“เซ็นชื่อลงไปสิครับ... อ้อ ขอโทษที ผมลืมไปว่ามือของท่านประธานในตอนนี้ คงไม่มีแรงพอที่จะจับปากกาให้มั่นคงได้”
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันดังก้องไปทั่วห้องทำงานโอ่อ่าของคริสเตียน อัครเดชไพศาล กลิ่นอายของความตายและความพ่ายแพ้คละคลุ้งอยู่ในอากาศ อนาวินยืนพิงโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ แววตาของเขาเป็นประกายวาวโรจน์ด้วยความกระหายอำนาจที่ปิดไม่มิด มือข้างหนึ่งหยิบเอกสารโอนหุ้นบริษัทในเครืออัครเดชไพศาลวางลงตรงหน้าชายหนุ่มผู้เป็นญาติผู้พี่
คริสเตียนนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังตัวเดิม ร่างกายที่เคยสง่างามดั่งพญาอินทรีกลับดูซูบซีดลงถนัดตา ดวงตาสีเข้มที่เคยดุดันและเฉียบคมบัดนี้กลับพร่าเลือน ความเจ็บปวดจากพิษไข้และการถูกลอบวางยาที่รุมเร้าทำให้เขาแทบจะประคองสติไม่อยู่ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังฝืนยืดหลังตรง ปลายกรามขบกันจนขึ้นสันนูน
“แกคิดว่า... การฉวยโอกาสในตอนที่ฉันพลาด จะทำให้แกได้ในสิ่งที่ต้องการอย่างนั้นหรืออนาวิน?” เสียงของคริสเตียนแหบพร่า ทว่ายังคงไว้ซึ่งอำนาจแห่งความเป็นผู้นำ
อนาวินหัวเราะในลำคอ ก่อนจะโน้มตัวลงมาจนใบหน้าเกือบชิดกับคริสเตียน ลมหายใจของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของน้ำหอมราคาแพงที่แฝงด้วยความเน่าเฟะภายในจิตใจ “ผมไม่ได้ฉวยโอกาส ผมแค่กำลังกอบกู้สิ่งที่กำลังจะพังทลาย เพราะความลุ่มหลงในตัวผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างรินรดา ทำให้คนอย่างคริสเตียนต้องกลายเป็นแบบนี้... น่าสมเพชครับ”
คริสเตียนแค่นยิ้มที่มุมปาก มือที่สั่นเทาของเขาค่อยๆ เอื้อมไปหยิบแก้วน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะขว้างมันลงพื้นอย่างแรงจนแตกกระจาย! เสียงแก้วแตกดังสนั่นไปทั่วห้อง อนาวินชะงักไปเล็กน้อย แต่รอยยิ้มเยือกเย็นยังคงประดับอยู่บนใบหน้า
“หมาลอบกัดอย่างแก ต่อให้ได้อำนาจไป ก็ไม่มีทางคุมคนในอัครเดชไพศาลได้หรอก” คริสเตียนกระซิบ แม้จะแทบไร้เรี่ยวแรง แต่สายตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยเพลิงอาฆาต “เพราะสิ่งที่แกเห็น... มันเป็นเพียงแค่กับดัก”
ขณะที่บรรยากาศในห้องกำลังตึงเครียดจนแทบจะขาดผึง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจังหวะเนิบนาบ ก่อนที่ร่างระหงของศิรินทร์จะก้าวเข้ามา เธอสวมชุดสีแดงเพลิงที่ดูตัดกับใบหน้าเรียบเฉยราวน้ำแข็ง สายตาคมกริบกวาดมองทั้งสองชายหนุ่มก่อนจะหยุดอยู่ที่เอกสารบนโต๊ะ
“ดูเหมือนว่างานเลี้ยงฉลองความล่มสลายจะเริ่มเร็วไปหน่อยนะคะ อนาวิน” ศิรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ามีนัยบางอย่างที่ทำให้อนาวินถึงกับหุบยิ้ม
“ศิรินทร์? เธอมาทำอะไรที่นี่” อนาวินถาม พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
ศิรินทร์เดินตรงเข้าไปหาคริสเตียน เธอใช้นิ้วเรียวสวยลูบไปที่พนักพิงเก้าอี้ของเขาเบาๆ ก่อนจะหันมาสบตาอนาวิน “ฉันมาทวงคืนสิ่งที่ควรจะเป็นของฉัน... และบอกคุณว่า อัครเดชไพศาลไม่ได้มีแค่คุณกับคริสเตียนที่ถือสิทธิ์ตัดสินใจ ในเมื่อคริสเตียนอ่อนแอ... ก็ถึงเวลาที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่เหลือจะตัดสินใจเรื่อง ‘การเปลี่ยนตัวผู้นำ’ อย่างเป็นทางการ”
คริสเตียนมองหญิงสาวด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา เขาไม่ได้ขัดขืนหรือโต้ตอบ ปล่อยให้เกมนี้ดำเนินไปตามทิศทางที่เขาวางไว้ลึกๆ ในใจเขารู้ดีว่าศิรินทร์มีแผนของตัวเอง และนั่นคือสิ่งที่เขากำลังรอคอย
“หมายความว่ายังไง?” อนาวินขมวดคิ้ว ความมั่นใจที่เคยมีเริ่มสั่นคลอน
“หมายความว่าที่คุณถืออยู่ในมือมันคือเศษกระดาษ” ศิรินทร์หยิบเอกสารขึ้นมาฉีกเป็นชิ้นๆ ต่อหน้าต่อตาอนาวิน “และคนที่อนุมัติการยึดอำนาจครั้งนี้... ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นคนไหนหรอกค่ะ แต่เป็นคนที่คุณมองข้ามไปตลอดเวลา”
ทันใดนั้น ประตูห้องทำงานก็เปิดออกอีกครั้ง รินรดาเดินเข้ามาด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาที่เคยอ่อนโยนและไร้เดียงสาถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาและเด็ดเดี่ยว ในมือของเธอถือเอกสารบางอย่างที่ทำให้อนาวินถึงกับหน้าถอดสี มือของเขาเริ่มสั่นเมื่อเห็นตราประทับบนเอกสารนั้น
รินรดาเดินมาหยุดข้างๆ คริสเตียน เธอวางมือลงบนไหล่ที่กว้างของเขาอย่างปลอบประโลม ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับอนาวินด้วยรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วกระดูก
“เอกสารที่พี่คริสเตียนเพิ่งเซ็นไปเมื่อคืนนี้... คือสัญญาโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้เป็นชื่อของฉันคนเดียว และฉัน... ในฐานะตัวแทนที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในตอนนี้ ขอประกาศว่า นายถูกไล่ออกจากตระกูลอัครเดชไพศาลตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป”
อนาวินผงะถอยหลัง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความแค้นเคืองที่ประทุออกมาดั่งลาวา “อีผู้หญิงชั้นต่ำ! แกคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะรอดไปได้งั้นเหรอ!”
เขากระโจนเข้าใส่รินรดาด้วยความบ้าคลั่ง แต่ทว่า... ก่อนที่ฝ่ามือของเขาจะถึงตัวหญิงสาว เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มบอดี้การ์ดนับสิบชีวิตก็ดังขึ้นพร้อมกับการพุ่งตัวเข้ามาล้อมรอบตัวเขา คริสเตียนที่ดูเหมือนจะหมดแรงกลับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าของเขาไม่มีความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
“แกพลาดแล้วอนาวิน...” คริสเตียนเอ่ยเบาๆ ก่อนจะก้าวเดินไปหาญาติผู้น้องที่กำลังติดกับดักของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ “เพราะในขณะที่แกมัวแต่มองหาจุดอ่อนของฉัน แกกลับมองไม่เห็นว่า... ยัยตัวร้ายที่แกดูถูก คือคนที่ถือมีดจ่อคอหอยแกอยู่ตลอดเวลา”
อนาวินถูกกดลงกับพื้นโดยบอดี้การ์ด ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง รินรดายังคงยืนนิ่ง แววตาของเธอสะท้อนภาพคริสเตียนที่ค่อยๆ ก้มลงมาหยิบปืนจากโต๊ะทำงานขึ้นมาลูบไล้อย่างแผ่วเบา
เขากดปากกระบอกปืนลงที่ขมับของอนาวิน ก่อนจะมองผ่านไหล่ของญาติผู้น้องไปที่ประตูห้องทำงานที่เปิดค้างไว้ ปรากฏร่างของชายสูงวัยคนหนึ่งที่ทุกคนในตระกูลเกรงขาม... 'คุณท่านอัครเดช' ผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมกับรอยยิ้มที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
“จบเรื่องนี้เสียที... หรือบางที นี่อาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความหายนะที่แท้จริง” คริสเตียนกระซิบข้างหูอนาวิน ก่อนจะเหนี่ยวไกปืน... ทว่าเสียงลั่นไกกลับเงียบสนิท มีเพียงเสียงหัวเราะเย็นเยือกของผู้อาวุโสที่ดังแทรกเข้ามา
“หยุดเล่นละครได้แล้ว คริสเตียน... เพราะที่พวกเธอทำกันอยู่ทั้งหมดนี้ มันอยู่ในสายตาของฉันมาโดยตลอด”
รี้ดเดอร์คะ... ความลับที่ถูกซ่อนไว้ใต้รอยยิ้มของคุณท่านจะเปลี่ยนทิศทางของเกมนี้ไปอย่างไร แล้วรินรดาจะเอาตัวรอดจากพายุที่ใหญ่กว่าเดิมได้หรือไม่ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
หวังว่ารี้ดจะยังพอหายใจกันทันนะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
เพลิงกุหลาบดำ
พันธะร้ายรอยรักกุหลาบเลือด•ตอนที่ 33
การฉวยโอกาสของอนาวิน
ผลงานโดย เพลิงกุหลาบดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงกุหลาบดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะร้ายรอยรักกุหลาบเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!