"เอกสารฉบับนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อให้คุณศิลาเซ็นอนุมัติเพื่อการกุศลค่ะท่านประธาน แต่มีไว้เพื่อเตือนความจำว่า ตระกูลอัครวรกุลกำลังจะล่มสลายด้วยมือของทายาทสายตรงผู้ไร้ความสามารถเอง"
เสียงทุ้มต่ำแต่เฉียบคมราคมมีดโกนของพิมพ์มาดา ดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องประชุมใหญ่ของคฤหาสน์หินอ่อน บรรยากาศรอบโต๊ะประชุมตัวยาวทำจากไม้มะฮอกกานีชั้นดีอัดแน่นไปด้วยความตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก สายตาของบรรดาญาติผู้ใหญ่ตระกูลอัครวรกุลนับสิบชีวิตต่างจ้องมองมาที่เธอด้วยความชิงชังและหวาดระแวงในเวลาเดียวกัน
พิมพ์มาดายืนสงบนิ่งในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิท ใบหน้าเรียบเฉยไร้รอยยิ้ม ดวงตากลมโตคู่สวยคมกริบราวกับกุหลาบดำที่ซ่อนหนามแหลมคมไว้รอจังหวะเชือดเฉือน เธอไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่เคยนั่งก้มหน้ารับฟังคำดูถูกเหยียดหยามบนโต๊ะอาหารตัวเดิมนี้อีกต่อไปแล้ว ในอดีต เธอคือภรรยาที่ถูกมองข้าม ถูกขับไล่ไสส่งราวกับสิ่งของไร้ค่า แต่ในวันนี้... เธอคือทนายความสาวมือฉกาจผู้กุมชะตากรรมทางกฎหมายของบริษัทในเครือทั้งหมดที่ศิลากำลังจะสูญเสียมันไป
"อวดดี! เธอก็เป็นแค่ผู้หญิงหน้าเงินที่เกาะตระกูลเรากินแล้วถีบหัวส่ง!" เสียงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยวของ 'คุณหญิงมณีรัตน์' ผู้เป็นป้าแท้ๆ ของศิลา ดังขึ้นจนหน้าดำคร่ำเครียด สั่นเทาด้วยความอาฆาตมาดร้าย "ศิลา! แกดูเอาไว้ซิ ผู้หญิงสารเลวที่แกเคยหลงใหลจนยอมแต่งงานด้วย มันกำลังเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูลเรา!"
ศิลานั่งนิ่งสนิทอยู่ที่หัวโต๊ะ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเย่อหยิ่งและเย็นชาบัดนี้ซีดเซียว ดวงตาคมกราบกวาดมองเอกสารสิทธิ์การถือหุ้นในมือสลับกับใบหน้าของอดีตภรรยา ความเจ็บปวดร้าวลึกและความสำนึกผิดถาโถมเข้าใส่หัวใจของเขาจนแทบแหลกสลาย เขาไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งผู้หญิงที่เขาเคยผลักไสให้จมอยู่กับความเสียใจ จะกลับมาในฐานะ 'ผู้พิพากษา' ที่ถือค้อนทัณฑ์พร้อมจะทุบทำลายชีวิตเขาให้พังทลาย
"คุณป้าคะ กรุณาใช้คำพูดให้ระมัดระวังด้วยค่ะ" พิมพ์มาดายกยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน "การที่ฉันยืนอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่เพราะฉันอยากมาฟื้นฝอยหาตะเข็บกับคนตระกูลคุณ แต่เป็นเพราะพวกคุณเองไม่ใช่หรือคะ ที่พยายามบีบบังคับให้ศิลาจัดการ 'เคลียร์' ฉันให้พ้นทาง เพื่อรักษาเกียรติจอมปลอมของพวกคุณเอาไว้"
"จัดการมันซิ ศิลา!" คุณหญิงมณีรัตน์หันไปออกคำสั่งกับหลานชายด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "แกเป็นประธานบริษัท แกมีอำนาจล้นมือ ทำไมปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้มาเหยียบจมูกพวกเราอยู่ได้! จัดการไล่ออก ฟ้องร้องมันให้หมดตัว เอาชื่อเสียงมันไปประจานให้สังคมได้รู้ว่ามันเนรคุณ!"
แรงกดดันจากรอบด้านพุ่งตรงไปที่ศิลา บรรดาญาติผู้ใหญ่ต่างพากันส่งเสียงสนับสนุนให้เขาใช้อำนาจเด็ดขาดจัดการพิมพ์มาดาให้ราบคาบ สายตาทุกคู่คาดหวังจะเห็นการแก้แค้นแบบสะใจจากปากคำของอดีตสามีผู้เย็นชา
ทว่า... ศิลากลับนิ่งเงียบ เขานั่งประสานมือเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาคมกริบทอดมองพิมพ์มาดาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด อ้อนวอน และโหยหา เขาไม่ได้ยินเสียงโวยวายรอบตัวอีกต่อไปแล้ว โลกทั้งใบของเขาในนาทีนี้เหลือเพียงแค่ผู้หญิงตรงหน้า ผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเขาเคยมีโอกาสได้ครอบครองความรักอันบริสุทธิ์ แต่เขากลับทำมันหลุดมือไปอย่างโง่เขลา
"ผมทำไม่ได้..." เสียงทุ้มต่ำของศิลาหลุดออกมาจากลำคอแห้งผาก เบาหวิวแต่กลับทรงพลังจนทำให้ห้องประชุมทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
คุณหญิงมณีรัตน์เบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อหู "แก... แกพูดว่าอะไรนะศิลา!"
"ผมบอกว่า ผมทำไม่ได้ครับคุณป้า" ศิลาเงยหน้าขึ้น สบตากับพิมพ์มาดาตรงๆ ดวงตาคมกริบแดงก่ำด้วยความอัดอั้นตันใจ "เพราะทุกอย่างที่พิมพ์... เอ่อ คุณพิมพ์มาดาพูดมา มันคือความจริง ตระกูลเราต่างหากที่ทำลายเธอ และตัวผมเอง... ที่เป็นคนผลักไสเพชรเม็ดงามที่สุดในชีวิตให้หลุดมือไป"
ความเงียบสงัดปกคลุมห้องประชุม บรรดาญาติผู้ใหญ่ต่างพากันอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ไม่คิดว่าประธานหนุ่มผู้หยิ่งผยองจะยอมจำนนและสารภาพความผิดต่อหน้าอดีตภรรยาที่เขาเคยเหยียดหยาม พิมพ์มาดาเองก็ชะงักไปชั่วขณะ แววตาคู่คมไหววับด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะอธิบาย แต่เธอก็รีบดึงสحابความแข็งกร้าวกลับมาอย่างรวดเร็ว
"อย่ามาทำเป็นพูดจาสำนึกผิดตอนนี้เลยค่ะศิลา มันสายเกินไปแล้ว" พิมพ์มาดาเอ่ยเสียงเรียบเย็น ไร้เยื่อใย "ความเจ็บปวดที่ฉันเคยได้รับ คุณไม่มีทางชดใช้มันหมดด้วยคำพูดสวยหรูพวกนี้หรอกค่ะ"
คำพูดเชือดเฉือนนั้นกรีดแทงหัวใจของศิลาจนเลือดโชก แต่เขากลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแก้ตัว ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดแห่งความตึงเครียดนั้นเอง เสียงฝีเท้าเล็กๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักใสแจ๋วก็ดังขึ้นจากทางประดานหลังห้องประชุม ซึ่งเปิดแง้มไว้เล็กน้อย
"คุณแม่คะ! น้องธันวาหิวนมแล้วครับ ทำไมคุณแม่คุยกับลุงคนนี้นานจังเลยฮะ?"
ร่างป้อมๆ ของเด็กชายวัยสามขวบ ในชุดเอี๊ยมสีฟ้าสดใส ดวงตากลมโตเป็นประกายใสซื่อและใบหน้าจิ้มลิ้มละม้ายคล้ายคลึงกับศิลาราวกับถอดแบบออกมาจากพิมพ์เดียวกัน วิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาในห้องประชุมท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน
ศิลาหันขวับไปมองตามเสียง หัวใจของเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างเล็กๆ นั้น เลือดในกายสูบฉีดพลุ่งพล่านอย่างรุนแรง ภาพเด็กชายตัวน้อยที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากเขาพิมพ์เดียว วิ่งตรงเข้าไปซบกับชายผ้าสูทของพิมพ์มาดาก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาท
พิมพ์มาดาสบถเบาๆ ในใจ ใบหน้าถอดสีลงชั่วขณะเมื่อรู้ว่าแผนการปกป้องลูกน้อยให้ห่างจากความวุ่นวายพังทลายลงในพริบตา... และก่อนที่เธอจะทันได้อุ้มเด็กน้อยถอยหนี ศิลาก็ลุกขึ้นยืนช้าๆ ขาทั้งสองข้างก้าวเดินเข้าไปหาเด็กชายด้วยร่างที่สั่นเทา น้ำตาของผู้ชายที่แข็งกระด้างมาตลอดชีวิตเอ่อคลอเบ้าอย่างห้ามไม่อยู่
"เด็กคนนี้... ลูกใคร..." ศิลาเอ่ยเสียงสั่นพร่า จ้องมองเด็กชายด้วยความรู้สึกที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้
พิมพ์มาดากัดริมฝีปากแน่น แววตาฉายแววหวาดหวั่นเป็นครั้งแรก ก่อนจะเอ่ยเสียงแข็งเพื่อปกป้องสายเลือดของตนเอง
"ถอยไปค่ะศิลา... อย่าแตะต้องลูกฉัน!"
***
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับเกมแก้แค้นบทนี้ด้วยกันนะคะ - เพลิงกุหลาบดำ)
ทัณฑ์สิเน่หา: รอยร้าวในคฤหาสน์หินอ่อน•ตอนที่ 20
เกมการเมืองในครอบครัว
ผลงานโดย เพลิงกุหลาบดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงกุหลาบดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทัณฑ์สิเน่หา: รอยร้าวในคฤหาสน์หินอ่อน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!