“ถ้าคุณคิดจะจบชีวิตตัวเองลงตรงนี้... ก็เท่ากับคุณเปิดประตูบ้านต้อนรับหมาป่าให้เข้ามาฉีกทึ้งทุกอย่างที่คุณพยายามปกป้องมาตลอดชีวิตเลยนะคะ คริสเตียน”
เสียงหวานใสที่แฝงไปด้วยความเด็ดขาดของรินรดาบาดลึกเข้าไปในความเงียบงันภายในห้องทำงานส่วนตัว คริสเตียน อัครเดชไพศาล ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หนังตัวหรู ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจ้องมองมีดสั้นเล่มนั้นนิ่ง เขามิได้โต้ตอบทันที แต่กระแสความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างหนานั้นหนักอึ้งจนอากาศรอบตัวดูเหมือนจะกลายเป็นพิษ
“เธอไม่เข้าใจหรอกรินรดา” เสียงทุ้มต่ำของเขาแหบพร่า “ศัตรูของฉันไม่ใช่คนโง่ ถ้าฉันไม่แสดงให้เห็นว่าฉัน ‘พัง’ จนถึงขีดสุด... พวกมันไม่มีวันเผยหางออกมา”
เขาหยิบมีดสั้นเล่มนั้นขึ้นมา ปลายนิ้วกร้านงานกรีดผ่านรอยแผลเป็นบนฝ่ามืออย่างเย็นชา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ยืนกอดอกอยู่ตรงหน้า แววตาของคริสเตียนในตอนนี้ไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความอำมหิตที่เตรียมพร้อมจะกระชากหน้ากากของทุกคนในตระกูลอัครเดชไพศาลให้หลุดออก
“หมายความว่า... คุณจะใช้เลือดของตัวเองเป็นเหยื่อล่ออย่างนั้นเหรอคะ?” รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น ความหวาดกลัวเริ่มแล่นริ้วเข้ามาเกาะกุมหัวใจ แต่เธอก็เลือกที่จะไม่ถอยหลัง
“ต้องรุนแรงกว่านั้น” คริสเตียนขยับยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก “ฉันต้องการให้คนทั้งตระกูลเชื่อว่าอัครเดชไพศาลกำลังจะสิ้นชีพในคืนวันเสาร์นี้... คืนที่ศิรินทร์และอนาวินนัดประชุมผู้ถือหุ้น”
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที ราวกับมีพายุเงียบกริบกำลังก่อตัวขึ้น คริสเตียนก้าวลุกขึ้นเต็มความสูง ร่างใหญ่โตของเขาดูซูบเซียวลงไปถนัดตาจากการอดอาหารและพักผ่อนไม่เพียงพอตามแผนการที่เขาวางไว้ล่วงหน้า เขาหยิบขวดยาเม็ดสีขาวขุ่นขึ้นมาวางบนโต๊ะ แสงไฟสลัวจากโคมไฟระย้ากระทบกับแก้วขวดจนเกิดแสงสะท้อนวูบวาบ
“ถ้าร่างกายนี้ดูเหมือนคนกำลังจะตายจริงๆ พวกมันถึงจะกล้าก้าวเข้ามาเหยียบหัวใจฉัน” เขาว่าพลางมองไปยังรินรดา “และคนที่ต้องเป็นพยานในความ ‘พังทลาย’ นี้... ก็คือเธอ”
รินรดาผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก “ถ้าฉันต้องเล่นละครเรื่องนี้ ฉันจะขอเพิ่มบทสรุปเองนะคะ”
“ว่ามา”
“ฉันจะไม่ใช่แค่คนที่ร้องไห้ฟูมฟาย แต่ฉันจะเป็นคนที่ปกป้องเก้าอี้ประธานนี้ไว้ให้คุณด้วยมือของฉันเองจนกว่าคุณจะกลับมา... คุณต้องรับปากว่าจะไม่ตายจริงๆ คริสเตียน”
คริสเตียนก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอ กลิ่นกายหอมอ่อนๆ ของดอกกุหลาบที่รินรดาใช้ยังคงเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ฉุดรั้งเขาไว้จากความบ้าคลั่ง มือหนาเชยคางเธอขึ้นช้าๆ สายตาของเขาไม่ได้มีความเย็นชาเหมือนที่แสดงต่อโลกภายนอก แต่มันกลับมีความเว้าวอนที่ซ่อนอยู่ลึกสุดใจ
“เพื่อเธอ... ฉันจะไม่ยอมตายแม้แต่ในนรกค่ะ”
…
ค่ำคืนวันเสาร์มาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ห้องประชุมใหญ่ของตระกูลอัครเดชไพศาลถูกประดับด้วยดอกลิลลี่สีขาวที่ดูคล้ายกับพวงหรีดมากกว่าการจัดงานเฉลิมฉลอง กลิ่นอายความตายอบอวลไปทั่วเมื่อร่างของคริสเตียนถูกพยุงเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับศพ
อนาวินที่นั่งรออยู่หัวโต๊ะลุกขึ้นยืน แววตาที่เต็มไปด้วยความกระหายอำนาจฉายแววสมเพชอย่างปิดไม่มิด “ดูคุณตอนนี้สิ คริสเตียน... ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน อำนาจที่เคยยิ่งใหญ่ ตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงภาระที่หนักอึ้งจนคุณทนไม่ไหวแล้วใช่ไหม?”
ศิรินทร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ สวมชุดสีดำสนิท ใบหน้าสวยเฉี่ยวยกยิ้มอย่างผู้ชนะ เธอใช้สายตามองร่างของคริสเตียนที่ฟุบลงกับโต๊ะประชุมราวกับหมดสติไปแล้ว
“ฉันเตือนคุณแล้วว่าการฝืนทำตัวเป็นเจ้าของทุกอย่างมันเหนื่อยเปล่า” ศิรินทร์กระซิบเสียงเรียบ “โอนอำนาจบริหารทั้งหมดมาให้เราซะ แล้วเราจะปล่อยให้คุณได้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบ... ในฐานะคนป่วยที่ไม่มีวันหาย”
รินรดาที่นั่งอยู่ข้างร่างของคริสเตียนสะอื้นไห้ เธอแสร้งทำเป็นปล่อยโฮอย่างหนัก มือที่สั่นเทาของเธอปิดหน้าไว้ แต่ในจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต นิ้วเรียวเล็กกลับกดปุ่มส่งสัญญาณลับภายใต้โต๊ะประชุม
“คุณคริสเตียน! ฮือ... อย่าเป็นอะไรไปนะคะ! อนาวิน ศิรินทร์ พวกคุณจะใจร้ายเกินไปแล้ว!”
อนาวินเดินเข้ามาใกล้ พยายามจะคว้ามือถือจากมือของคริสเตียนเพื่อเข้าถึงรหัสผ่านบัญชีลับ “เลิกแกล้งทำเป็นไร้เดียงสาเสียทีรินรดา! จบเรื่องนี้ได้แล้ว!”
ทันใดนั้นเอง คริสเตียนที่ควรจะหมดสติไปแล้วกลับขยับตัวช้าๆ ร่างที่ดูอ่อนแอพลันแข็งแกร่งขึ้นราวกับเสือร้ายที่ซุ่มรอจังหวะตะปบเหยื่อ มือหนาคว้าข้อมือของอนาวินไว้แน่นจนอีกฝ่ายหน้าบึ้งด้วยความเจ็บปวด
“ของที่แกอยากได้นักหนา... มันไม่มีอยู่จริงหรอกอนาวิน”
คริสเตียนเงยหน้าขึ้น แววตาคมกริบไร้ซึ่งอาการป่วยไข้ เขาแค่นยิ้มก่อนจะปล่อยมืออนาวินจนอีกฝ่ายเซถอยหลังไปกระแทกเก้าอี้
“เพราะคนที่ถืออำนาจจริงๆ ไม่ใช่ฉัน... แต่เป็นเธอคนนี้” เขาผายมือไปทางรินรดาที่หยุดร้องไห้ทันที ใบหน้าของเธอตอนนี้ฉายแววเย็นชาและเด็ดขาดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ประตูห้องประชุมถูกเปิดออกพร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำที่กรูเข้ามาล้อมรอบอนาวินและศิรินทร์เอาไว้ คริสเตียนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางปัดฝุ่นออกจากสูทอย่างใจเย็น
“เสียใจด้วยนะที่แผนลวงโลกของพวกแก... มันสู้ของจริงไม่ได้”
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ของศิรินทร์ก็ดังขึ้น เธอรับสายด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนที่ใบหน้าจะซีดเผือดลงจนแทบไร้สีเลือด เธอหันมามองคริสเตียนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“คุณ... คุณไปรู้เรื่องนั้นมาจากไหน?”
คริสเตียนเดินไปหยิบเอกสารลับที่ซ่อนอยู่ใต้พรมห้องประชุมขึ้นมาสะบัดเบาๆ “ฉันบอกแล้วไง... ว่าฉันไม่เคยทิ้งอะไรไว้ให้ใครเก็บกินง่ายๆ”
ก่อนที่ศิรินทร์จะทันได้ตอบโต้ เสียงระเบิดตูมใหญ่ดังขึ้นจากชั้นล่างของตึก ท่ามกลางความโกลาหล ไฟฟ้าในห้องดับมืดลงเหลือเพียงแสงจากไฟฉุกเฉินสีแดงฉาน และในความมืดนั้นเอง ร่างของชายปริศนาในเงามืดก็ปรากฏตัวขึ้นที่ประตูหลังห้อง พร้อมกับกระบอกปืนที่เล็งตรงมายังคริสเตียนและรินรดา!
ฝากติดตามตอนต่อไปนะคะว่าใครกันที่กล้าท้าทายอำนาจของคริสเตียนถึงในถ้ำเสือ และรินรดาจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์วิกฤตนี้ได้อย่างไร เพลิงกุหลาบดำขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้กันเสมอมานะคะ!
พันธะร้ายรอยรักกุหลาบเลือด•ตอนที่ 39
แผนลวงโลก
ผลงานโดย เพลิงกุหลาบดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงกุหลาบดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะร้ายรอยรักกุหลาบเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!