใต้ราวนมซ้ายของเหยื่อ หรือหมายเลขซีเรียลบนปลอกกระสุนที่ตำรวจยังหาไม่เจอ ฉันถึงวาดมันออกมาได้ราวกับไปยืนอยู่ตรงนั้นด้วยตัวเอง"
ธันวาไม่ตอบทันที เขายังคงพิจารณาใบหน้าซีดเซียวของเธอด้วยสายตาของนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังวิเคราะห์ชิ้นเนื้อภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ความเงียบระหว่างเขาทั้งสองเต็มไปด้วยแรงกดดันที่แทบจะบีบอากาศในห้องให้บางลง
"คุณกำลังบอกว่ามันไม่ใช่ภาพจินตนาการ" ธันวาทวนคำ น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความเยาะเย้ย มีเพียงความสงสัยอันลึกซึ้งที่เริ่มสั่นคลอนกรอบความคิดทางวิทยาศาสตร์ของเขา
"มันคือความทรงจำครับ... แต่ไม่ใช่ของฉัน" รินรดาลุกขึ้นยืนช้า ๆ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของเขา กลิ่นหอมจาง ๆ ของสีน้ำมันและสนิมเหล็กโชยมาแตะจมูกธันวา "มันคือเศษเสี้ยวความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ในสถานที่เกิดเหตุ... หรืออาจจะติดอยู่กับสิ่งของบางอย่างที่ฆาตกรทิ้งไว้ สมองของฉันทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำเก่า ๆ ที่คอยดูดซับความเจ็บปวด ความกลัว และความกระหายเลือดที่ยังค้างคาอยู่ในอากาศ... คุณหมอธันวาคะ—อภัยด้วยครับ... คุณหมอธันวาครับ คุณคิดว่าความจริงมีเพียงสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เท่านั้นหรือครับ?"
คำถามนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงบนความเชื่อมั่นตลอดชีวิตของแพทย์นิติเวชผู้ยึดมั่นในหลักฐานเชิงประจักษ์ ธันวานิ่งงันไป เขานึกถึงคดีฆาตกรรมครอบครัวของเขาเองในอดีต—คดีที่ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีลายนิ้วมือ ไม่มีดีเอนเอแปลกปลอม ตำรวจสรุปสำนวนว่าเป็นอุบัติเหตุและปิดคดีไปอย่างน่ากังขา แต่เขารู้ดีว่ามันคือการฆาตกรรม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์บอกเขาว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่สัญชาตญาณในอกกลับกรีดร้องตรงกันข้ามมาตลอดหลายปี
ดวงตาของธันวาคมกริบขึ้นเมื่อเขามองลึกเข้าไปในดวงตาของรินรดา ในวินาทีนั้น กำแพงความเย็นชาที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเองเริ่มมีรอยร้าว เขาไม่ได้มองเธอเป็นแค่ "พยานปากเอกที่มีปัญหาทางจิต" อีกต่อไปแล้ว รินรดากลายเป็นกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนด้านมืดและความลับที่เขาพยายามฝังกลบไว้ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจ
"ถ้าสิ่งที่คุณพูดเป็นความจริง..." ธันวาเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าลงเล็กน้อยอย่างไร้เหตุผล "แล้วเหตุการณ์ในคดีฆาตกรรมที่ห้องใต้หลังคาเมื่อสัปดาห์ก่อน... คุณเห็นอะไรอีก รินรดา"
รินรดายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าเขา แสงไฟนีออนสาดกระทบใบด้านข้างของเธอจนเกิดเงาทอดatยาวลงบนผนัง เธอยื่นมือที่สั่นเทาออกไป วางปลายนิ้วลงบนขอบโต๊ะทำงานของเขา ใกล้กับกองรายงานชันสูตรศพของคดีนั้นอย่างจงใจ
"ฉันเห็นมือคู่หนึ่ง... ที่สวมถุงมือยางสีดำสนิท" รินรดา กระซิบเสียงแผ่วเบา ราวกับกำลังท่องคาถาจากดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก "และมือคู่นั้น... กำลังถือเครื่องมือผ่าตัดชนิดเดียวกับที่วางอยู่บนถาดสเตนเลสข้างตัวคุณตอนนี้"
ธันวาชะงักกึก สายตาของเขาเลื่อนลงมองถาดสเตนเลสที่วางอยู่มุมโต๊ะ—เครื่องมือผ่าตัดชิ้นนั้นเพิ่งถูกนำมาล้างและฆ่าเชื้อเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน มันเป็นเครื่องมือเฉพาะทางที่ใช้ในแผนกนิติเวชของเขาเท่านั้น และไม่มีใครอื่นนอกจากเขาที่มีสิทธิ์แตะต้องมัน
ก่อนที่ธันวาจะทันได้เอ่ยคำใด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงคู่หนึ่งก็ดังขึ้นแว่ว ๆ จากทางเดินมืดนอกห้องทำงาน เสียงนั้นหยุดลงตรงหน้าประตูไม้บานทึบ ก่อนที่ลูกบิดประตูจะค่อย ๆ หมุนช้า ๆ พร้อมกับรอยยืดหยุ่นของกลอนประตูที่ปลดล็อกลงด้วยมือของใครบางคน
**ทุกท่านครับ... โปรดอย่าเพิ่งละสายตาจากความมืดมิดเบื้องหน้า เพราะในวินาทีที่บานประตูห้องนิติเวชเปิดออก รอยร้าวในความทรงจำของรินรดาไม่ได้กำลังนำพาความจริงมาให้... แต่มันกำลังนำพานักฆ่าตัวจริงที่สวมรอยเป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรมมาประจันหน้ากับพวกเขาในระยะประชิดแล้วครับ**
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก•ตอนที่ 4
รอยร้าวในความทรงจำ
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!