เสียงกระดาษรายงานการเงินสะบัดเบาๆ ในความเงียบงันของห้องทำงานหรูบนชั้นสี่ิบของตึกระฟ้าใจกลางเมือง รวิศวางแฟ้มเอกสารลงตรงหน้าพิมพ์มาดาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับพราวระยับด้วยประกายแห่งชัยชนะที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด
"ศิลาใกล้จนมุมเต็มทีแล้วนะคะ คุณพิมพ์... หุ้นล็อตสุดท้ายที่เขาพยายามกว้านซื้อเพื่อพยุงบริษัทกำลังจะตกมาอยู่ในมือเรา ผ่านนิตินัยทุกประการ" รวิศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ทว่าแฝงไว้ด้วยความเฉียบคมที่พร้อมจะเชือดเฉือนคู่แข่งให้จมดินได้ทุกเมื่อ
พิมพ์มาดายกปลายนิ้วขึ้นแตะขอบแก้วกาแฟอุ่นๆ สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไร้กรอบมองลอดผ่านไปยังทัศนียภาพเบื้องล่าง ความสูงระดับนี้เคยทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวในวันที่ยังเป็นเงาตามตัวของสามีผู้ทรงอิทธิพล แต่ในยามนี้ มันกลับเป็นเพียงจุดชมวิวที่ตอกย้ำว่าเธอยืนอยู่สูงกว่าเขาเพียงใดแล้ว
"ดีค่ะ... ให้เขาดิ้นรนให้ถึงที่สุด" พิมพ์มาดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบ เย็นชา และไร้ซึ่งความปรานีใดๆ "ความรู้สึกที่เคยถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดีในคฤหาสน์หลังนั้น มันสมควรได้รับการชดใช้ด้วยความสิ้นหวังแบบเดียวกัน"
รวิศลอบมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ผสม The ปนเปกันระหว่างความทึ่งและความระแวง ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่พิมพ์มาดาคนเดิมที่เคยนั่งก้มหน้าคอยซับน้ำตาและอดทนต่อความเย็นชาของศิลาอีกต่อไปแล้ว เปลวเพลิงแห่งความแค้นได้หล่อหลอมเธอให้กลายเป็นกุหลาบดำที่มีหนามแหลมคม พร้อมจะทิ่มแทงทุกคนที่เข้าใกล้ โดยเฉพาะอดีตสามีผู้เคยคิดว่าตนเองคือกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้
"แต่ฉันได้ยินมาว่า ศิลายังพยายามติดต่อคุณอยู่เรื่อยๆ นะคะ... เขาคงไม่คิดว่าคุณจะใจแข็งได้ถึงเพียงนี้" รวิศลองเชิงพลางสังเกตปฏิกิริยา
ริมฝีปากอิ่มเคลือบลิปสติกสีแดงก่ำยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตาคู่สวยที่ว่างเปล่าและเย็นเยียบ
"ความเห็นใจเหรอคะ? มันเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่ฉันโยนทิ้งไปตั้งแต่วันที่ก้าวเท้าออกจากนรกขุมนั้นแล้วค่ะ รวิศ... คนอย่างศิลา สมควรได้รับบทเรียนว่า การสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารักและหวงแหน มันเจ็บปวดเจียนตายแค่ไหน"
ในขณะเดียวกัน ณ คฤหาสน์หินอ่อนตระกูลอัครเดชาโชติ บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่กลับมืดมนและอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ศิลานั่งอยู่บนโซฟาหนังแท้สีเข้ม แววตาคมกริบทอดมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกว่างเปล่าที่กัดกินหัวใจทีละน้อย เอกสารล้มละลายและหมายศาลกองพะเนินอยู่บนโต๊ะตรงหน้า แต่สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดร้าวลึกให้เขายิ่งกว่าอำนาจและเงินตราที่กำลังหลุดลอยไป คือภาพเงาของหญิงสาวผู้เคยเป็นภรรยา... ผู้หญิงคนที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งและมองข้ามคุณค่ามาตลอดหลายปี
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของบอดี้ส่วนตัวเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลที่ถูกวางลงอย่างระมัดระวัง
"ท่านครับ... รายงานสืบสวนเกี่ยวกับทนายความสาวคนใหม่ที่คอยหนุนหลังบริษัทของรวิศ... ได้มาแล้วครับ"
ศิลาเงยหน้าขึ้น ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด "ฉันสนใจเรื่องหุ้นและคดีความ ไม่ใช่ประวัติส่วนตัวของเด็กฝึกงานพวกนั้น!"
"แต่นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาครับนาย... ผู้หญิงคนนี้ ใช้ชื่อ นามสกุล และทุกอย่าง... ที่ตรงกับคุณพิมพ์มาดาครับ"
ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ศิลากระชากซองเอกสารนั้นขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาคมเบิกกว้างเมื่อภาพถ่ายในรายงานปรากฏชัดเจน... ร่างเพรียวระหงในชุดสูทสีดำสนิท แววตาคมปลาบที่มองตรงมายังเลนส์กล้องด้วยความเย่อหยิ่งและเด็ดเดี่ยว ไม่หลงเหลือเค้าโครงของภรรยาผู้แสนอ่อนหวานคนเดิมแม้แต่น้อย
"พิมพ์..." เสียงทุ้มต่ำหลุดลอดจากลำคอแห้งผาก หัวใจที่ด้านชามานานนับปีกลับกระชากวูบด้วยความเจ็บปวดระคนสำนึกผิดที่สายเกินแก้
เธอไม่ได้แค่หนีเขาไป... แต่เธอกำลังกลับมาเพื่อทำลายอาณาจักรทั้งหมดที่เขาสร้างขึ้นด้วยมือของเธอเอง!
ความโกรธเกรี้ยว ความโหยหา และความปรารถนาอันดิบเถื่อนปะทุขึ้นในอก ศิลารุกEลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาแดงก่ำด้วยแรงอารมณ์ที่ควบคุมไม่อยู่ เขาจะไม่ยอมให้เธอย่ำยีศักดิ์ศรีของเขาฝ่ายเดียวเด็ดขาด หากเธอต้องการเกมนี้ เขาก็พร้อมจะเล่นมันให้ถึงที่สุด... แม้จะต้องแลกด้วยลมหายใจสุดท้ายของเขาก็ตาม
ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถยนต์หรูคันยาวพุ่งทะยานมาจอดเทียบท่าหน้าตึกสำนักงานกฎหมายของรวิศอย่างอารมณ์ร้อน ศิลาไม่สนใจการนัดหมายใดๆ ทั้งสิ้น เขาผลักประตูห้องทำงานของพิมพ์มาดาเปิดผางเข้าไปด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี จนร่างบางที่กำลังยืนหันหลังให้หน้าต่างต้องสะดุ้งเล็กน้อย
เสียงประตูที่กระแทกกับผนังดังสนั่นสะท้อนความดุดันของผู้มาเยือน พิมพ์มาดายังคงยืนนิ่ง ไม่หันกลับมาทันที เธอสูดลมหายใจเข้าลึก1เพื่อเรียกความเยือกเย็นทั้งหมดที่มี ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปเผชิญหน้ากับอดีตสามีที่ยืนหายใจหอบกระชั้นด้วยความโกรธเกรี้ยว
ดวงตาคมกริบของศิลากวาดมองร่างอรชรในชุดสูทเข้ารูปที่ขับเน้นสัดส่วนเย้ายวน ชวนให้นึกถึงค่ำคืนอันเร่าร้อนที่เคยแนบชิด ทว่าบรรยากาศรอบตัวเธอกลับเย็นชาเสียจนเขาสัมผัสได้ถึงกำแพงน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย
"เธอเล่นแรงเกินไปแล้วนะ พิมพ์มาดา!" ศิลาเค้นเสียงลอดไรฟัน ก้าวเท้าเข้าประชิดตัวเธอด้วยท่าทีคุกคามราวกับเสือร้ายที่จนมุม "คิดจะฮุบบริษัทของฉัน... คิดจะเหยียบฉันให้จมดินงั้นเหรอ?"
พิมพ์มาดาไม่ถอยหลังหนีแม้แต่ก้าวเดียว เธอยืดตัวขึ้นสบตาเขาตรงๆ มุมปากยกยิ้มเยาะหยันอย่างไม่เกรงกลัว
"แรงเหรอคะ? สิ่งที่คุณได้รับตอนนี้มันยังไม่ถึงเศษเสี้ยวของความเจ็บปวดที่คุณเคยฝากไว้บนตัวฉันเลยด้วยซ้ำค่ะ... คุณศิลา" น้ำเสียงหวานใสแต่เชือดเฉือนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
ศิลาขบกรามแน่น ความโกรธพุ่งพล่านจนแทบจะระเบิดออกมาเป็นเปลวเพลิง ทว่าลึกเข้าไปในทรวงอก กลับมีความปรารถนาอันมืดมนและเร่าร้อนสายหนึ่งที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมาอย่างรุนแรงเมื่อได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ประจำตัวของเธอ กลิ่นกายที่เขาเคยคลอเคลีย กลิ่นอายของอดีตที่เขาโหยหาแต่ไม่เคยรักษาไว้ได้
มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อแขนเรียวเล็กของเธอทันที แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นทำร้าย แต่หนักหน่วงพอที่จะตรึงเธอให้อยู่กับที่ พิมพ์มาดาขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ สะบัดแขนออกแต่ศิลากลับใช้มืออีกข้างรวบเอวคอดกิ่วเข้าประชิดแนบกายอย่างรวดเร็ว
"ปล่อยฉันนะคะ! คุณไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องตัวฉัน!" พิมพ์มาดาตวาดเสียงกร้าว ดวงตาคู่สวยลุกโชนด้วยโทสะ
"ไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอ?" ศิลาโน้มใบหน้าลงกระซิบชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหงจนขนลุกชัน "ในทางกฎหมายเราอาจจะหย่าขาดกันแล้ว... แต่ในความเป็นจริง เธอก็ยังเป็นผู้หญิงของฉัน พิมพ์... เป็นคนที่ฉันไม่มีวันยอมปล่อยให้ใครหน้าไหนแย่งไปเด็ดขาด!"
กลิ่นอายความดุดันและสัมผัสอันคุ้นเคยทำให้หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างน่าสมเพช พิมพ์มาดาพยายามฝืนความสั่นไหวในอก เธองัดเอาความเย็นชาทั้งหมดมาต้านทานแรงดึงดูดอันตรายนี้
"คุณมันบ้าไปแล้วศิลา..."
"ใช่... ฉันมันบ้า!" ศิลาคำรามเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะประกบเรียวปากลงมาปิดกลีบปากอิ่มที่กำลังต่อต้านทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ทันตั้งตัว
จูบนั้นไม่ใช่ความอ่อนโยน แต่เป็นการลงทัณฑ์ที่เร่าร้อน ดิบเถื่อน และเปี่ยมไปด้วยความโหยหาอันบ้าคลั่ง ลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปตักตวงความหวานล้ำที่เขาโหยหามาเนิ่นนาน รสชาติของความเจ็บปวดและความคิดถึงหลอมรวมกันเป็นความวาบหวามที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย พิมพ์มาดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ มือเรียวที่เคยพยายามผลักไส กลับเริ่มอ่อนแรงลงเมื่อสัมผัสคุ้นเคยปลุกเร้าไฟปรารถนาที่เธอพยายามกดทับไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
ลมหายใจเริ่มหอบกระชั้น เสียงครางประท้วงในลำคอของหญิงสาวถูกกลืนหายไปในรสจูบอันเอาแต่ใจ ศิลากดน้ำหนักมือที่เอวบางให้แนบชิดติดตัวเขามากยิ่งขึ้น จนสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วดั่งกลองศึก ความโกรธเกรี้ยวแปรเปลี่ยนเป็นความต้องการอันลึกซึ้งที่ยากจะต้านทาน
ทันใดนั้น... เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเสียงเรียกของรวิศที่ดังทะลุเข้ามา
"คุณพิมพ์ครับ เอกสารชุดสุดท้ายมาถึงแล้ว... ผมขออนุญาตเข้าไปนะครับ!"
ศิลาผละริมฝีปากออกอย่างไม่เต็มใจนัก ดวงตาคมกริบจ้องมองใบหน้าหวานที่แดงก่ำและริมฝีปากบวมเจ่อด้วยความพึงพอใจระคนดุดัน เขายกปลายนิ้วขึ้นเกลี่ยแก้มเนียนแผ่วเบา ก่อนจะกระซิบเสียงพร่าชิดริมฝีปากเธอก่อนที่ประตูจะเปิดออก
"เกมแก้แค้นของเธอยังไม่จบหรอกนะพิมพ์... แต่จำไว้ ว่าบนเตียงนี้ ฉันจะเป็นคนลงทัณฑ์เธอให้สาสมเอง"
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - เพลิงกุหลาบดำ
ทัณฑ์สิเน่หา: รอยร้าวในคฤหาสน์หินอ่อน•ตอนที่ 22
เมื่อความแค้นกลายเป็นแรงขับเคลื่อน
ผลงานโดย เพลิงกุหลาบดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงกุหลาบดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทัณฑ์สิเน่หา: รอยร้าวในคฤหาสน์หินอ่อน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!