เสียงคำรามกึกก้องของท้องฟ้าด้านนอกประหนึ่งเสียงกรรโชกจากอสุรกายที่กำลังโกรธเกรี้ยว เม็ดฝนฤดูร้อนสาดซัดกระหน่ำลงมาใส่หลังคากระจกใสของเรือนเพาะชำพันธุ์ไม้โบราณจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับโลกใบนี้กำลังจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ในเสี้ยววินาทีนั้น แรงลมกรรโชกครั้งใหญ่ได้พัดกระชากบานประตูไม้สักโบราณให้เปิดผางออก เสียงไม้กระแทกวงกบดังลั่นแข่งกับเสียงสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
"ให้ตายสิ! ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ กุหลาบสายพันธุ์ 'จูเลียต เดวิด' ที่อุตส่าห์ประคบประหงมมาสามปีได้เน่าตายคามือแน่ๆ!"
เสียงหวานห้าวของลัลนาตarวาดแข่งกับเสียงพายุ เธอสวมเสื้อเชิร์ตผ้าลินินสีขาวที่ตอนนี้เปียกชุ่มแนบเนื้อจนเห็นสัดส่วนชัดเจน เส้นผมสีดำขลับที่เคยรวบไว้ลวกๆ หลุดลุ่ยเปียกปอนแนบข้างแก้มเนียน มือเรียวพยายามเอื้อมไปดึงผ้าใบกันสาดลงมาเพื่อปิดกั้นละอองฝนที่สาดเข้ามาตามแรงลม ทว่ากลไกเหล็กขึ้นสนิมกลับติดขัดจนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญ
ธาวินที่ยืนกอดอกพิงเสาเหล็กอยู่มุมหนึ่งของเรือนเพาะชำ ขยับแว่นสายตาเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบมองภาพหญิงสาวที่กำลังต่อสู้กับธรรมชาติด้วยความดื้อรั้น สถาปนิกหนุ่มผู้รักความสมบูรณ์แบบถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างระอาใจ แต่ลึกๆ แล้วกล้ามเนื้อสันจมูกกลับกระตุกด้วยความกังวลที่เจ้าตัวไม่ยอมรับ
"ถ้าคุณยังยืนเก๊กท่าแล้วดีแต่ยืนมองเหมือนตัวเองเป็นพระเอกเอ็มวีอยู่แบบนั้น ต้นไม้ของฉันได้ตายสมใจคุณแน่ คุณธาวิน!" ลัลนาหันมาตวาดแว้ดใส่ ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความโมโห ร่างบางพยายามออกแรงกระชากโซ่เหล็กสุดแรงเกิดจนหน้าดำหน้าแดง แต่เปล่าประโยชน์ กลไกมันติดขัดจนแน่นสนิท
"ผมไม่ได้เก๊ก ผมแค่กำลังประเมินสถานะความไร้ระเบียบของคุณอยู่ครับ คุณลัลนา" ธาวินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงความกวนประสาทอย่างร้ายกาจ "ถ้าคุณยอมใช้สมองคิดวิเคราะห์ระบบรอกสักนิด แทนที่จะใช้แรงควายๆ ดึงแบบนั้น มันคงไม่ติดขัดจนพังคาหรอกครับ"
"นี่คุณว่าใครใช้แรงควายยะไอ้คุณสถาปนิกป้อมปราการคอนกรีต! เก่งนักก็มาทำเองเลยสิ!"
ลัลนาสะบัดหน้าหนีด้วยความโกรธจัด เธอหันกลับไปจะกระชากโซ่นั้นอีกครั้ง แต่เพราะความลื่นจากละอองฝนที่สาดเข้ามา ทำให้เท้าเล็กๆ ของเธอเสียหลัก ร่างบางเซถลาล้มลงไปด้านหลัง ทว่าก่อนที่แผ่นหลังจะกระแทกกับพื้นดินเฉอะแฉะ เอวบางกลับถูกวงแขนแข็งแกร่งดึงรั้งไว้ด้วยความเร็วสูง แรงเหวี่ยงทำให้ทั้งคู่ล้มลงไปกองบนกองกระสอบปุ๋ยอินทรีย์ที่มุมเรือนเพาะชำแทน
ความเงียบชั่วขณะเข้าปกคลุม ท่ามกลางเสียงฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดสาดด้านนอก
ธาวินทาบทับอยู่เบื้องบน ร่างสูงใหญ่กักขังลัลนาไว้ใต้ร่างอย่างสมบูรณ์ ปลายจมูกโด่งคมเฉียบอยู่ห่างจากแก้มเนียนของหญิงสาวเพียงไม่กี่เซนติเมตร กลิ่นหอมสะอาดเจือจางของสบู่เด็กผสมกับกลิ่นดินชื้นหลังฝนตกโชويเข้าจมูกของสถาปนิกหนุ่มจนหัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเริ่มรัวกระหน่ำไม่เป็นทิศเป็นทาง
ดวงตากลมโตของลัลนาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เธอนิ่งค้างไปชั่วขณะเมื่อสบเข้ากับดึงตาสีนิลคู่คมที่สะท้อนเงาของเธอไว้อย่างชัดเจน ความใกล้ชิดนี้มันอันตรายเกินไป อันตรายเสียจนทำให้ลมหายใจของเธอกติดขัด
"ลุก... ลุกออกไปนะ" ลัลนาพึมพำเสียงสั่น มือบางที่เคยกํารอบตัวเพื่อหาเรื่อง ตอนนี้กลับวางแนบบนแผงอกกว้างภายใต้เสื้อเชิร์ตทำงานที่เปียกชื้นของเขาโดยไม่รู้ตัว เธอสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจใต้ฝ่ามือที่เต้นโครมครามไม่แพ้กัน
"ถ้าผมบอกให้คุณอยู่นิ่งๆ ตั้งแต่แรก คุณคงไม่ต้องเจ็บตัวแบบนี้หรอกครับ" ธาวินกระซิบชิดริมหู เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าเจือความรู้สึกบางอย่างที่เขาเองก็ไม่ออยากยอมรับ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างประหม่า
"คุณมัน... ชอบซ้ำเติมคนอื่นตลอดเวลาเลยหรือไง" ลัลนาพยายามเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีแดงจัด แต่ธาวินกลับใช้ปลายนิ้วเรียวแตะที่คางมน บังคับให้เธอกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง
"ผมไม่ได้ซ้ำเติม..." ธาวินเว้นจังหวะ สายตาคมกริบอ่อนแสงลงชั่วขณะ ความเย่อหยิ่งและมาดมั่นทลายลงเหลือเพียงความจริงใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้กรอบระเบียบ "ผมแค่วิตก... เวลาเห็นคุณดื้อรั้นแล้วเกือบจะทำร้ายตัวเอง"
คำพูดนั้นทำเอาลัลนาถึงกับพูดไม่ออก เปลือกตากระพริบปริบๆ หัวใจที่เคยแข็งกระด้างราวกับกุหลาบมีหนาม กลับรู้สึกวูบไหวแปลกๆ กับความอ่อนโยนที่หลุดลอดออกมาจากปากของชายหนุ่มจอมเผด็จการคนนี้
"คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย" เธอกระซิบเสียงเบาหวิว ความเขินอายตีรวนขึ้นมาจนทำอะไรไม่ถูก
"ผมพูดความจริงครับ" ธาวินขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนริมฝีปากเกือบจะสัมผัสกับหน้าผากมน "และที่สำคัญ... เลิกเรียกผมว่าไอ้คุณสถาปนิกได้แล้ว ผมมีชื่อว่าธาวิน จำใส่สมองเอาไว้ด้วยนะครับ คุณทายาทสวนกุหลาบ"
ไดอะล็อกคมคายที่แฝงความหยอกเย้าและเคมีที่พุ่งพล่านทำเอาบรรยากาศในเรือนเพาะชำที่อึมครึมเพราะพายุฝน กลับร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างประหลาด ทั้งสองคนยังคงจ้องตากันเนิ่นนาน ราวกับเวลาหยุดเดิน เสียงฝนด้านนอกเบาลงเหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกัน
กึก!
เสียงกิ่งไม้หักดังมาจากทางประตูด้านหน้าเรือนเพาะชำ พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบที่สาดส่องเข้ามาตัดผ่านความมืดมิด
"วิน! ลัลนา! พวกเธอสองคนอยู่ในนั้นหรือเปล่า ฉันกับเพียงฟ้ามาตามหา..."
เสียงตะโกนเรียกของกรณ์ดังแทรกขึ้นมา พร้อมกับเงาร่างของเพื่อนสนิทและนักลงทุนสาวที่กำลังก้าวเท้าเข้ามาใกล้จุดที่พวกเขานอนทับกันอยู่ ธาวินเบิกตากว้างเล็กน้อย รีบผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงลัลนาให้ลุกขึ้นตามมาติดๆ ด้วยท่าทางที่พยายามรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ทว่าใบหูที่แดงก่ำของสถาปนิกหนุ่มกลับทรยศความรู้สึกทั้งหมด
ลัลนาหน้าแดงแจ๋ รีบจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่พร้อมกับเบือนหน้าหนีไปอีกทางด้วยความกระดากอาย
ธาวินหันไปมองทางต้นเสียง เตรียมจะเอ่ยปากอธิบายสถานการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนนี้ แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับบางสิ่งในมือของเพียงฟ้าที่เดินตามหลังกรณ์เข้ามา นักลงทุนสาวไม่ได้ถือเพียงร่มคันใหญ่ แต่เธอกำลังถือซองเอกสารสีน้ำตาลชุ่มน้ำฝน ที่มีตราประทับลับสุดยอดของบริษัทคู่แข่งสำคัญ... บริษัทที่กำลังพยายามซื้อที่ดินผืนนี้เพื่อเปลี่ยนสวนกุหลาบประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นคอนโดมิเนียมหรู!
ดวงตาคมกริบของธาวินหรี่แคบลงทันที เมื่อเพียงฟ้าส่งยิ้มมุมปากให้เขาอย่างมีความหมาย พร้อมกับเอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวกลับมาหนתเหน็บยิ่งกว่าเดิม
"อุ๊ย... ดูเหมือนฉันจะมาขัดจังหวะสำคัญอะไรหรือเปล่าคะเนี่ย? แต่เกรงว่า... พวกคุณคงต้องเลิกหวานกันชั่วคราวแล้วล่ะค่ะ เพราะมีเรื่องใหญ่กว่านั้นรอให้อ่านอยู่"
---
ขอบคุณรี้ดทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันเสมอนะครับ!
สถาปนิกหนุ่มไฟแรงกับทายาทสวนกุหลาบพันธุ์หายาก•ตอนที่ 5
พายุฝนและค่ำคืนใต้ชายคาเดียวกัน
ผลงานโดย ปราณธาตุเก้าสุริยัน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ปราณธาตุเก้าสุริยัน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มไฟแรงกับทายาทสวนกุหลาบพันธุ์หายาก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!