“อย่าได้สะเออะเอาความใสซื่อมาใช้กับฉัน รินรดา เพราะในคฤหาสน์หลังนี้... ความไร้เดียงสาคือสิ่งที่ราคาถูกที่สุด”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยไอสังหารของคริสเตียนยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของรินรดา แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านไปหลายชั่วโมงแล้วก็ตาม หญิงสาวพยายามข่มความสั่นไหวในดวงตาขณะที่เธอกำลังจัดดอกกุหลาบสีแดงสดลงในแจกันคริสตัลภายในห้องโถงกว้าง กลิ่นอายของความกดดันที่คริสเตียนทิ้งไว้ยังคงอบอวลอยู่รอบตัวราวกับเงาปีศาจที่ตามติดไม่ยอมห่าง
ทว่า ความเงียบสงบกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เยื้องกรายเข้ามาใกล้ พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมแนววู้ดดี้ที่เธอจำได้แม่นว่าเป็นของใคร
“ดอกไม้พวกนี้... คงไม่ได้ถูกจัดขึ้นเพื่อต้อนรับการกลับมาของฉันหรอกนะ”
รินรดาชะงักมือที่กำลังจัดก้านดอกไม้ เธอหันไปเผชิญหน้ากับ ‘อนาวิน’ ชายหนุ่มที่มีโครงหน้าคล้ายคลึงกับคริสเตียน ทว่านัยน์ตากลับไม่ได้มีความเย็นชาดุดัน หากแต่มีความเจ้าเล่ห์และแพรวพราวซ่อนอยู่อย่างน่าหวาดหวั่น
“คุณอนาวิน” รินรดากล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พยายามรักษาท่าทีให้นิ่งสงบที่สุด “ดิฉันเพียงแค่ทำหน้าที่ตามคำสั่งของท่านประธานเท่านั้นค่ะ”
อนาวินหัวเราะในลำคอ เขาเดินเข้ามาใกล้จนรินรดาต้องเผลอถอยหลังหนึ่งก้าว “คำสั่งของพี่ชายผมมักจะมาพร้อมกับโซ่ตรวนเสมอ คุณรู้สึกไหมล่ะรินรดา? ว่าโซ่นั่นกำลังรัดตัวคุณแน่นขึ้นทุกวัน”
เขาเอื้อมมือมาหมายจะเชยคางเธอขึ้น แต่รินรดาหลบหลีกอย่างรวดเร็ว กิริยานั้นทำให้อนาวินยิ้มกว้างขึ้น ราวกับกำลังสนุกที่ได้เห็นกวางน้อยพยายามหลบกรงเล็บเสือ
“ไม่ต้องกลัวไปหรอก ถ้าชีวิตที่นี่มันบีบคั้นเกินไป ผมยินดีจะเป็นคนปลดปล่อยคุณเอง... เพียงแค่คุณส่งยิ้มให้ผมบ้างเท่านั้น” เขาโน้มตัวลงมาใกล้ข้างหู “พี่คริสไม่เหมาะกับดอกไม้สวยๆ อย่างคุณหรอก เขาเกิดมาเพื่อทำลาย ไม่ใช่ครอบครอง”
“คุณอนาวินคะ!” รินรดาเอ่ยเสียงเข้ม “กรุณาให้เกียรติดิฉันด้วยค่ะ”
ในจังหวะที่มือของอนาวินเกือบจะคว้าท่อนแขนเรียวของเธอได้นั้น ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มของคริสเตียนก็ปรากฏตัวขึ้นที่หัวบันได ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขาจ้องเขม็งมาที่ทั้งคู่ราวกับจะฉีกร่างใครก็ตามที่บังอาจมาแตะต้องของๆ เขา
“ดูเหมือนว่างานที่ฉันมอบหมายให้ทำ... มันจะเบาเกินไปสินะ” เสียงของคริสเตียนเย็นเยียบจนอุณหภูมิในห้องโถงลดต่ำลงทันที
เขาก้าวลงจากบันไดด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าทุกย่างก้าวกลับเต็มไปด้วยพลังอำนาจที่กดทับคนในบริเวณนั้นให้หายใจไม่ออก คริสเตียนเดินตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้าอนาวิน ดวงตาคมกวาดมองด้วยความเหยียดหยาม
“เสียเวลาคุยกับคนใช้ของฉัน... มันทำให้เกียรติของนายลดลงไปมากเลยนะ อนาวิน”
อนาวินยักไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน “ผมแค่เห็นว่าคุณดูแลเธอไม่ดีพอ เลยอาสาเข้ามาแบ่งเบาภาระก็เท่านั้นเอง”
คริสเตียนแค่นยิ้มที่มุมปาก มือหนาเอื้อมไปกระชากไหล่รินรดาให้มาอยู่ข้างหลังเขา แรงนั้นมากพอที่จะทำให้เธอนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ แต่เธอก็เลือกที่จะไม่ปริปากบ่น
“ถ้าอยากได้ภาระไปแบ่งเบา ทำไมไม่ไปหาที่บ่อนคาสิโนของนายล่ะ? อย่ามายุ่งกับสิ่งที่ฉันตีตราไว้แล้ว” คริสเตียนหันมามองรินรดาด้วยสายตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟโทสะ “ส่วนเธอ... ตามฉันมาที่ห้องทำงาน เดี๋ยวนี้!”
เขาไม่รอคำตอบ แรงบีบที่ข้อมือเรียวทำให้รินรดาต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามแรงดึงของเขาไปจนถึงห้องทำงานส่วนตัว เมื่อประตูไม้โอ๊คบานใหญ่ปิดลง คริสเตียนก็เหวี่ยงเธอไปชิดกับผนังห้องทันที
“ชอบเหรอ?” เขาโน้มตัวเข้าหา ใช้สองแขนกักขังเธอไว้ระหว่างผนังกับอกแกร่ง “ชอบให้ผู้ชายคนอื่นมาหยอดคำหวานใส่ หรือว่าเธอแค่โหยหาความอบอุ่นจนลืมไปแล้วว่าสถานะของเธอคืออะไร!”
“ดิฉันไม่ได้โหยหาใครทั้งนั้นค่ะ!” รินรดาโต้กลับ นัยน์ตาคู่สวยสั่นไหวด้วยความอัดอั้น “และคุณอนาวินเขาก็แค่ทักทาย ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด”
“กล้าเถียงงั้นเหรอ!” คริสเตียนตะคอก ลมหายใจร้อนผ่าวรดอยู่บนพวงแก้มใส “เธอมันก็แค่ผู้หญิงที่ฉันซื้อมาด้วยเงิน เพื่อจะเอามาเป็นเครื่องมือแก้แค้นตระกูลของเธอ อย่าได้สำคัญตัวผิดว่าจะมีสิทธิ์เลือกใคร!”
เขากดจูบลงไปบนลำคอระหงอย่างรุนแรง เป็นจูบที่ไม่ได้มีความอ่อนโยน แต่มันคือการประกาศอาณาเขตและตอกย้ำให้เธอรู้ว่าเธอยังเป็นเชลยของเขา รินรดาหลับตาแน่น หยาดน้ำตาแห่งความน้อยใจไหลรินอาบแก้ม เธอเกลียดเขา... เกลียดที่ตัวเองต้องสั่นไหวไปกับสัมผัสที่ป่าเถื่อนนี้
คริสเตียนผละออกเล็กน้อย มือหนาเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มเธออย่างแผ่วเบา ทว่าแววตากลับยังคงเย็นชา “อย่าร้องไห้ต่อหน้าฉัน... เพราะมันยิ่งทำให้ฉันอยากทำลายเธอให้แตกสลายกว่าเดิม”
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของคริสเตียนก็ดังขึ้น ขัดจังหวะความตึงเครียดภายในห้อง เขาเหลือบมองหน้าจอแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรับสายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ว่าไง...”
รินรดายืนตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นสีหน้าของคริสเตียนเปลี่ยนไปในทันที แววตาที่เคยหึงหวงกลับกลายเป็นความตื่นตระหนกที่ถูกซ่อนไว้ใต้ท่าทีสุขุมอย่างมิดชิด
“อะไรนะ? ใครเป็นคนส่งมันมา!” คริสเตียนคำรามใส่โทรศัพท์ “ปิดข่าวให้เงียบที่สุด ถ้าเรื่องนี้หลุดออกไปถึงหูคนในตระกูล... พวกแกทุกคนได้ตายกันหมดแน่!”
เขาโยนโทรศัพท์ลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะหันมาจ้องมองรินรดาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... มันไม่ใช่ความหึงหวง แต่มันคือความหวาดระแวงที่รุนแรงกว่าเดิม
“รินรดา... บอกฉันมาตามตรง” เขาเดินเข้ามาใกล้จนชิด “เมื่อคืนก่อนตอนที่เธอหนีออกจากห้อง เธอไปพบใครที่สวนหลังบ้าน... ใครเป็นคนส่งจดหมายฉบับนี้ให้เธอ!”
เขายื่นซองจดหมายสีดำประทับตราครั่งรูปกุหลาบที่ดูคุ้นตาให้เธอ รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นตราสัญลักษณ์นั้น เพราะมันคือตราประจำตระกูลของมารดาผู้ล่วงลับของคริสเตียน... ตราที่เธอคิดว่าหายสาบสูญไปพร้อมกับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในอดีตนานกว่ายี่สิบปี!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับรินรดาและคริสเตียนในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ
เพลิงกุหลาบดำ
พันธะร้ายรอยรักกุหลาบเลือด•ตอนที่ 12
พันธะที่เริ่มสั่นไหว
ผลงานโดย เพลิงกุหลาบดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงกุหลาบดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะร้ายรอยรักกุหลาบเลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!