เอกสารแผ่นบางในแฟ้มหนังสีดำบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ถูกลมหายใจที่สั่นเทาของศิลาพลิกเปิดออก ความเงียบงันภายในห้องทำงานหินอ่อนกว้างขวาง ณ คฤหาสน์ตระกูลอัคร The Grandeur ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันกลับกดทับสติสัมปชัญญะของมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลให้จมดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความตระหนกที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เผชิญ
ดวงตาคมกริบที่เคยใช้มองคู่แข่งทางธุรกิจอย่างเย้ยหยันและเฉียบ
ชา บัดนี้กำลังกวาดมองข้อความทางกฎหมายและหลักฐานการจดทะเบียนนิติบุคคลเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกเหมือนถูกค้อนมหึมาทุบเข้าที่กลางแสกหน้า
*บริษัทกฎหมาย พิมพ์มาดา แอนด์ แอสโซซิเอทส์* — ชื่อนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สำนักงานทนายความหน้าใหม่ที่กำลังตีตลาดฮุบหุ้นในเครืออัครทีละนิด แต่มันคือชื่อของ "อดีตภรรยา" ผู้หญิงคนที่เขาเคยตีตราว่าไร้ค่า ไร้ประโยชน์ และเป็นเพียงดอกไม้ประดับบ้านที่เขาพร้อมจะเขี่ยทิ้งเมื่อหมดความจำเป็น
พิมพ์มาดายืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานของเขา เธอยกเรียวขาไขว่ห้างอย่างสง่างาม มือเรียวประสานกันไว้บนตัก ชุดสูทผ้าไหมอิตาลีสีดำสนิทขับเน้นให้ผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบดูโดดเด่นตัดกับบรรยากาศขมุกขมัวของห้อง เธอยังคงรักษาความเยือกเย็นได้อย่างไร้ที่ติ แว่นตากรอบทองบางเบาที่สวมไว้ช่วยบังประกายตาคมปลาบที่กำลังจดจ้องมองความพังทลายของเขาอย่างสมเพช
"แปลกใจมากหรือคะ คุณศิลา" น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ "คิดว่าห้าปีที่ผ่านมา ฉันจะจมอยู่กับกองน้ำตาในคฤหาสน์หลังนี้ไปจนตายหรือไงคะ"
ศิลาเงยหน้าขึ้นช้าๆ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ มือหนากำกระดาษในมือจนยับยู่ยี่ ความโกรธเกรี้ยวระคนความสับสนตีรวนอยู่ในอกจนเขาแทบหายใจไม่ออก สันกรามคมสันขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน
"เธอ... เธอใช้ชื่อของฉัน หรือเส้นสายของฉันไม่ได้แน่ๆ" ศิลาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาดุจเหยี่ยวจ้องมองผู้หญิงตรงหน้า ราวกับต้องการจะฉีกเธอเป็นชิ้นๆ "ห้าปีที่แล้ว ตอนที่เธอเดินออกไปจากที่นี่ เธอตัวเปล่าเล่าเปลือย ไม่มีแม้แต่เงินติดตัวสักบาท... เธอไต่เต้าขึ้นมาเป็นเจ้าของสำนักงานกฎหมายที่กำลังจะฟ้องล้มละลายบริษัทฉันได้ยังไง!"
พิมพ์มาดายกยมุมปากขึ้นน้อยๆ รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตา มันเป็นรอยยิ้มที่กรีดลึกลงไปในอีโก้ที่เคยยิ่งใหญ่ของศิลาจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
"เพราะคุณมันตาแคบไงคะ" เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ โน้มตัวลงใช้มือเรียวแตะขอบโต๊ะทำงาน แล้วโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้เขา ชนิดที่ลมหายใจอุ่นๆ กลิ่นกุหลาบป่าเจือจางปะทะเข้ากับใบหน้าของอดีตสามี "คุณเคยมองเห็นฉันเป็นอะไรล่ะคะ? เป็นแค่ภรรยาไร้ค่า เป็นแค่เครื่องมือระบายความใคร่ หรือเป็นแค่เศษฝุ่นที่คุณปัดทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้... คุณถึงไม่เคยรู้เลยว่า ทนายความหญิงที่คุณจงใจเหยียบย่ำเมื่อห้าปีก่อนน่ะ เธอมีความสามารถมากพอที่จะซื้อหุ้นครึ่งหนึ่งของบริษัทคุณได้ด้วยซ้ำ!"
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้าปักกลางใจของศิลาอย่างจัง ภาพในอดีตย้อนกลับมาฉายซ้ำในหัวสมองของเขาอย่างห้ามไม่อยู่
วันนั้น... วันที่ฝนตกหนักกระหน่ำลงมาอย่างไร้ความปรานี ท้องฟ้าสีเทามืดครึ้มสะท้อนความหดหู่ของคฤหาสน์หินอ่อนแห่งนี้ พิมพ์มาดาในสภาพชุดคลุมท้องอ่อนๆ และใบหน้าซีดเซียวไร้เลือดฝาดกำลังคุกเข่าอยู่แทบเท้าของเขา ร่างกายของเธอสั่นเทาด้วยพิษไข้และความหวาดกลัว ขณะที่มือข้างหนึ่งกำชายเสื้อสูทราคาแพงของเขาไว้แน่น
*“ศิลาคะ... อย่าทำแบบนี้กับฉันเลย ฉันขอร้อง... ลูกในท้องของเรา เขาต้องการคุณ”* เสียงสะอื้นไห้ในวันนั้นช่างน่าเวทนา และในสายตาของศิลาในเวลานั้น มันช่างน่ารำคาญและน่าสมเพชเสียเหลือเกิน
*“ลูกเหรอ? ใครจะไปรู้ว่าเด็กในท้องนั่นเป็นลูกฉันจริง หรือเป็นแค่ข้ออ้างโสโครกที่เธอใช้จับฉันกันแน่ พิมพ์มาดา!”* ศิลาในอดีตตะคอกใส่หน้าเธอด้วยน้ำเสียงเยชาไร้หัวใจ มือหนาสลัดร่างบอบบางนั้นออกอย่างไร้เยื่อใยจนเธอล้มกระแทกพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ *“ไสหัวออกไปจากบ้านของฉันซะ! แล้วอย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก ไม่อย่างนั้นฉันจะทำให้เธอไม่มีแผ่นดินจะอยู่!”*
วันนั้น... เขาทอดทิ้งเธอให้เผชิญกับพายุร้ายของชีวิตตามลำพัง ปล่อยให้ผู้หญิงท้องแก่ใกล้คลอดต้องเดินตากฝนออกไปจากประตูคฤหาสน์ด้วยความสิ้นหวัง โดยไม่เคยเหลียวแลเลยว่าเธอจะอยู่หรือตาย
และบดนี้... บาดแผลที่เขาเป็นคนกรีดลงบนหัวใจดวงนั้น ได้กลายเป็นอาวุธที่คมกริบย้อนกลับมาเชือดคอเขาเอง
"คุณจำวันที่คุณไล่ฉันออกไปได้ไหมคะ..." พิมพ์มาดากระซิบเสียงแผ่วเบา แต่ทุกคำพูดช่างบาดลึกถึงกระดูกดำ ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "วันที่ฝนตกหนักจนมองไม่เห็นทาง... วันที่ฉันอุ้มท้องแก่ใกล้คลอดแล้วต้องคุกเข่าอ้อนวอนคุณ แต่สิ่งที่ฉันได้รับกลับมาคือความเย็นชา และคำพูดที่เหยียบย่ำความเป็นคนของฉันจนไม่เหลือชิ้นดี"
ศิลานิ่งงัง ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากันแน่น ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นมาในอก แน่นอนว่าเขาจำได้... แม้เขาจะพยายามลบเลือนมันไปนานแค่ไหน แต่ภาพเงาของร่างบางที่เดินตากฝนหายไปในความมืดวันนั้น ก็ยังคงหลอกหลอนเขาในยามค่ำคืนเสมอ
"พิมพ์..." เสียงของศิลาแหบพร่าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มหาเศรษฐีผู้หยิ่งผยองไร้พ่าย บัดนี้กลับไร้ซึ่งคำแก้ตัวใดๆ "ฉัน... ฉันขอโทษ..."
"คำขอโทษเหรอคะ?" พิมพ์มาดาหัวנסออกมาราวกับได้ยินเรื่องตลกที่น่าขบขันที่สุดในชีวิต "คุณค่าของคำขอโทษจากปากคนอย่างคุณ มันไม่มีค่าเท่ากับเศษกระดาษทิชชูที่ฉันใช้เช็ดมือด้วยซ้ำค่ะ คุณศิลา"
ความโกรธที่ถูกกดทับไว้พุ่งพล่านขึ้นมาในอกของศิลาอีกครั้ง ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำพุ่งเข้าประชิดตัวเธอด้วยสัญชาตญาณของการเป็นผู้ล่า มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อแขนเรียวของเธอแล้วดึงเข้ามาประชิดตัวอย่างแรง แรงปะทะทำให้พิมพ์มาดาเซถลาเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของเขา กลิ่นกายหอมหวานเฉพาะตัวที่เขาเคยคุ้นเคยโชยเข้าแตะจมูกปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่ถูกกักเก็บไว้หลายปีให้ตื่นขึ้น
"คิดว่าเธอใหญ่มาจากไหน พิมพ์มาดา!" ศิลาคำรามต่ำด้วยความโกรธระคนปรารถนาที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ดวงตาคมกริบจ้องมองริมฝีปากอิ่มสีแดงระเรื่อที่เอาแต่ต่อปากต่อคำเขา "ต่อให้เธอจะมีอำนาจแค่ไหน แต่บนเตียง... และในฐานะสามีของเธอ ฉันก็ยังเป็นเจ้าชีวิตเธออยู่ดี!"
"ปล่อยฉันนะ!" พิมพ์มาดาตวัดสายตาคมกริบใส่เขาโดยไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มือข้างที่เป็นอิสระเงื้อขึ้นเตรียมจะตบหน้าเขาให้สมกับความแค้น
แต่ศิลาเร็วกว่า มือหนาคว้าข้อมือทั้งสองข้างของเธอรวบไว้ด้วยมือข้างเดียวแล้วตรึงไว้เหนือศีรษะอย่างง่ายดาย ก่อนที่มืออีกข้างจะโอบกระชับเอวคอดกิ่วเข้าประชิดแนบแน่นจนไม่เหลือช่องว่าง
"ปล่อยเหรอ? หึ... ฝันไปเถอะ"
ลมหายใจร้อนผ่าวของเขารดรินอยู่ใกล้ชิดจนสัมผัสได้ ศิลาไม่รอให้เธอได้ทันตั้งตัว ก้มใบลงประกบจูบเรียวปากอิ่มนั้นทันทีอย่างไร้ความปรานี จุมพิตแรกที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ความโหยหา และแรงปรารถนาอันดิบเถื่อนที่ถูกกดทับมานานนับปี พิมพ์มาดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธยายามสะบัดหน้าหนีและขัดขืนสุดกำลัง แต่เรียวปากของเธอกลับถูกเขาครอบครองและบดขยี้อย่างเร่าร้อน
รสจูบที่ทั้งดุดันและแฝงไปด้วยความร้าวราน รสชาติของความเค็มปร่าจากหยดน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้าของเธอผสมผสานไปกับความหวานล้ำที่เขาโหยหามาตลอด ศิลาขบเม้มริมฝีปากเธอบางเบาก่อนจะแทกลิ้นร้อนเข้าไปกวาดต้อนความหวานภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ มือหนาที่ตรึงข้อมือเธอไว้ค่อยๆ คลายออก เลื่อนลົງมาสัมผัสบั้นเอวคอดแล้วลูบไล้ขึ้นมาตามแผ่นหลังเนียนนุ่มภายใต้ชุดสูท ความคุ้นเคยของสรีระที่เขาเคยหลงใหลปลุกเร้าไฟสิเนหาในกายให้โหมกระหน่ำจนยากจะควบคุม
พิมพ์มาดาพยายามจะผลักไสเขาออกไปในตอนแรก แต่สัมผัสอันคุ้นเคยและแรงปรารถนาที่ถาโถมเข้ามากลับทำให้ร่างกายของเธอสั่นสะท้าน ปฏิกิริยาต่อต้านเริ่มอ่อนแรงลงทีละน้อย เมื่อรสจูบที่ดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งและเร่าร้อนจนลมหายใจของทั้งคู่ขาดห้วง
ร่างบางถูกดันถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้องทำงานเย็นเยียบ ศิลาไม่ปล่อยให้เธอได้พักหายใจ มือหนาช้อนร่างเธอลอยขึ้นเหนือพื้นเล็กน้อยจนเรียวขาภายใต้กระโปรงทรงสอบต้องเกี่ยวสะโพกสอบของเขาไว้ตามสัญชาตญาณ ความแนบชิดอย่างไร้รอยต่อทำให้หัวใจของทั้งสองดวงเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก
สัมผัสที่ลึกซึ้งและวาบหวามแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูผิว ความโกรธแค้นในใจราวกับถูกไฟรักแผดเผาจนมลายหายไปชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงหอบหายใจกระชั้นชิดและความเร่าร้อนของค่ำคืนที่กำลังจะก้าวข้ามขีดจำกัดของความสัมพันธ์ทั้งหมด...
ทันใดนั้นเอง!
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำลายบรรยากาศวาบหวามและดึงสติของทั้งคู่ให้กลับคืนมาในเสี้ยววินาที
"คุณศิลาคะ..." เสียงหวานใสของหญิงสาวคนสนิทดังลอดผ่านบานประตูเข้ามา พร้อมกับเสียงเปิดประตูที่แง้มออกโดยไม่รอคำอนุญาต "คือว่า... มีแขกคนสำคัญมารอพบคุณที่ห้องรับแขกค่ะ... เขาบอกว่าเป็น... เอ่อ... เป็นคุณพ่อของเด็กชายคนนั้น... เด็กที่มีหน้าตาเหมือนคุณราวกับแกะคนนั้นค่ะ!"
ร่างของศิลาชะงักกึกทันที ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด ในขณะที่พิมพ์มาดาที่อยู่ในอ้อมแขนของเขา ใบหน้าซีดเผือดลงในพริบตาเดียว แรงสั่นสะท้านวิ่งพล่านไปทั่วร่างเมื่อความลับที่เธอพยายามปกปิดมาตลอดห้าปี กำลังจะถูกกระชากหน้ากากออกต่อหน้าต่อตาเขาในวินาทีนี้!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
ด้วยรักและเพลิงแค้นอันร้อนแรง
"เพลิงกุหลาบดำ"
ทัณฑ์สิเน่หา: รอยร้าวในคฤหาสน์หินอ่อน•ตอนที่ 25
ความเจ็บปวดที่ตกตะกอน
ผลงานโดย เพลิงกุหลาบดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงกุหลาบดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทัณฑ์สิเน่หา: รอยร้าวในคฤหาสน์หินอ่อน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!