"คำสั่งย้ายด่วน... ลงนามโดยผู้บัญชาการภาคโดยตรง ไม่มีหมายเหตุ ไม่มีบทสัมภาษณ์ และไม่มีแม้แต่สิทธิ์ในการอุทธรณ์"
เสียงกระดาษ A4 สองแผ่นที่ถูกวางลงบนโต๊ะสแตนเลสขัดมันในห้องชันสูตรศพดังขึ้นราวกับเสียงกิโยตันทิ้งใบมีดลงมาตัดขั้วหัวใจ ธันวาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากกล้องจุลทรรศน์ ปลายเล็บสวมถุงมือยางของเขายังคงคีบชิ้นเนื้อเยื่อบางเฉียบจากสไลด์กระจก ปรับปุ่มโฟกัสช้าๆ ด้วยความนิ่งสนิท ราวกับโลกภายนอกที่กำลังพังทลายลงมาไม่มีผลใดๆ ต่อความแม่นยำระดับไมครอนเบื้องหน้า
รินรดายืนกอดอกพิงบานประตูกระจกฝ้า แววตาของเธอไหววูบด้วยอารมณ์ที่ผสม The Surreal เข้ากับความเป็นจริงอันโหดร้าย ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงกับต้นแขนตัวเองเป็นจังหวะสามช้า—สัญญาณเตือนภัยภายในที่เธอมักทำเวลาสมองกับหัวใจกำลังตีกัน
"แปลว่าพวกเรากลายเป็นผีไร้ญาติในระบบราชการแล้วสินะครับหมอ" เธอยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยความเย้ยหยันต่อความอยุติธรรม
"ตำรวจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อความจริง... รินรดา" ธันวาถอดแว่นตานิรภัยออก วางมันลงข้างศพไร้ชื่อที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงสแตนเลส น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนาจนเย็นเยียบ "พวกเขาถูกสร้างมาเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และการตายของเหยื่อรายนี้กำลังรบกวนความสงบของใครบางคนที่มีอำนาจมากเกินกว่าจะปล่อยให้กระดาษสองแผ่นนี้มีความหมาย"
เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง ร่างกายในเสื้อกาวน์สีขาวเปื้อนคราบฟอร์มาลีนดูโดดเดี่ยวท่ามกลางห้องปฏิบัติการที่เงียบงัน กลิ่นน้ำยาเคมีฉุนกึกผสมกับความกดอากาศต่ำภายนอกหน้าต่าง ทำให้บรรยากาศในห้องนี้อึดอัดเสียยิ่งกว่าห้องขัง
เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน กองบัญชาการตำรวจนครบาลมีคำสั่งฟ้าผ่าระงับการสืบสวนคดีฆาตกรต่อเนื่อง "รอยกรีดทับสิทธิ์" อย่างเป็นทางการ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงและการขาดแคลนหลักฐานที่หนักแน่นพอ ทุกคนถูกถอดชื่อออกจากสำนวน ข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์กลางถูกล็อกด้วยรหัสระดับสูง และที่สำคัญที่สุด... ศพของเหยื่อรายล่าสุดกำลังจะถูกเคลื่อนย้ายไปเผาทำลายโดยอ้างว่า "เพื่อสุขอนามัย" ภายในเวลาเที่ยงคืนนี้
นั่นคือเส้นตาย
ถ้าพวกเขาเลือกที่จะเชื่อฟัง ระบบก็จะกลืนกินพวกเขาเข้าไปเป็นฟันเฟืองตัวเล็กๆ ที่ไร้เสียง แต่ถ้าพวกเขาเลือกที่จะเดินหน้าต่อ... พวกเขาจะไม่ใช่แค่นักสืบและพยานอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น "อาชญากร" นอกกฎหมายที่ไม่มีใครคุ้มครอง
"คุณไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตสงบๆ ในฐานะแพทย์นิติเวชผู้ทรงเกียรติหรอกหรือครับ" รินรดาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะชันสูตร ดวงตาคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของธันวา ค้นหาบางสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังม่านตาคู่สีดำสนิทนั้น "คดีนี้ไม่ได้ฆ่าแค่เหยื่อบนเตียงนี้ แต่มันกำลังฆ่าความเป็นมนุษย์ทีละน้อย... และคุณรู้ดีว่าถ้าคุณหยุดตอนนี้ ภาพในกระจกของคุณจะไม่มีวันให้อภัยคุณ"
ธันวาชะงักไปชั่วขณะ คำพูดของเธอกรีดแทงลงตรงจุดที่บอบบางที่สุดในอดีต ภาพเหตุการณ์ในคืนนั้น—คืนที่ครอบครัวของเขาถูกพรากไปโดยกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว—ผุดขึ้นมาในหัวราวกับฟิล์มภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำ รอยยิ้มของผู้มีอำนาจ และเอกสารปิดคดีที่เต็มไปด้วยคำโกหก
เขาหันไปสบตากับหญิงสาว ดวงตาคมกริบฉายแววตัดสินใจบางอย่างที่อันตรายถึงชีวิต
"เกียรติยศในระบบที่เน่าเฟะ เป็นเพียงเครื่องประดับราคาถูกของคนขลาดเขลาครับ" ธันวาหยิบกุญแจสำรองสำหรับเปิดห้องเก็บศพเย็นขึ้นมาหมุนเล่นในมือ เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ในความเงียบ "ในเมื่อพวกเขาปิดประตูห้องสอบสวน... เราก็แค่ต้องพังหน้าต่างเข้าไป"
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของรินรดา มันไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความหวัง แต่เป็นรอยยิ้มของนักล่าสองคนที่ตัดสินใจกระโจนเข้าสู่กองเพลิงด้วยความสมัครใจ
"ฉันรู้ว่าคุณจะพูดแบบนั้น" เธอยื่นแฟ้มเอกสารปกสีน้ำตาลยับยู่ยี่ที่แอบซ่อนไว้ใต้เสื้อโค้ตให้เขา "นี่คือสำนวนลับที่สารวัตรประจักษ์แอบไร้ท์ใส่แฟลชไดร์ฟให้ฉันก่อนที่เขาจะถูกยศและตำแหน่งบีบปาก... มันคือรายชื่อของผู้มีอิทธิพลสามคนที่ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุทุกครั้งก่อนที่จะมีศพแรกเกิดขึ้น"
ธันวารับแฟ้มนั้นมาเปิดดู แสงไฟนีออนสะท้อนบนกระดาษเอกสารที่เต็มไปด้วยลายมือจดบันทึกด้วยความรีบร้อน ชื่อและนามสกุลของบุคคลระดับแถวหน้าของประเทศเรียงรายอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับเส้นโยงใยที่เชื่อมโยงไปยังบริษัทฟอกเงินและมูลนิธิการกุศลบังหน้า แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจที่สุด
บนแผ่นสุดท้าย มีภาพถ่ายโพลารอยด์เก่าๆ ใบหนึ่งร่วงหล่นลงมาบนโต๊ะ
ภาพถ่ายของเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งยืนอยู่หน้าบ้านหลังคาสีเทาในคืนที่ฝนตกหนัก ด้านหลังเด็กชายมีเงาร่างของชายสวมสูทกำลังก้าวถอยหลังออกไป พร้อมกับรอยกรีดสัญลักษณ์บางอย่างบนบานกระจกหน้าต่าง—สัญลักษณ์เดียวกับที่พบในศพคดีปัจจุบัน
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือของเขาสั่นเทาเล็กน้อยอย่างที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน ภาพถ่ายใบนี้ไม่ใช่ของเหยื่อรายอื่น... แต่มันคือภาพถ่ายในอดีตของตัวเขาเองเมื่อยี่สิบปีก่อน คืนที่พ่อแม่ของเขาถูกฆาตกรรม
"มันไม่ได้จบลง... มันแค่วนกลับมาเริ่มต้นใหม่" เสียงกระซิบของรินรดาราวกับลอยมาจากที่ไกลแสนไกล "และตอนนี้ พวกเขารู้แล้วว่าเรากำลังตามหาความจริง"
ทันใดนั้นเอง...
*ปัง!*
เสียงทุบประตูกระจกห้องชันสูตรด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ที่กำลังวิ่งกรูเข้ามาตามทางเดิน ปลายแสงไฟฉายสาดส่องผ่านกระจกฝ้าเข้ามาเป็นลำ เงาร่างของชายชุดดำในเครื่องหมายหน่วยปฏิบัติการพิเศษปรากฏขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับเสียงล็อกกลอนจากด้านนอกที่ดัง *คลิก*
ระบบระบายอากาศในห้องหยุดทำงานกะทันหัน อากาศเริ่มบางเบาลง กลิ่นอับชื้นของห้องใต้ดินตีตลบขึ้นมา ประตูทางออกเดียวถูกตัดขาด และพวกเขากำลังถูกขังไว้ในกรงสแตนเลสที่ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บศพ
ธันวาหันไปมองรินรดาด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยว เขากำแฟล์เอกสารในมือแน่นจนยับยู่ยี่ ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นรอยนิ้วมือเปื้อนเลือดจางๆ ที่ประทับอยู่บนขอบกระจกหน้าต่างบานเล็กด้านหลังห้องชันสูตร—รอยนิ้วมือที่ไม่ได้มาจากศพบนเตียง และไม่ได้มาจากพวกเขา
รอยนิ้วมือของคนที่เพิ่งเดินผ่านออกไปเมื่อไม่ถึงวินาทีที่แล้ว
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก•ตอนที่ 10
เส้นตายของหลักฐาน
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!