“ออกไป... ใครสั่งให้เธอเข้ามา”
เสียงแหบพร่าทว่ายังคงกังวานด้วยอำนาจดุดันดังขึ้นจากร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงคนไข้สีขาวสะอาดตา คริสเตียน อัครเดชไพศาล พยายามยันกายขึ้นจากหมอน แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่เพิ่งผ่านสมรภูมิเลือดจ้องเขม็งไปยังหญิงสาวที่ยืนนิ่งอยู่ปลายเตียง ร่างกายที่เคยสง่างามของเขามีสายระโยงระยางของน้ำเกลือและเครื่องติดตามชีพจร แผลที่ถูกกระสุนเฉี่ยวเข้าที่หัวไหล่ยังคงสร้างความเจ็บปวดให้ทุกครั้งที่เขาขยับตัว
รินรดาวางชามข้าวต้มลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะก้าวเข้าไปหาเขาด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง ผิดกับหัวใจที่เต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก เธอไม่สนใจสายตาไล่เหมือนหมูเหมือนหมาของคนตรงหน้า นิ้วเรียวบางเอื้อมไปปรับระดับหัวเตียงให้เขานั่งพิงได้สบายขึ้นอย่างถือวิสาสะ
“ถอยไป!” เขาสบถพลางปัดมือเธอทิ้ง แต่เรี่ยวแรงที่ถดถอยทำให้สัมผัสของเขาดูอ่อนแรงลงอย่างน่าใจหาย
“ถ้าจะอาละวาดเพื่อไล่ฉันไปล่ะก็ เก็บแรงไว้หายใจเถอะค่ะคุณคริสเตียน” รินรดากล่าวเสียงเรียบ ดวงตากลมโตสบประสานกับดวงตาสีเข้มของชายหนุ่มอย่างไม่ยอมแพ้ “เพราะต่อให้คุณพ่นไฟใส่ฉันจนไหม้เกรียม ฉันก็ไม่มีวันไปไหนจนกว่าหมอจะอนุญาตให้คุณกลับบ้าน”
คริสเตียนชะงักไปเล็กน้อย ความเย็นชาที่ฉาบไว้บนใบหน้าดูจะร้าวฉานลงชั่วขณะ เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวที่เขามักจะผลักไส แต่วันนี้กลับเป็นคนเดียวที่เฝ้าหน้าห้องฉุกเฉินตั้งแต่วินาทีที่เขาถูกหามส่งโรงพยาบาล
“ทำไม...” เขาพึมพำ น้ำเสียงแผ่วเบาลง “ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ รินรดา? ตระกูลของเธอเกลียดฉันจะตายไป และฉันเองก็ไม่ใช่คนดีพอที่เธอควรจะเอาชีวิตมาเสี่ยงด้วย”
รินรดาไม่ตอบ เธอหยิบช้อนตักข้าวต้มขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้วยื่นไปตรงหน้าเขา แววตาของเธอยามมองเขาในตอนนี้ไม่มีความกลัวหลงเหลืออยู่ มีเพียงความสงสารและ... อะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่อาจนิยามได้
“เพราะคนอย่างคุณมันปากแข็งไงคะ” เธอแย้มยิ้มบางๆ “คิดว่าการทำตัวเป็นสัตว์ป่าบาดเจ็บแล้วขับไล่คนอื่นจะช่วยให้คุณดูน่าเกรงขามงั้นหรือคะ? สำหรับฉัน... คุณก็แค่ผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังแตกสลาย และบังเอิญว่าฉันเป็นคนดื้อพอที่จะไม่ทิ้งให้คุณพังไปต่อหน้าต่อตา”
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงของเครื่องวัดชีพจรที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คริสเตียนมองหญิงสาวที่กำลังปรนนิบัติตนด้วยความทุ่มเทอย่างเงียบเชียบ หัวใจที่เคยปิดตายด้วยปมแค้นจากครอบครัวเริ่มรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่เขาไม่เคยต้องการ แต่กลับโหยหาอย่างน่าประหลาด
“อย่ามาทำดีกับฉันนักเลย รินรดา...” เขากล่าวเสียงต่ำ “ถ้าหากวันหนึ่งฉันตัดสินใจจะทำลายทุกอย่างที่คุณรัก... เธอยังจะกล้าป้อนข้าวฉันแบบนี้อยู่ไหม?”
มือของรินรดาที่กำลังถือช้อนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมามั่นคงดังเดิม “ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ ฉันอาจจะเป็นคนแรกที่จะหยุดคุณด้วยวิธีของฉันเองค่ะ แต่ตอนนี้... กินข้าวเสียค่ะ ถ้าคุณไม่อยากให้ฉันต้องเรียกพยาบาลเข้ามาช่วยบังคับ”
คริสเตียนแค่นยิ้มที่มุมปากเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน เขายอมอ้าปากรับข้าวจากมือเธอ รสชาติจืดชืดของข้าวต้มโรงพยาบาลกลับมีความหมายบางอย่างที่เขาไม่อาจเข้าใจ แต่ก่อนที่ความอบอุ่นชั่วคราวจะแผ่ซ่านไปมากกว่านี้ เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นอย่างไม่มีมารยาท
ศิรินทร์ก้าวเข้ามาในห้องด้วยชุดเดรสดีไซน์หรูหรา ใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างประณีตดูเคร่งเครียด ดวงตาสีคมกริบของเธอเหลือบมองรินรดาด้วยความดูแคลน ก่อนจะตรงไปหาคริสเตียนพร้อมกับถือช่อดอกไม้ช่อใหญ่ในมือ
“คริสคะ! ฉันได้ข่าวว่าคุณโดนลอบยิง เลยรีบมาหา” น้ำเสียงของเธอจงใจให้ดูอ่อนหวานจนน่าขนลุก สายตาปรายมองรินรดาเหมือนมองสิ่งปฏิกูล “ใครกันที่ปล่อยให้คนนอกเข้ามาเพ่นพ่านในห้องพักฟื้นพิเศษของคุณแบบนี้คะ?”
คริสเตียนวางช้อนในมือลงทันที แววตาของเขากลับมาเย็นชาดุจน้ำแข็งอีกครั้ง “รินรดาไม่ใช่คนนอก ศิรินทร์ และฉันก็ไม่ได้เชิญคุณมาที่นี่”
ศิรินทร์ชะงักไป แววตาร้ายกาจวูบผ่านความโกรธแค้นก่อนจะปรับเป็นปกติ “ฉันแค่ห่วงค่ะ ก็ในเมื่อคุณเป็นคู่หมั้นของฉัน...”
“คู่หมั้น?” รินรดาทวนคำเบาๆ ก่อนจะหัวเราะในลำคอ “ดูเหมือนว่าคุณจะจำนิยามของคำนั้นผิดไปนะคะคุณศิรินทร์ เพราะถ้าหมั้นกันจริง คุณคงไม่เอาเวลาไปปรึกษาหารือกับอนาวินเรื่องการฮุบหุ้นบริษัทในวันที่คริสเตียนนอนไม่ได้สติแบบนี้”
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงทันที ศิรินทร์หน้าซีดเผือดขณะที่คริสเตียนหันขวับมามองคู่หมั้นสาวด้วยแววตาที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้เป็นจุล
ศิรินทร์กำมือแน่น พยายามคุมสติ “เธอเอาอะไรมาพูด! อย่ามาใส่ร้ายฉันนะรินรดา!”
“หลักฐานมันอยู่ในโทรศัพท์ของคุณนั่นแหละค่ะ” รินรดากล่าวเสียงเรียบพลางหยิบเครื่องมือสื่อสารออกมาจากกระเป๋าเสื้อกาวน์ที่พาดอยู่ข้างเตียง “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังหรอกนะคะ แต่บังเอิญว่าตอนที่คุณทิ้งกระเป๋าไว้หน้าห้องฉุกเฉินตอนที่คุณมาถึง... มันมีข้อความเด้งขึ้นมาพอดี”
คริสเตียนเหยียดกายลุกขึ้นนั่ง แผลที่ไหล่ตึงจนเขานิ่วหน้า แต่ความโกรธเกรี้ยวในแววตานั้นรุนแรงกว่าความเจ็บปวดหลายเท่า เขาจ้องศิรินทร์ด้วยสายตาที่ทำให้คนมองแทบหยุดหายใจ
“ออกไป...” คริสเตียนสั่งเสียงต่ำ “ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจไม่นับเธอเป็นพรรคพวก และเปลี่ยนให้เธอเป็นศัตรูที่ฉันจะบดขยี้ให้จมดินเสียเอง”
ศิรินทร์ถอยกรูดไปที่ประตู แววตาที่เคยสง่างามเปลี่ยนเป็นความอาฆาตมาดร้ายที่ปิดไม่มิด “คริสเตียน... คุณจะเสียใจที่เลือกผู้หญิงคนนี้มากกว่าฉัน! อนาวินไม่มีวันปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก และคราวนี้... มันจะไม่จบแค่กระสุนนัดเดียว!”
ประตูห้องปิดลงพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่กระแทกกระทั้น รินรดายืนนิ่งอยู่ข้างเตียง พยายามควบคุมลมหายใจที่เริ่มติดขัด คริสเตียนมองเธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะคว้ามือของเธอไปกุมไว้แน่น
“เธอรู้ตัวไหมว่ากำลังเล่นกับไฟ?” เขาถามเสียงพร่า
“ฉันเป็นกุหลาบดำนะคะคุณคริสเตียน...” รินรดาสบตากับเขา “กุหลาบที่ไม่มีวันกลัวเปลวไฟที่กำลังจะเผาไหม้ตัวเอง... เพราะถ้าฉันจะต้องตาย ฉันก็จะดึงคุณให้รอดไปด้วยกัน”
ทว่าในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังสบตากันอย่างมีความหมาย เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ในมือรินรดาก็ดังขึ้น เป็นข้อความนิรนามที่ส่งรูปถ่ายของบิดาเธอกำลังถูกจับมัดอยู่บนเก้าอี้กลางห้องมืด พร้อมคำบรรยายสั้นๆ ที่ทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
‘ถ้าอยากให้พ่อรอด... จงหยิบปืนที่วางอยู่ใต้โต๊ะข้างเตียงนั่น แล้วจัดการฆ่าคนที่มีบุญคุณกับเธอซะ... ตอนนี้!’
เพลิงกุหลาบดำหวังว่ารี้ดจะยังไม่หัวใจวายกันไปเสียก่อนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
พันธะร้ายรอยรักกุหลาบเลือด•ตอนที่ 31
ความห่วงใยที่ปิดไม่มิด
ผลงานโดย เพลิงกุหลาบดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงกุหลาบดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะร้ายรอยรักกุหลาบเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!