นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก•ตอนที่ 12

คนในกระจกเงา

ผลงานโดย พยานปากเอก
เสียงดนตรีแจ๊สจังหวะหม่นหมองจากเครื่องเป่าทองเหลืองในห้องจัดแสดงศิลปะใจกลางเมือง คล้ายเสียงลมหายใจแผ่วเบาของผู้ป่วยในห้องไอซียู กลิ่นอายของสีน้ำมันราคาแพงผสมผสานกับแอลกอฮอล์จากแก้วไวน์ทรงสูง ลอยอวลอยู่ในอากาศราวกับหมอกควันพิษที่เคลือบไว้ด้วยความหรูหรา รินรดายืนอยู่หลังเสาหินอ่อนสีเทาเข้ม ปลายนิ้วเรียวยาวที่เปื้อนคราบสีอะคริลิกจางๆ กำก้านแก้วไวน์แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด สายตาของเธอนิ่งค้างอยู่ที่ร่างของชายหนุ่มในสูทตัดเย็บประณีตสีกรมท่า เขาก กำลังสนทนากับภัณฑารักษ์ชื่อดังด้วยรอยยิ้มสุภาพ ท่าทางผ่อนคลาย และดวงตาที่พราวระยับด้วยประกายแห่งความรื่นรมย์ ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว ไม่มีเงาของความผิดบาป และที่สำคัญที่สุด... เขากำลังทำราวกับว่าไม่เคยรู้จักผู้หญิงที่ยืนตัวสั่นอยู่หลังเสานี้เลยแม้แต่น้อย "เขากำลังเล่นเกมประสาทกับคุณอยู่ครับ รินรดา" เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมใบหู พร้อมกับสัมผัสเย็นเฉียบของแก้วกาแฟดำที่ถูกนำมาแนบแก้มเนียนโดยแพทย์นิติเวชหน้ารูปไข่ ธันวาปรากฏตัวขึ้นเงียบเชียบดั่งเงาดำ เขาอยู่ในชุดสูทสากลเรียบง่าย แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะกวาดตามองไปยังเป้าหมายด้วยความเยือกเย็น คมมีดแห่งตรรกะในหัวของเขากำลังประมวลผลทุกรายละเอียดอย่างแม่นยำ "เขาจำฉันได้แน่ธันวา..." รินรดากระซิบตอบ เสียงของเธอสั่นพร่าเล็กน้อยแต่เต็มไปด้วยความอัดอั้น "คืนนั้น... ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีแต่กลิ่นคาวเลือดกับเสียงนาฬิกาเดิน เขายืนอยู่ตรงนั้น มองฉันผ่านกระจกบานนั้นด้วยซ้ำ ดวงตาสองข้างคู่นั้น... ฉันไม่มีวันลืม" "ความทรงจำของมนุษย์เราบิดเบือนได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะภายใต้สภาวะจิตใจที่บอบช้ำ" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามวิชาชีพ แต่สายตายังคงไม่ละไปจากชายคนนั้น "แต่หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ไม่เคยโกหก... สังเกตการกะพริบตาและการวางมือของเขาสิครับ" รินรดาบังคับให้ตัวเองมองตาม ดวงตาคู่สวยพยายามจับจ้องไปยัง 'เขา' คนนั้น ชายหนุ่มผู้มีรอยยิ้มพิมพ์ใจ นามว่า 'ภาคิน' นักสะสมงานศิลปะผู้ทรงอิทธิพล ในภาพนิมิตที่รินรดามักเห็นยามที่จิตใจหลุดลอย ภาคินไม่ได้มีภาพลักษณ์สุภาพชนเช่นนี้ ในความทรงจำสีเลือดนั้น มือคู่นั้นคือมือที่ถือมีดผ่าตัดเล่มเล็ก กรีดลงบนเนื้อเยื่ออย่างไร้ความปรานี และเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอของเขาก็คือเสียงดนตรีมรณะที่ตามหลอกหลอนเธอยามหลับใหล "สวัสดีครับ คุณภาคิน ยินดีด้วยนะครับสำหรับนิทรรศการเดี่ยวในค่ำคืนนี้ งานของคุณสะท้อนความมืดมนของจิตใจมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งจริงๆ" เสียงทักทายของแขกผู้มีเกียรติอีกคนดังขึ้นแทรกกลางระหว่างพวกเขา ธันวาและรินรดาขยับตัวถอยเข้าไปในมุมมืดของเงาเสาหิน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าสายตา "ขอบคุณมากครับ" ภาคินตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล กังวาน และเปี่ยมด้วยเสน่ห์ "ศิลปะไม่ได้สร้างขึ้นมาจากความสุขหรอกครับ มันเกิดจากบาดแผล... ยิ่งแผลลึกเท่าไหร่ งานชิ้นนั้นก็ยิ่งมีชีวิตชีวามากเท่านั้น คุณว่าจริงไหมครับ?" ประโยคเรียบง่ายที่แฝงนัยยะอันตราย ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนมีเข็มแหลมคมนับพันเล่มทิ่มแทงลงบนแผ่นหลัง เธอหันมามองธันวาโดยอัตโนมัติ แพทย์นิติเวชหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาคู่คมฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง "เขาจงใจพูดประโยคนี้ให้ใครฟังกันแน่..." ธันวาพึมพำเบาๆ กับตัวเอง ก่อนจะหันมามองรินรดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็น "คุณไหวไหมครับ? ถ้าไม่ไหว ผมจะพาคุณออกไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้" "ไม่... ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเขาต้องการอะไรกันแน่" รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ปรับสีหน้าให้กลับมานิ่งสนิท แม้หัวใจจะเต้นรัวราวกองศึก "เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้จักฉัน เพื่อรอดูว่าฉันจะสติแตกก่อน หรือฉันจะเดินเข้าไปหาเขาด้วยตัวเอง" "ถ้างั้นเราก็ต้องเล่นตามเกมของเขาครับ แต่ด้วยกติกาของเรา" ธันวาขยับแว่นตาเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจของนักวิทยาศาสตร์ผู้ถือไพ่เหนือกว่า "ความจริงทางจิตวิทยาบอกเราว่า คนที่พยายามปกปิดตัวตนที่แท้จริง มักจะมีความมั่นใจในความไร้ร่องรอยของตัวเองสูงเกินไป... และความเย่อหยิ่งนั่นแหละ คือจุดเริ่มต้นของความผิดพลาด" ในจังหวะที่ภาคินหันหลังเพื่อเดินไปยังโซนจัดแสดงภาพวาดชิ้นเอกด้านใน ธันวาไม่รอช้า เขาคว้าข้อแขนของรินรดาเบาๆ แล้วก้าวเดินตามเว้นระยะห่างในระดับที่พอเหมาะ การเคลื่อนไหวของทั้งคู่เงียบเชียบและแม่นยำราวกับนักล่าที่กำลังสะกดรอยตามเหยื่อในความมืด ภาพวาดชิ้นสุดท้ายของนิทรรศการถูกจัดแสดงไว้ในห้องโถงกึ่งปิดทึบ แสงไฟสปอตไลท์สีขาวนวลสาดส่องลงบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยปาดสีแดงฉานและสีดำทมิฬ ภาพนั้นดูคล้ายกับโครงสร้างของเซลล์มนุษย์ที่กำลังเน่าเปื่อย แต่หากมองลึกซึ้งลงไป มันคือภาพสะท้อนของห้องผ่าตัดใต้ดินที่รินรดาเคยเห็นในนิมิตไม่มีผิดเพี้ยน! รินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เธอก้าวเข้าไปใกล้ผืนผ้าใบนั้นทีละก้าว ภาพความทรงจำอันเจ็บปวดพรั่งพรูเข้ามาในหัวจนสมองแทบระเบิด เสียงก้องกังวานของเสียงหยดน้ำ และกลิ่นฟอร์มาลีนตีรวนขึ้นมาจนคลื่นไส้ "ภาพนี้งดงามมากใช่ไหมครับ คุณรินรดา" เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังขึ้นจากด้านหลัง โดยไม่มีเสียงฝีเท้าเตือนล่วงหน้า รินรดาสะดุ้งเฮือก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ธันวาที่ยืนเว้นระยะห่างออกไปเล็กน้อย ชะתักฝีเท้าลงทันที แววตาคมกริบของแพทย์นิติเวชหันขวับไปมองผู้มาใหม่ด้วยความระแวดระวังขั้นสูงสุด รินรดาค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ ภาพสะท้อนของเธอในดวงตาสีนิลคู่นั้นของภาคิน เต็มไปด้วยความเยาะเย้ยถากถาง ภาคินยืนอยู่ห่างจากเธอเพียงก้าวเดียว รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายังคงสุภาพเรียบร้อยไร้ที่ติ แต่แววตานั้นกลับว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ราวกับปีศาจที่สวมหน้ากากมนุษย์ "คุณดูไม่เปลี่ยนไปเลยนะครับ... ตั้งแต่คืนที่เราพบกันครั้งแรกในห้องใต้ดินวันนั้น" ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระซิบแผ่วเบา มีเพียงเขาก and รินรดาที่ได้ยิน "น่าเสียดายจริงๆ ที่ตํารวจโง่เขลากลับเชื่อว่านั่นเป็นแค่ภาพหลอนจากอาการป่วยทางจิตของคุณ... น่าสมเพชเสียจริง" รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัวตีรวนกันจนปั่นป่วน แต่ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยปากตอบโต้อะไรออกไป... *คลิック* เสียงกลไกโลหะขนาดเล็กดังขึ้นเบาๆ จากกระเป๋าเสื้อสูทของภาคิน พร้อมกับที่ชายหนุ่มยกมือขึ้นจัดเนกไทอย่างใจเย็น แต่สายตาคมกริบกลับมองข้ามไหล่ของรินรดาไปยังธันวาที่ยืนอยู่เบื้องหลัง "คุณหมอธันวาครับ..." ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความเกรงกลัวใดๆ ทั้งสิ้น "ผมสงสัยมานานแล้วว่า... คุณเก็บหลักฐานชิ้นสำคัญอะไรไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานที่ห้องชันสูตรศพกันแน่?" คำพูดประโยคเดียวจากปากของฆาตกร ทำให้เลือดในกายของธันวาเย็นเฉียบลงในพริบตา แววตาของแพทย์นิติเวชผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใด เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง ไม่ใช่เพราะความลับถูกเปิดเผย... แต่เป็นเพราะบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ภาคินหยิบขึ้นมาแสดงให้ดู ณ วินาทีนั้น คือภาพถ่ายภายในห้องทำงานส่วนตัวของธันวาที่ถูกล็อกกุญแจไว้อย่างแน่นหนา... ภาพถ่ายของ 'หลักฐานชิ้นใหม่' ที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อสามชั่วโมงก่อนหน้านี้เอง! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%