"มู่ไป๋ลูกชายข้า… เจ้ายังอ่อนหัดนักที่คิดว่าจะปกป้องความลับนี้ได้ด้วยตัวคนเดียว"
เสียงแหบพร่าดั่งมาจากขุมนรกโลกันตร์ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ทว่าเวลานี้ ประโยคเหล่านั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่หลี่มู่ไป๋ต้องใส่ใจอีกต่อไป ความเจ็บปวดรุนแรงดั่งสายฟ้าฟาดกลางกระดูกสันหลังแล่นริ้วไปทั่วร่าง โลหิตสีแดงเข้มพรั่งพรูออกจากริมฝีปากของเขา ย้อมผืนดินเบื้องล่างให้กลายเป็นสีชาดอันน่าสยดสยอง
เบื้องหน้าของเขาคือเงาร่างใต้หน้ากากอสูรที่หัวร่ออย่างบ้าคลั่ง พลังอักษรเวทมารสีดำสนิทแผ่พุ่งออกมาจากฝ่ามือของมัน ดั่งโซ่ตรวนแห่งความตายที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสรรพสิ่งให้แหลกสลาย
หากเสี้ยววินาทีก่อนหน้านี้... หากไม่มีเงาร่างสีขาวบริสุทธิ์พุ่งแหวกความมืดเข้ามาขวางรับกระบวนท่าพิฆาตนั้นแทน เวลานี้ดวงวิญญาณของหลี่มู่ไป๋คงแตกสลายกลายเป็นธุลีไปแล้ว
"เสวี่ยเอ๋อร์..."
หลี่มู่ไป๋ฝืนค้ำยันกายด้วยกระบี่ทวนกระแสฟ้า ด้ามกระบี่สั่นสะเทือนร่ำไห้ราวกับรับรู้ถึงความโศกเศร้าของนายเหนือหัว ภาพเบื้องหน้าพร่ามัว แต่นัยน์ตาที่ทระนงมาตลอดชีวิตกลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
มู่หรงเสวี่ย... นางเซียนแห่งหุบเขาเหมันต์นิรันดร์ ผู้ไม่เคยหลั่งน้ำตาให้แก่ความตายของผู้ใด แม้แต่ในวันที่สำนักของนางถูกเผาลาญ นางยังคงยืนหยัดด้วยแววตาดั่งรูปสลักน้ำแข็ง ไร้ความรู้สึก ไร้ความอาลัย
ทว่าในยามนี้ หยาดน้ำตาใสสะอาดหยดหนึ่ง กลับร่วงหล่นจากหางตาอันงดงามกระทบลงบนแก้มขาวนวล ก่อนจะหยดลงบนพื้นหิมะที่กำลังละลายกลายเป็นไอเย็น
นั่นคือน้ำตาหยดแรก... และอาจเป็นหยดเดียวในรอบร้อยปีของนาง
"เจ้า... โง่เง่ายิ่งนัก"
น้ำเสียงของมู่หรงเสวี่ยสั่นเครือเล็กน้อย ความเย็นชาที่เคยปกคลุมทั่วร่างนางบัดนี้แตกสลายราวกับกระจกต้องสายฝน นางพยุงร่างของหลี่มู่ไป๋ขึ้นมาแนบอก ฝ่ามือเรียวยาวสั่นเทาขณะสัมผัสเข้าที่แผ่นหลังของเขา ซึ่งโลหิตยังคงไหลทะลักไม่หยุดยั้ง
"ข้าบอกแล้ว... ว่าวิถีกระบี่ของข้า... คือการปกป้องเจ้า" หลี่มู่ไป๋ฝืนยิ้ม แม้ความเจ็บปวดจะแผดเผาอวัยวะภายในจนแหลกเหลว เขากระอักเลือดออกมาอีกคำโต "ข้าเป็นบุรุษ... จะยอมให้สตรีที่รักต้องมารับความตายแทนได้อย่างไร..."
"หุบปาก!" มู่หรงเสวี่ยตวาดเสียงกร้าว นัยน์ตาคู่คมที่เคยเยือกเย็นบัดนี้แดงก่ำด้วยโทสะและความเจ็บปวดร้าวลึก นางไม่ใช่สตรีอ่อนแอที่ต้องให้ผู้ใดปกป้อง แต่นางรู้ดีว่า การที่บุรุษผู้นี้เอาชีวิตเข้าแลก ก็เพราะเขารักนางยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง
ความตายอยู่ห่างเพียงแค่เอื้อม พลังปราณมารในแผลของหลี่มู่ไป๋กำลังกัดกินเส้นชีพจรและทะเลปราณของเขาอย่างรวดเร็ว หากปล่อยไว้เช่นนี้ อีกไม่ถึงหนึ่งเค่อ (สิบห้านาที) วิญญาณของเขาจะแตกดับอย่างไม่มีวันหวนกลับ
มู่หรงเสวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก นางตัดสินใจแล้ว...
นางสะบัดมือวาบ ประทับฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าที่แผ่นหลังของหลี่มู่ไป๋ ทันใดนั้น อุณหภูมิโดยรอบก็ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ราวกับถูกดึงเข้าสู่ยุคน้ำแข็งชั่วนิรันดร์ พื้นดินรอบกายปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีครามระยิบระยับ
"หิมะโลหิต... เหมันต์คืนวิญญาณ!"
นี่คือเคล็ดวิชาลับสุดยอดแห่งหุบเขาเหมันต์นิรันดร์ วิชาที่ต้องแลกมาด้วยอายุขัยและพลังตบะครึ่งหนึ่งของผู้ใช้ เพื่อแช่แข็งบาดแผลและดึงรั้งดวงวิญญาณที่กำลังจะหลุดลอยกลับคืนสู่ร่าง
แสงสีขาวนวลสาดส่องลงมาจากฟากฟ้ายามค่ำคืน ราวกับดวงดาราบนสรวงสวรรค์กำลังร่ำไห้เคียงข้างนาง แสงปราณเหมันต์บริสุทธิ์ไหลทะลักเข้าสู่ร่างของหลี่มู่ไป๋อย่างบ้าคลั่ง ต่อต้านและชำระล้างพลังอักษรเวทมารสีดำที่กัดกินเขาอยู่จนเกิดเสียงดัง "ฟ่อ..." ดั่งน้ำมันเดือดราดลงบนกองไฟ
หลี่มู่ไป๋รู้สึกราวกับร่างทั้งร่างถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ แล้วประกอบขึ้นใหม่ด้วยน้ำแข็งและเพลิง เปลวไฟแห่งความแค้นและไอปราณเหมันต์ปะทะกันอย่างดุเดือดในร่างของเขา เขากำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว เล็บจิกเข้ากับฝ่ามือจนโลหิตซึมออกมาผสมผสานกับหยาดเหงื่อ
ทว่า ในความทรมานแสนสาหัส กลับมีความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านมาจากหัวใจของมู่หรงเสวี่ย นางถ่ายทอดพลังชีวิตและดวงจิตของตนเองผ่านทางลมปราณ เพื่อหล่อเลี้ยงหัวใจที่ใกล้จะหยุดเต้นของเขา
"เสวี่ยเอ๋อร์... พอ... พอได้แล้ว..." หลี่มู่ไป๋ส่งเสียงผ่านลำคอที่แหบแห้ง เขารับรู้ได้ถึงความอ่อนล้าที่กำลังกัดกินร่างของนาง ผมสีดำขลับของมู่หรงเสวี่ยเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนทีละน้อย นั่นคือสัญญาณของการใช้พลังเกินขีดจำกัด
"หากเจ้าตาย... ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออันใด?" มู่หรงเสวี่ยกระซิบข้างหูของเขา น้ำตาหยดที่สองร่วงหล่นลงกระทบหน้าผากของหลี่มู่ไป๋ ดับความร้อนรุ่มของพิษมารลงได้ในพริบตา "เราเคยให้คำสัญญากันไว้ใต้ต้นเฟิงแดงแล้วมิใช่หรือ? ไม่ว่าฟ้าดินจะพลิกคว่ำหรือกาลเวลาจะเปลี่ยนผัน เราจะไม่มีวันทอดทิ้งกัน..."
ท่ามกลางความหนาวเหน็บอันเสียดกระดูก คำพูดของนางกลับอบอุ่นยิ่งกว่าสุทธิน้ำทิพย์ หลี่มู่ไป๋หลับตาลงอย่างช้าๆ รวบรวมพลังปราณเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ ผสานเข้ากับวิถีกระบี่ทวนกระแสฟ้า เพื่อช่วยนางต้านทานแรงสะท้อนกลับของเคล็ดวิชา
แสงสว่างเจิดจ้าพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกกลุ่มเมฆมืดครึ้มจนเกิดเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ ให้แสงดาวนับล้านสาดส่องลงมาอาบไล้ร่างของคนทั้งสอง ราวกับจักรวาลกำลังเป็นสักขีพยานในความรักที่ฝืนลิขิตฟ้า
เงาร่างใต้หน้ากากอสูรที่ยืนมองอยู่ห่างๆ ถึงกับถอยหลังไปสามก้าว แววตาภายใต้หน้ากากฉายแววหวาดกลัวต่ออานุภาพของพลังทั้งสองที่หลอมรวมกัน
"วิชากระบี่ทวนกระแสฟ้าผสานหิมะโลหิต... เป็นไปไม่ได้! สองวิชานี้ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง เหตุใดพวกมันจึง..." มันพึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังพลิกผัน และลมหายใจของหลี่มู่ไป๋เริ่มกลับมามั่นคงอีกครั้ง...
*ตึง! ตึง! ตึง!*
พื้นดินเบื้องล่างสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง ราวกับมีสัตว์อสูรบรรพกาลนับหมื่นตัวกำลังกรูเข้ามา เสียงระฆังโบราณดังขึ้นกังวานมาจากความมืดมิดเบื้องหน้า สามสิบลี้จากจุดที่พวกเขายืนอยู่
เงาร่างนับร้อยปรากฏขึ้นบนยอดไม้ แสงกระบี่วาววับนับพันเล่มชี้ตรงมายังทิศทางนี้
"นั่น... กองกำลังเงาทมิฬของสำนักมารโลหิต!" มู่หรงเสวี่ยลืมตาขึ้น ใบซีดเซียวไร้สีเลือด นางฝืนพยุงร่างของหลี่มู่ไป๋ลุกขึ้นยืน แม้พลังของนางจะสูญเสียไปกว่าครึ่งแล้วก็ตาม
หลี่มู่ไป๋กระชับกระบี่ในมือแน่น นัยน์ตาทระนงฉายประกายสังหารที่น่าสะพรึงกลัว บาดแผลบนร่างยังคงเจ็บปวดเจียนตาย ทว่าจิตวิญญาณแห่งเซียนกระบี่กลับลุกโชนยิ่งกว่าเดิม
เบื้องหน้าคือศัตรูจำนวนนับไม่ถ้วนที่พร้อมจะกลืนกินพวกเขา เบื้องหลังคือคำสัญญาที่ต้องปกป้องด้วยชีวิต
ทว่า ในวินาทีที่เงาร่างผู้นำกองกำลังทมิฬก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับโยนศีรษะที่โชกไปด้วยเลือดของบุคคลที่หลี่มู่ไป๋คุ้นเคยที่สุดลงแทบเท้า...
ลมหายใจของหลี่มู่ไป๋ก็แทบจะหยุดชะงักลงในทันที!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ สัมผัสหยาดน้ำตาและคมกระบี่นี้ไปพร้อมกับผมนะครับ
คมกระบี่ทวนกระแสฟ้ากับเซียนกระบี่โลหิต•ตอนที่ 10
บาดแผลลึกและคำสัญญาใต้แสงดาว
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คมกระบี่ทวนกระแสฟ้ากับเซียนกระบี่โลหิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!