กลิ่นอายของแชมเปญราคาแพงและควันซิการ์เกรดพรีเมียมลอยวนอยู่ใต้โดมกระจกสูงโปร่งของคฤหาสน์ตระกูลอัครภัทร ประหนึ่งหมอกพิษที่เคลือบด้วยน้ำตาล กลิ่นอายความหรูหราฟู่ฟ่านี้ช่างตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับรอยเลือดจางๆ ที่ธันวาเคยชันสูตรบนโต๊ะสแตนเลสเย็นเยียบเมื่อสามวันก่อน
ภายใต้หน้ากากแฟนธอมสีเงินยวงที่แนบติดใบหน้า ธันวายังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นราวกับรูปปั้นหินอ่อน สายตาดั่งแพทย์นิติเวชผู้มองทะลุผ่านเนื้อหนังเข้าสู่กระดูก กวาดมองไปทั่วห้องโถงกว้างที่เต็มไปด้วยนักการเมืองหน้าฉาก นายทุนผู้ทรงอิทธิพล และเหล่าผู้สนับสนุนมูลนิธิการกุศลที่มือเบื้องหลังอาจเปื้อนคราบเลือดของเหยื่อที่พวกเขากำลังแย่งชิงผลประโยชน์กันอยู่
"คุณกำลังทำตัวโดดเด่นเกินไป หมอธันวา"
เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยกระแสประสาทตึงเครียดดังขึ้นข้างกาย รินรดาในชุดราตรีผ้าไหมสีดำสนิท ไร้ลวดลาย ทว่าตัดเย็บอย่างประณีตจนดูราวกับภาพวาดแนวเซอร์เรียลที่หลุดออกมาจากมิติอันบิดเบี้ยว เธอกำลังยกแก้วคริสตัลขึ้นจิบเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่สั่นเทาเล็กน้อย
ดวงตาคู่นั้นกวาดมองไปรอบห้องด้วยความหวาดระแวง ปลายประสาทของเยังคงถูกรบกวนด้วยภาพนิมิตซ้อนทับ—ภาพฝูงชนในห้องนี้กำลังสลายกลายเป็นโครงกระดูกที่หัวเราะเยาะเย้ยความยุติธรรม
"ผมแค่มองหาความจริงในสถานที่ที่เต็มไปด้วยคำโกหกครับ คุณรินรดา" ธันวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ ศราร่างสูงในชุดสูททักסיโดสีดำสนิทขยับตัวเข้าใกล้เธอเล็กน้อย เพื่อบังสายตาจากบอดี้ในชุดสูทสากลที่ยืนคุมเชิงอยู่มุมเสา "จำกฎของเราให้แม่น อย่ามองหน้าใครนานเกินสามวินาที และถ้าคุณเริ่มเห็นภาพหลอนจากความทรงจำของพวกมัน ให้ใช้มือซ้ายแตะกระดุมเม็ดที่สองของผมทันที"
รินรดาหันมามองเขาผ่านหน้ากากสีเงิน ดวงตาของเธอฉายแววเยาะหยันปนขบขันอย่างระคน "คุณคิดว่าฉันเป็นเด็กสามขวบหรือไงคะ... เอ่อ... ครับ หมอ" เธอยั้งปากเกือบไม่ทันเมื่อเผลอใช้น้ำเสียงคุ้นชิน ธันวาเพียงแค่ปรายตามองเธอนิดๆ มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันบางเบาที่อีกฝ่ายต้องหมั่นไส้
งานประมูลศิลปะการกุศลคืนนี้จัดขึ้นเพื่อระดมทุนสนับสนุนมูลนิธิเด็กและเยาวชน ซึ่งเบื้องหลังคือฉากหน้าในการฟอกเงินและการซื้อความเงียบของพยานสำคัญ ทรัพย์สินที่นำมาประมูลล้วนเป็นงานศิลปะชิ้นเอกราคาแปดหลัก แต่เป้าหมายที่แท้จริงของทั้งคู่ไม่ใช่ภาพวาดสีน้ำมันราคาแพงลิบลิ่วเหล่านั้น หากแต่เป็น 'สมุดบันทึกหนังสีดำ' ของเหยื่อรายล่าสุด ที่ข่าวกรองใต้ดินระบุว่าถูกเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยวีไอพีชั้นใต้ดินของคฤหาสน์หลังนี้
"หมายเลข 42 ภาพวาดสีน้ำมัน 'เงาแห่งความยุติธรรม' โดยศิลปินไร้ชื่อ เปิดประมูลเริ่มต้นที่หกล้านบาทครับท่านผู้มีเกียรติ..." เสียงประกาศจากพิธีกรชื่อดังบนเวทีดังกล่าวกังวาน เรียกเสียงฮือฮาและป้ายประมูลที่ถูกยกขึ้นแข่งกันอย่างดุเดือด
ธันวากวาดตามองกลุ่มเป้าหมาย—นายกรัฐมนตรีเงาของสภาธุรกิจ นายประจักษ์ อัครภัทร ชายวัยกลางคนผู้มีรอยยิ้มฉาบยาพิษบนใบหน้า เขากำลังนั่งไขว่ห้างอยู่ที่โต๊ะวีไอพีวีไอพีแถวหน้าสุด ด้านข้างคือทนายความส่วนตัวผู้กุมความลับสีเทาของตระกูล
"นั่นไงคะ..." รินรดาใช้ปลายนิ้วเรียวยาวสะกิดแขนธันวาเบาๆ ลมหายใจของเธอเริ่มติดขัดเมื่อภาพนิมิตบางอย่างไหลทะลักเข้าสู่สมองโดยไม่ได้รับอนุญาต "ผู้ชายคนนั้น... คนที่ใส่สูทปักลายกระดุมทองคำขาว... ฉันเห็น... ฉันเห็นเขากำลังใช้มือข้างนั้นกดหมอนลงบนใบหน้าของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในห้องพักสีขาว... กลิ่นคลอรีน... กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ... มันชัดเจนมากจนฉันหายใจไม่ออก..."
ธันวาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้ทันที แรงบีบที่มั่นคงและอบอุ่นจากฝ่ามือของแพทย์นิติเวชทำหน้าที่เป็นสมอเรือ ดึงจิตวิญญาณที่กำลังจะหลุดลอยของเธอกลับคืนสู่ความเป็นจริง
"ตั้งสติครับรินรดา คุณกำลังอยู่ที่นี่ กับผม มองตาผม อย่าไปมองความทรงจำของมัน" เสียงทุ้มต่ำและหนักแน่นของธันวาราวกับกระแสไฟฟ้าที่ตัดวงจรภาพหลอน รินรดากะพริบตาถี่ๆ หายใจเข้าลึกเพื่อกอบโกยออกซิเจนเข้าปอด เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผมใต้หน้ากากแฟนธอม
"ขอบคุณค่ะ... เอ่อ ขอบคุณครับ" เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ฉันเกือบไปแล้ว..."
"เราไม่มีเวลาให้ 'เกือบ' ครับ" ธันวาผละสายตาจากเธอ หันไปมองที่ประตูทางเข้าโซนวีไอพีซึ่งอยู่ด้านหลังเวที "การ์ดสองคนนั้นกำลังเปลี่ยนกะ อีกสามนาทีคือช่วงเวลาที่เราต้องปลีกตัวออกไปทางห้องควบคุมระบบไฟ"
ในฐานะมืออาชีพ ทั้งสองเคลื่อนไหวอย่างไร้รอยต่อ ธันวาแสร้งทำเป็นพาจิตรกรสาวผู้มีอาการอ่อนเพลียเดินเลี่ยงออกจากฝูงชน เข้าสู่โถงทางเดินประดับด้วยภาพถ่ายโบราณของตระกูลอัครภัทร บรรยากาศเริ่มเงียบสงบลงเมื่อห่างจากห้องโถงใหญ่ เสียงเพลงบรรเลงคลาสสิกถูกแทนที่ด้วยเสียงฝีเท้าของตนเองที่สะท้อนก้องบนพื้นหินอ่อนขัดเงา
"คุณมั่นใจแค่ไหนว่าสมุดบันทึกนั่นอยู่ในตู้นิรภัยชั้นใต้ดิน ไม่ใช่บนห้องทำงานของนายประจักษ์?" รินรดากระซิบถามขณะที่เดินตามหลังธันวาไปติดๆ มือขวาของเธอเตรียมพร้อมสเปรย์พริกไทยที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าคลัช
"หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ไม่เคยโกหกครับ รอยนิ้วมือแฝงบนแก้วกาแฟในที่เกิดเหตุระบุชัดเจนว่า เอกสารชุดสุดท้ายถูกส่งต่อมายังผู้จัดการฝ่ายทรัพย์สินของตระกูลนี้เมื่อสี่ปีก่อน และตู้เซฟใต้ดินคือสถานที่เดียวที่มีระบบระบายอากาศเชื่อมต่อกับห้องทำงานของประจักษ์" ธันวาอธิบายโดยไม่หันกลับมามอง มือข้างหนึ่งหยิบอุปกรณ์แฮกเกอร์การ์ดขนาดเท่าบัตรเครดิตออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท
หน้าประตูเหล็กกล้าไร้สนิมที่มีรหัสผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ธันวาไม่รอช้า เขาเสียบการ์ดลงในช่องอ่านข้อมูล ไฟสัญญาณสีแดงกะพริบถี่ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวพร้อมเสียงกลไกปลดล็อกดัง *คลิก* แผ่วเบา
"ฉลาดเป็นกรดเลยนี่ครับ หมอธันวา..." รินรดายิ้มมุมปาก ชื่นชมความสามารถรอบด้านของชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะมีกุญแจไขได้ทุกประตูในโลกมืดใบนี้
"ผมแค่ใช้ตรรกะพื้นฐานของอาชญากรที่มักจะขี้เกียจเปลี่ยนรหัสผ่านประจำตัวครับ" ธันวาผลักประตูเปิดออก กลิ่นอับชื้นและไอเย็นยะเยือกของห้องใต้ดินปะทะเข้ากับใบหน้า ทว่าสิ่งที่รอพวกเขาอยู่ภายในนั้นไม่ใช่ความมืดมิดและตู้เซฟเปล่าๆ อย่างที่คาดคิด
บนโต๊ะเหล็กกลางห้องใต้ดิน มีแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลกองหนึ่งวางอยู่ พร้อมด้วยแล็ปท็อปที่เปิดหน้าจอทิ้งไว้ แสงสีฟ้าจากหน้าจอส่องกระทบวัตถุชิ้นหนึ่งที่วางอยู่เคียงข้าง—นาฬิกาข้อมือสายหนังสีดำเรือนเก่า ที่มีคราบสนิมสีน้ำตาลเข้มกรังอยู่ตรงเม็ดมะยม
ธันวาสะดุดกุนซือฝีเท้า ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะนั้นอย่างระมัดระวัง ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—ปฏิกิริยาทางกายภาพเพียงเล็กน้อยที่บ่งบอกถึงความตกใจอย่างที่สุด ซึ่งหาได้ยากยิ่งจากแพทย์นิติเวชผู้เย็นชาคนนี้
"หมอ... มีอะไรหรือคะ?" รินรดารีบก้าวตามเข้ามา แต่เมื่อเธอมองเห็นนาฬิกาเรือนนั้น ใบหน้าของเธอก็ซีดเผือดลงทันทีราวกับคนไร้เลือด
"นาฬิกานี่..." ธันวายื่นมือไปหยิบมันขึ้นมาพินิจใกล้ๆ ภายใต้แสงไฟสลัว "มันคือนาฬิกาของพ่อผม... เรือนที่หายไปในคืนวันที่ท่านถูกฆาตกรรมเมื่อสิบปีก่อน"
ยังไม่ทันที่สมองของทั้งคู่จะประมวลผลความหมายเบื้องหลังหลักฐานชิ้นนั้น เสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นจากมุมมืดของห้องใต้ดิน เงาร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนคนหนึ่งก้าวออกมาจากหลังชั้นวางแฟ้ม รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนริมฝีปากของนายประจักษ์ อัครภัทร ในมือของเขากำปืนพกติดกระบอกเก็บเสียงไว้อย่างหลวมๆ ทว่ามั่นคง
"ยินดีต้อนรับสู่บ้านของฉันครับ หมอธันวา... และคุณจิตรกรสาวผู้มองเห็นอดีต" ประจักษ์กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเยือกเย็นราวกับปีศาจทักทายเหยื่อ "ฉันรอพวกคุณมานานเหลือเกิน... ตั้งแต่คืนแรกที่พ่อของแกพยายามจะเปิดปากเรื่องนี้แล้วล่ะ"
**************************************************
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก•ตอนที่ 11
เข้าสู่เขตอันตราย
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!