นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก•ตอนที่ 15

มิตรภาพท่ามกลางกองเพลิง

ผลงานโดย พยานปากเอก
กลิ่นควันไฟและเขม่าคาร์บอนที่อบอวลอยู่ในโพรงจมูกเวลานี้ ช่างคล้ายคลึงกับกลิ่นอายแห่งความตายในห้องผ่าศพไม่มีผิดเพี้ยน... แตกต่างกันเพียงแต่ว่า ความร้อนระอุของเปลวเพลิงที่กำลังแผดเผาสตูดิโอศิลปะแห่งนี้ไม่ได้ชวนให้รู้สึกสงบเหมือนร่างไร้วิญญาณบนเตียงสแตนเลส หากแต่มันคือความโกรธเกรี้ยวที่ยังมีชีวิต และพร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งให้มอดไหม้เป็นจุล ธันวาไอโขกออกมาอย่างรุนแรงจนหน้าดำคร่ำเคร่ง ร่างกายของแพทย์นิติเวชผู้ยึดมั่นในตรรกะและเหตุผล บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าสีดำและหยาดเหงื่อที่ไหลผสมกับคราบน้ำตาจากควันไฟ แว่นตากรอบทองคู่ชีพตกหล่นหายไปในกองเพลิง เหลือเพียงสายตาสั้นพร่ามัวที่พยายามกวาดมองผ่านม่านควันสีเทาหนาทึบ เพื่อค้นหาบางสิ่งที่เขารู้ดีว่ามีความหมายยิ่งกว่าลมหายใจของตนเอง "อย่ามองหาเลยค่ะคุณธันวา... มันไม่เหลืออะไรให้อ่านในนั้นอีกแล้ว" เสียงหอบสะท้านดังขึ้นจากข้างกาย รินรดายืนพิงผนังปูนที่ยังไม่ถูกไฟลามเลีย เรือนร่างบอบบางสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างด้วยอาการหวาดผวา—ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อเปลวไฟตรงหน้า แต่เป็นภาพหลอนในหัวที่กำลังกรีดร้องซ้ำไปซ้ำมาถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ภาพของเงาร่างปริศนาในชุดคลุมสีเข้มที่สาดน้ำมันเข้าใส่กองภาพวาดอย่างเลือดเย็น ก่อนจะจุดประกายไฟด้วยรอยยิ้มอันบิดเบี้ยว ธันวาหันขวับไปมองจิตรกรสาว แววตาเย็นชาที่เคยใช้ประเมินศพมนุษย์ฉายแววไหววูบเป็นครั้งแรก "คุณริน... ภาพชุด 'เงาสะท้อน' ทั้งสิบผืน อยู่ในกองเพลิงนั้นใช่ไหมครับ" "มันถูกเผาไปหมดแล้ว..." รินรดากัดริมฝีปากจนห่อเลือด ปลายนิ้วเรียวยาวจิกเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ "ไม่ใช่แค่ไฟที่เผาพวกมันนะคะคุณธันวา... แต่เป็น *'เขา'* คนที่อยู่ในกระจกคนนั้น... เขาตั้งใจทำลายหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะเปิดโปงว่าใครคือฆาตกรตัวจริงในคดีเมื่อสามเดือนก่อน" ธันวาขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน สมองอันปราดเปรื่องของแพทย์นิติเวชกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงปะทุของไม้และกระจกที่แตกละเอียดจากความร้อน สตูดิโอแห่งนี้ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี มีระบบป้องกันอัคคีภัยที่ทันสมัย แต่เซ็นเซอร์กลับถูกตัดวงจรอย่างแนบเนียน นี่ไม่ใช่ อุบัติเหตุ... นี่คือการฆาตกรรมหลักฐานอย่างจงใจ และเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่แค่การเผาทำลายผลงานศิลปะ แต่เป็นการปิดปากพยานที่มองเห็นความจริงผ่านภาพวาดเหล่านั้น "หลักฐานทางวิทยาศาสตร์อาจถูกทำลายได้ด้วยอุณหภูมิแปดร้อยองศาเซลเซียส..." ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่เฉียบขาด ขณะก้าวเข้าไปประคองหัวไหล่ที่สั่นเทาของหญิงสาว "แต่ความทรงจำในหัวของคุณริน... และตรรกะในหัวของผม ไม่มีทางถูกเผาไหม้ไปกับกองไฟพวกนี้หรอกครับ" รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาแพทย์หนุ่ม แววตาคู่นั้นสะท้อนภาพเปลวเพลิงสีส้มแดงที่ลุกโชน แต่มันกลับมีความเด็ดเดี่ยวบางอย่างฉายชัดขึ้นมาแทนที่ความหวาดกลัว "คุณเชื่อฉันจริงๆ หรือคะคุณธันวา... ตำรวจบอกว่าฉันบกพร่องทางจิต ภาพวาดพวกนั้นเป็นเพียงจินตนาการเพ้อเจ้อของคนป่วยจิตเวช... ทำไมคุณถึงยังดื้อรั้นที่จะเชื่อฉันล่ะคะ?" "เพราะวิทยาศาสตร์ไม่ได้สอนให้ผมเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นเสมอไปครับ..." ธันวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก ทว่าเต็มไปด้วยพลังอำนาจบางอย่างที่สั่นสะเทือนหัวใจ "แต่มันสอนให้ผมมองหา 'ร่องรอย' ที่ซ่อนอยู่หลังความจริงอันบิดเบือน และร่องรอยที่คุณรินวาดออกมา มันแม่นยำยิ่งกว่าผลผ่าศพเสียอีก" ก่อนที่บทสนทนาอันลึกซึ้งท่ามกลางความโกลาหลจะดำเนินไปมากกว่านั้น เสียงไซเรนรถดับเพลิงและรถตำรวจก็ดังสนั่นก้องมาจากปากซอย แสงไฟสีแดงฉานสาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างกระจกที่แตกละเอียด เงาร่างของผู้คนที่วิ่งวุ่นภายนอกเริ่มชัดเจนขึ้น พร้อมๆ กับเสียงตะโกนสั่งการของเจ้าหน้าที่ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่แสงไฟวับวาบของรถตำรวจจะสาดส่องเข้ามาถึงมุมอับของสตูดิโอ ธันวากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่ง... ที่พื้นผิวผนังปูนด้านหลังกองเพลิงที่มอดดับลงบางส่วน มีรอยขูดขีดลึกเป็นสัญลักษณ์ประหลาด—สัญลักษณ์รูปดวงตาที่มีรอยกรีดทับสามขีด ซึ่งเป็นเครื่องหมายเดียวกับที่พบบนศพของเหยื่อในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสัปดาห์ก่อน ไม่ใช่แค่รอยขีดข่วน... แต่มันคือ "รอยนิ้วมือ" ที่เปื้อนคราบเขม่าสีดำสนิท ซึ่งยังคงความสดใหม่ราวกับเพิ่งถูกประทับลงไปเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนที่พวกเขาจะวิ่งหนีตายออกมา ธันวานิ่งงัน ขนลุกชันไปทั้งร่างเมื่อตระหนักได้ถึงความจริงอันน่าสะพรึงกลัว ฆาตกรไม่ได้หนีไปไหนเลย... เขายังคงยืนอยู่ *ที่นี่* ในความมืดมิดหลังกำแพงแผ่นนั้น และกำลังมองดูพวกเขาทั้งสองคนจากมุมที่มองไม่เห็น "คุณธันวา... ดูนั่นสิคะ" รินรดากระซิบเสียงสั่น พลางชี้ปลายนิ้วไปยังเงามืดบริเวณมุมห้องที่เปลวไฟยังเข้าไม่ถึง บนพื้นเบื้องหน้าพวกเขามีรอยเท้าเปียกชื้นของรองเท้าคอมแบตทหารเดินย่ำผ่านคราบเขม่าสีดำตรงดิ่งมายังประตูทางออก ทิ้งรอยเปื้อนเป็นทางยาวราวกับจงใจทิ้ง "คำเชิญ" ให้ติดตามไป และในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก้าวเข้ามาหยุดอยู่หลังประตูห้องเก็บของที่ถูกล็อกจากด้านใน พร้อมกับเสียงเคาะประตูสามครั้งเป็นจังหวะ... ราวกับจะบอกว่า เกมไล่ล่าในค่ำคืนนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชหน้าตายกับพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในกระจก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%